ชะตาฟ้า ข้าลิขิต

    ตอนที่ 99 : หนี่ซวง

    จางหลินเหล่มองหนี่ซวงอย่างเรียบเฉย “ใครอยากได้ความช่วยเหลือจากเจ้า?”


    หนี่ซวงเบ้ปากอย่างหมดอารมณ์ 


    [ชายผู้นี้ไม่มีแม้แต่อารมณ์ตัณหาแม้ว่าจะยืนอยู่ต่อหน้าข้า]


    [เขาเป็นคนผิดเพศหรือไม่?]


    จางหลินไม่ได้พูดอะไรต่อ ดวงตาของเขายังไร้ซึ่งอารมณ์ นั่นทำให้หนี่ซวงเริ่มที่จะหงุดหงิดเล็กน้อย


    จากนั้นนางก็โบกแขนเสื้ออีกครั้ง ทำให้กระแสคลื่นสีม่วงที่ปกคลุมร่างของคุณชายน้อยหายไป 


    ร่างนั้นค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาอย่างเชื่องช้าด้วยความมึนงง และมีสีหน้าที่ยังหวาดกลัวไม่หาย


    เมื่อรู้ว่าตนยังไม่ตายและมีร่างที่คุ้นเคยอยู่ตรงหน้า ดวงตาของคุณชายน้อยก็เป็นประกายในทันที “ศะ-ศิษย์พี่เทพธิดา เป็นท่าน!”


    ดวงตาของมันเผยให้เห็นถึงความชื่นชมและความรู้สึกที่ชวนฝัน


    ชายใดที่พบเจอกับหนี่ซวง เป็นอันต้องแสดงอากัปกิริยาเช่นนี้ออกมาทุกราย


    นางไม่ต่างจากมารเสน่ห์ ที่สามารถสะกดสายตาบุรุษได้ทุกคน


    หนี่ซวงโบกพัดสีม่วงด้วยรอยยิ้ม นางหันกายกลับและกล่าวด้วยเสียงเรียบ “เอาล่ะ เจ้ายังไม่ตายก็ดีแล้ว... เช่นนั้นข้าขอตัว”


    “เอ๊ะ!” คุณชายน้อยรีบลุกขึ้นมา ดวงตาของมันมองไปรอบๆและพบว่าจางหลินยืนอยู่ด้านหลัง มันรีบชี้ไปที่จางหลินก่อนจะพูดขึ้น “ศิษย์พี่เทพธิดา ท่านช่วยจับไอ้สารเลวนี่ส่งไปที่ตระกูลโจวได้หรือไม่? ข้าจะให้มันเป็นตัวอย่างของคนที่กล้าทำให้ตระกูลโจวขุ่นเคือง!”


    คำขอของคุณชายน้อยทำให้คิ้วของชายร่างสูงใหญ่ขมวดชนกัน


    หนี่ซวงโบกมือรวบพัดและยิ้มอย่างมีนัยยะ “เกรงว่าคงจะไม่ได้”


    “ท่านหมายความว่าอย่างไร?” คุณชายน้อยถามอย่างสับสน


    หนี่ซวงป้องปากหัวเราะคิกคักขณะมองจางหลิน “ข้าต้องการผู้ติดตามที่มีนิสัยแบบนี้มาอยู่ข้างกาย และข้าจะไม่มีวันมอบเขาให้เจ้า”


    คุณชายน้อยพูดไม่ออก ดวงตาของมันปกคลุมด้วยความเกลียดชังที่ยังไม่หายไป “คนผู้นี้ทำให้ตระกูลโจวขุ่นเคือง! มันต้องได้รับบทลงโทษ!”


    ดวงตาของหนี่ซวงหรี่ลงเป็นรอยกรีด มุมปากของนางค่อยๆโค้งขึ้นก่อนจะเสนอแนะ “หากเจ้าอยากได้เขาจริงๆ เจ้าควรจะเสนอราคาแข่งขันกับข้าอย่างยุติธรรม หากผู้ใดชนะจะได้เขากลับไป... ว่าอย่างไร?”


