บทที่ 3 เชิญเทพมาเป็เื่ง่าย ส่งเทพกลับเป็เื่ยาก
“พวกเราเชิญเทพปากกามาตามขั้นตอนที่เพื่อนสอนครับ แต่พอตั้งใจจะส่งมันกลับไป กลับพบว่าไม่ว่าจะใช้คำสุภาพแค่ไหน ก็ส่งกลับไปไม่ได้เลย!
ปากกาในมือผมกับรูมเมทเอาแต่เขียนวงกลมซ้ำ ๆ บนกระดาษขาวไม่หยุด! แถมแต่ละวงยังลงน้ำหนักแรงกว่าวงก่อนหน้าด้วย! จนกระทั่งกระดาษขาวถูกขีดจนขาด ปลายปากกาเสียดสีกับโต๊ะไม้อย่างบ้าคลั่ง สลักรอยวงกลมซ้ำแล้วซ้ำเล่าลงบนเนื้อไม้!
ตอนนั้นหวังกัง รูมเมทของผมใจนสติหลุด ส่วนผมเองก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง เลยพยายามจะดึงมือออกเพื่อปล่อยปากกา! ทว่าผมกลับพบว่ามือของตัวเองเหมือนถูกกาวตราช้างทาติดไว้กับปากกา จนไม่สามารถปล่อยออกได้เลย!”
จางหยางยิ่งพูดก็ยิ่งดูลึกลับน่าขนลุก จนถึงขั้นที่ทักษะการเร้าอารมณ์ของระบบได้รับการอัปเกรดโดยอัตโนมัติ!
[ติ๊ง ยินดีด้วยโฮสต์ได้รับค่าความสยองขวัญสามพันแต้ม ทักษะการเร้าอารมณ์อัปเกรดเป็ 'ระดับกลาง' โดยอัตโนมัติ]
ในตอนนั้น ผู้ชมและผู้ฟังทุกคนที่กำลังดูไลฟ์สดอยู่ ต่างก็ได้ยินเสียงเพลงประกอบฉากที่สยองขวัญและโศกเศร้าดังขึ้นข้างหู...
แม้แต่เหล่าทีมงานที่อยู่ในสถานที่ไลฟ์สด ก็ได้ยินเสียงเพลงประกอบฉากนี้เช่นกัน!
สาวสวยสวีเจียวกลืนน้ำลาย เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ มือทั้งสองข้างของเธอก็เริ่มกำหมัดแน่น
เื่เล่าของจางหยางให้ความรู้สึกร่วมที่รุนแรงมาก ประกอบกับเสียงประกอบฉากที่สถานีวิทยุกระจายเสียงกำลังเปิดอยู่ ทำให้สวีเจียวยิ่งรู้สึกกระวนกระวายใจ
สวีเจียวรีบคว้าวิทยุสื่อสารข้างตัวแล้วเร่งว่า “คนคุมเสียง ปิดเสียงประกอบฉากในห้องไลฟ์เดี๋ยวนี้ หลอกผู้ชมก็พอแล้ว จะมาหลอกพวกเราทำไม?!”
หลินเชาคนคุมเสียงปาดเหงื่อบนหน้าผาก พอได้สติก็รีบขอโทษรัว ๆ “ขอโทษครับ ขอโทษ พอดีตื่นเต้นไปหน่อยเลย...”
ทว่าเมื่อหลินเชาก้มลงมองแถบปุ่มควบคุมเสียงประกอบฉากตรงหน้า เขาต้องใเมื่อพบว่าตัวเองไม่ได้เปิดเสียงประกอบฉากเลยแม้แต่น้อย!
ปุ่มเอฟเฟกต์เสียงทั้งหมดอยู่ในสถานะถูกปิดไว้!
ถ้าอย่างนั้นเสียงประกอบฉากที่สยองขวัญและโศกเศร้านี้มาจากไหน?!
“ไม่ถูกสิ ผมไม่ได้เปิดเสียงประกอบฉากนี่นา...”
หลินเชามองปุ่มเอฟเฟกต์เสียงด้วยความตกตะลึงและรู้สึกขนลุกซู่
เมื่อนึกถึงเทพปากกาในเื่เล่าของจางหยาง เขาก็ใจนตัวสั่นเทาเล็กน้อย
ในช่องแชท ข้อความบ่นของชาวเน็ตไหลผ่านอย่างบ้าคลั่ง
[แม่ถามว่าทำไมฉันถึงมุดผ้าห่มดูไลฟ์...]