    ร่างของคุณชายน้อยแข็งทื่อ แม้ว่ามันจะเป็นคุณชายน้อยของตระกูลโจว แต่หากจะต้องแข่งขันความมั่งคั่ง มันไม่มีทางชนะหนี่ซวงที่เป็นถึงบุตรสาวของชายที่ร่ำรวยที่สุดในเขตเมืองชั้นในได้อย่างแน่นอน


    จางหลินกลอกตามองทั้งสองอย่างเงียบๆ


    [พวกเจ้าคิดที่จะประมูลข้างั้นรึ?]


    [นี่ข้าดูเหมือนสินค้าขนาดนั้นเลยหรือ?]


    ดวงตาของคุณชายน้อยโจวเปี่ยมไปด้วยความไม่เต็มใจ มันยังกล่าวด้วยเสียงที่เย็นเยียบ “ศิษย์พี่เทพธิดา ท่านคิดจะรับคนที่เป็นศัตรูกับตระกูลโจวไปอยู่ภายใต้การดูแลจริงๆงั้นหรือ?”


    เมื่อได้ยินประโยคที่แฝงด้วยคำขู่ รูม่านตาของหนี่ซวงก็หดลีบลงด้วยแสงเย็น “แล้วเจ้าแน่ใจจริงๆหรือที่จะเป็นศัตรูกับข้าเพียงเพราะผู้ติดตามคนเดียว? เจ้าคิดว่าคนในตระกูลจะมองเจ้าอย่างไร?”


    คุณชายน้อยโจวพูดไม่ออก และมันไม่สามารถโต้แย้งอะไรได้


    การที่มันตั้งตนเป็นศัตรูกับหนี่ซวงเพียงเพราะอยากจะระบายความคับข้องใจส่วนตัว ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันจะต้องโดนปรามาสอย่างแน่นอน


    เมื่อเห็นว่าคุณชายน้อยโจวเงียบไปด้วยใบหน้าที่หมองคล้ำ หนี่ซวงเพียงยิ้มมุมปากและหันหลังจากไป


    ครั้นเดินมาเทียบเคียงจางหลิน นางก็เหล่ตามองเขาเล็กน้อย “ตามข้ามา”


    จางหลินยังคงแสดงสีหน้าสับสน “พวกเราจะไปไหน?”


    หนี่ซวงคลี่พัดและโบกอย่างสบายๆ “ไปที่ตระกูลของข้า ดูจากท่าทางของเจ้าแล้ว นี่คงเป็นครั้งแรกที่เจ้ามาถึงแผ่นดินใหญ่ใช่หรือไม่?”


    จางหลินพยักหน้า ซึ่งนั่นทำให้หนี่ซวงยิ้มออกมา “หากเป็นคนปกติ คงไม่มีใครกล้าที่จะสั่งสอนหรือทำร้ายนายน้อยตระกูลโจวหรอก ทุกคนในละแวกนี้รู้กันดี การที่เจ้ากล้าทำอะไรโง่ๆและไม่กลัวตายบ่งบอกว่าเจ้าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเมืองนี้เลย”


    จางหลินเงียบไปครู่หนึ่งเพื่อพินิจพิจารณา


    เมื่อครู่นี้เขาได้ยินว่าหนี่ซวงเป็นศิษย์ชั้นในของสำนักจักรพรรดิดารา 


    นั่นหมายความว่าเขาสามารถที่จะสอบถามนางหลายๆอย่างเกี่ยวกับแคว้นฉู่แผ่นดินใหญ่ ได้โดยที่ไม่ต้องค้นหาข้อมูลทั้งหมดด้วยตนเอง


    ดูเหมือนสถานะของหนี่ซวงจะไม่ธรรมดา การติดตามคนประเภทนี้จะทำให้เขาได้รับเกราะป้องกันอย่างไม่ต้องสงสัย และเขาเองก็ไม่มีที่ไปด้วยเช่นกัน


    ในตอนนี้ที่เขาต้องเอาตัวรอดด้วยตนเอง อะไรก็ตามที่จะช่วยให้เขามีชีวิตอยู่ได้นานที่สุด เขาคงต้องคว้ามันไว้ก่อน


    จางหลินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ “ข้าจะติดตามเจ้าไปสักระยะ”


    หนี่ซวงเหล่ตามองเล็กน้อย แต่นางก็ยิ้มออกมา “เอาล่ะๆ แค่สักระยะก็เกินพอแล้ว”


    จากนั้นนางก็มองไปยังชายร่างสูงใหญ่และกวักพัดเรียก “ท่านอาเหลียง ไปกันเถอะ”


    ชายร่างสูงใหญ่อาเหลียงพยักหน้าเบาๆ เขาก้มลงเก็บกระบี่ที่แตกเป็นเสี่ยงๆขึ้นมา ก่อนจะถอนหายใจอย่างหดหู่ “กระบี่ระดับ 4 ของข้า…”


    อาเหลียงนำทางจางหลินและหนี่ซวงขึ้นไปยังรถม้าของตระกูลหนี่ จากนั้นรถม้าของพวกเขาก็มุ่งหน้าเข้าสู่เขตเมืองชั้นในในทันที


    เมื่อมองดูรถม้าหรูหราที่จากไป ดวงตาของคุณชายน้อยโจวแดงก่ำด้วยความคั่งแค้น มันกำหมัดแน่นด้วยเนื้อตัวสั่นเทาจากความเกลียดชัง!


    ตั้งแต่เมื่อใดกันที่มันถูกทำให้อัปยศอดสูเช่นนี้!?


    มันเป็นถึงนายน้อยของตระกูลโจว! จะถูกหยามหน้าโดยคนชั้นต่ำได้อย่างไร!?


    “ไอ้ทาสชั้นต่ำ! เจ้าแค่รอ! ต่อให้เจ้าจะถูกเลือกโดยศิษย์พี่เทพธิดา แต่ข้าสาบานว่าจะฆ่าเจ้าให้ได้!”


    .

    .

    .

    .


    รถม้าของตระกูลหนี่ได้ข้ามผ่านเส้นทางหลักเข้าสู่เขตเมืองชั้นใน โดยมีหนี่ซวงที่ถอดเสื้อคลุมสีม่วงที่ทำมาจากขนของสัตว์วิญญาณออก นางมองไปยังจางหลินด้วยแววตาที่ใครรู่ก่อนจะเอ่ยถาม “น้องชายน้อย เจ้าชื่ออะไร?”


    จางหลินที่นั่งนิ่งราวกับก้อนหินตอบอย่างไร้อารมณ์ “หยุนเฟยหยาง”


    “หยุนเฟยหยาง? ผู้ทะยานเหนือเมฆงั้นรึ?” หนี่ซวงพึมพำเบาๆ นางเงยหน้ามองและพูดต่อ “ข้าจะเรียกเจ้าว่าเฟยหยาง คงจะได้ใช่ไหม?”


    จางหลินไม่ได้พูด หากแต่พยักหน้าเบาๆ 


    หนี่ซวงรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอีกครา ครั้นเห็นว่าแม้แต่ท่อนไม้ก็เทียบไม่ได้กับชายที่อยู่ตรงหน้า “เจ้ามาจากที่ไหน?”


    จางหลินตอบกลับสั้นๆ “เมืองหยางโจว”


    หนี่ซวงยิ้มและกล่าวถามภูมิหลังและที่มาที่ไปของจางหลินราวกับกำลังเกณฑ์คนเข้าทำงาน


    บทสนทนาที่เกิดขึ้นในรถม้าล้วนแล้วแต่เป็นหนี่ซวงที่ถามอยู่ฝ่ายเดียว ส่วนจางหลินเพียงตอบคำถามสั้นๆโดยไม่สาวความยืด


    จะเห็นได้ว่าบุคลิกนิสัยในการเข้าสังคมของเขาเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด


    ทั้งหมดนี้เป็นผลพวงมาจากโศกนาฏกรรมที่จางหลินต้องพบเจอ…

    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้า ข้าลิขิต ที่คุณอ่าน