[พี่ชายคนบน มุดมาอยู่ด้วยกันเถอะ! ฉันก็กลัว!]
[ฮือ ๆ พี่ชายอย่าเล่าต่อเลย ฉันไม่กล้าฟังแล้ว]
ตอนแรกที่จางหยางเห็นข้อความที่แสดงความกลัวเหล่านี้ ในใจเขาก็อดสงสัยไม่ได้
หรือว่าเขาจะเล่าได้สยองขวัญเกินไปจริง ๆ?
แต่พอเขาลองคิดดูดี ๆ ก็รู้สึกว่าเื่เทพปากกานี้ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นเสียหน่อย
เพียงแต่เป็เพราะผู้คนบนดาวสีครามแห่งนี้ไม่เคยัักับเื่ราวเหนือธรรมชาติระดับนี้มาก่อนเท่านั้น นั่นจึงทำให้แม้พวกเขาจะได้ฟังเื่ผีที่ธรรมดาและเรียบง่ายที่สุด ก็ยังรู้สึกตื่นเต้นจนใได้!
และถึงแม้จะมีชาวเน็ตส่งข้อความบอกว่ากลัวในห้องไลฟ์ แต่ในความเป็จริง ลึก ๆ แล้วพวกเขาต้องอยากฟังต่อแน่นอน!
เพราะมนุษย์เป็สิ่งมีชีวิตที่ย้อนแย้ง ด้านหนึ่งรู้สึกกลัว แต่อีกด้านก็อยากรู้ว่าเื่ราวเหนือธรรมชาติจะเป็อย่างไรต่อไป!
การต่อสู้ทางจิตวิทยาแบบนี้ ยิ่งช่วยกระตุ้นฮอร์โมนความตื่นเต้นได้มากขึ้น...
เื่เล่าของจางหยางยังคงดำเนินต่อไป
“ตอนแรกพวกเราเล่นเทพปากกากันสามคนครับ ผมกับหวังกังช่วยกันจับปลายปากกาคนละด้าน ส่วนจางซานเฟิงนั่งดูอยู่ข้าง ๆ
แต่พอเล่นไปถึง่ครึ่งหลัง จางซานเฟิงก็มุดเข้าไปในผ้าห่มไม่กล้าโผล่หัวออกมาเลย หวังกังก็หลับตา ร้องไห้เรียกพ่อเรียกแม่ซ้ำ ๆ คนเดียวที่กล้าเผชิญหน้ากับเทพปากกาตรง ๆ ก็เหลือแค่ผมคนเดียว
บอกตามตรง ตอนนั้นในใจผมก็ลนลานมาก... พอผมพบว่าดึงมือไม่ออก ก็เผลอท่องอมิตาพุทธ อมิตาภพุทธออกมาโดยไม่รู้ตัว ถึงจะไม่รู้ว่าได้ผลไหม แต่ตอนนั้นมันจนปัญญาจริง ๆ!
ผมคิดว่า ถ้าพระพุทธเ้าได้ยินคำอธิษฐานของผม ท่านคงจะบอกว่า ‘ปกติไม่เคยจุดธูป พอมีเื่ถึงมาพึ่งข้าเหรอ?’ แต่ไม่นานผมก็สงบสติอารมณ์ได้ เพราะความกลัวเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้!
ดังนั้นผมจึงเริ่มตั้งคำถามกับเทพปากกา
ผมบอกว่า 'เทพปากกา เทพปากกา รูมเมทของผมไม่รู้ความ ได้ล่วงเกินท่าน ขอท่านผู้ใหญ่โปรดเมตตาไม่ถือสาคนเขลา ปล่อยพวกเราไปเถอะนะครับ'
เป็ไปตามคาด ปากปากกามีการตอบสนอง มันเขียนเครื่องหมายถูกและผิดลงบนกระดาษขาวที่ขาดแล้ว
ผมถามต่อว่า 'เทพปากกา เทพปากกา ท่าน้าอะไรถึงจะยอมไม่ถือสา' เทพปากกาเขียนเครื่องหมายคำถามตัวใหญ่ ๆ ลงบนกระดาษ
ผมรู้ดีว่า เมื่อมีคนส่งเครื่องหมายคำถามมา ไม่ได้แปลว่าเขามีคำถาม แต่แปลว่าเขารู้สึกว่าผมต่างหากที่มีปัญหา ทันใดนั้นผมก็นึกถึงจุดประสงค์แรกที่พวกเราเล่นเทพปากกาได้ นั่นคือพวกผม้าถามคำถามบางอย่างกับเทพปากกา
พูดอีกอย่างคือ เป็ไปได้ไหมว่าเทพปากกากำลังรอให้ผมถามคำถามอยู่? ด้วยความวู่วาม ผมเลยลองถามออกไปว่า 'เทพปากกา เทพปากกา คุณอายุเท่าไหร่แล้ว'
บนกระดาษขาวปรากฏตัวเลขอารบิกสองตัว คือ 18 ตอนนั้นหัวใจผมหล่นวูบเลยครับ เลข 18 หมายความว่าอะไร? มันหมายความว่าตายั้แ่ยังเด็ก! และคนที่ตายั้แ่ยังเด็กนั้น มักจะมีแรงอาฆาตสูง!
ตอนนั้นใจผมเย็นเฉียบไปครึ่งหนึ่ง แต่ผมก็ยังพยายามระงับความกลัวในใจและถามคำถามต่อไป...”
จางหยางพูดถึงตรงนี้ก็รู้สึกคอแห้ง จึงชี้นิ้วไปที่แก้วน้ำข้างตัวสวีเจียว
สวีเจียวชะงักไปครู่หนึ่ง เพราะแก้วน้ำใบนี้เป็ของใช้ส่วนตัวของเธอ ปกติแล้วต่อให้เป็เพื่อนสนิทแค่ไหน สวีเจียวก็จะไม่ใช้แก้วน้ำร่วมกับคนอื่น นั่นทำให้สวีเจียวลังเลเล็กน้อย
เมื่อเห็นสวีเจียวนิ่งไปครู่ใหญ่
จางหยางก็รู้สึกแปลกใจ คิดว่าแค่ช่วยส่งแก้วน้ำให้ ทำไมต้องทำท่าทางเขินอายขนาดนั้น?
เฮ้อ สวีเจียวคนนี้หน้าตาสวยทะลุปรอทจริง ๆ ถ้าเต็ม 100 ให้ 98 ได้เลย
หุ่นก็สะบึม หน้าอกหน้าใจและสะโพกโค้งมนน่าหลงใหล เสียดายที่เหนียมอายเกินไป ไม่ใจกว้างเอาเสียเลย!
คงต้องโทษที่เ้าของร่างเดิมใช้ชีวิตได้แย่มากจริง ๆ จนถึงขั้นที่ทีมงานี้เีแม้แต่จะเตรียมน้ำให้เขาสักแก้ว
สวีเจียวเม้มริมฝีปาก หลังจากลังเลในใจครู่หนึ่ง ในที่สุดเธอก็เลื่อนแก้วน้ำไปให้จางหยาง
จางหยางหิวน้ำจริง ๆ และถ้าตอนนี้เขาสังเกตสักนิด เขาจะเห็นรอยลิปสติกจาง ๆ ที่สวีเจียวทิ้งไว้ตรงขอบของแก้วน้ำตอนที่เธอดื่ม
จางหยางหยิบแก้วน้ำขึ้นมาดื่มอย่างบ้าคลั่ง “อึก อึก อึก...”
และการกระทำนี้ ในสายตาของผู้ชมในห้องไลฟ์นั้น...
คิดว่าเขากำลังส่งสัญญาณให้ส่งของขวัญให้ ดังนั้นเพียงแค่จังหวะที่เขาหยุดพักหายใจ ข้อความในห้องไลฟ์ของสถานีวิทยุกระจายเสียงเจียงเฉิงก็ถูกถล่มด้วยของขวัญนานาชนิด
เครื่องบิน จรวด ปืนใหญ่ เรือบรรทุกเครื่องบิน ดาวเทียม...
ส่งกันแบบหลุดโลก
อะไรแพงก็ส่งอันนั้น!