“ใช่” ตี้โฮ่วพยักหน้าตี้จวินจึงบอกเฉินมู่อิ๋ง “เ้าอย่าใช้พลังต้านข้าข้าเพียงแค่จะดูเ้าสักหน่อยเท่านั้น”
เฉินมู่อิ๋งจึงเก็บมือทารกเล็กๆคู่นั้นไป ตี้จวินใช้พลังกวาดผ่านร่างเฉินมู่อิ๋ง 1 รอบ แล้วดึงพลังกลับมา“ข้าได้กลิ่นอายของผู้เฝ้ามองบนตัวนาง”
“หือ? ผู้เฝ้ามอง?”ตี้โฮ่วขมวดคิ้ว “ใช่ ผู้เฝ้ามองที่ตามผู้าุโจางอี้ปินไหม?”
“น่าจะใช่กลิ่นอายเหมือนกัน” ตี้จวินพยักหน้า
“หือ?” เฉินมู่อิ๋งฟังแล้วไม่พูดอะไรเขานึกขึ้นได้ว่า จริงซิ!ตอนนั้นอาจารย์ผู้เฝ้ามองบอกว่าจะไปตามหาชิงชิงอะไรนี่แหละ แล้วก็หายไปเลยหรือว่าเขาจะอยู่ที่ดินแดนแห่งนี้!? หากว่าอาจารย์ผู้เฝ้ามองอยู่ที่นี่จริงๆเขาก็อยากจะเจออาจารย์สักครั้ง อาจารย์นับว่ามีบุญคุณกับเขาเหลือล้นที่เขาฉลาดเฉลียวเช่นทุกวันนี้ก็ล้วนเป็เพราะอาจารย์ผู้เฝ้ามองให้เขาเฝ้ามองชีวิตของผู้คนมากมายทำให้เขาได้ประสบการณ์จากชีวิตของคนเ่าั้ ได้กราบอาจารย์เฟยเทียนกราบอาจารย์กู่เสียนฟาง และรู้จักพี่สาวัก็เพราะเหตุเนื่องมาจากการเฝ้ามองในอดีตเช่นเดียวกันหลอมกระบี่เทพมารได้ก็เพราะการเฝ้ามองชีวิตของฮองเฮาหลิวอีกเช่นกัน
แต่เขาก็ไม่พูดอะไรออกไปเพราะไม่รู้ว่าตี้จวินมีความคิดเห็นกับอาจารย์ผู้เฝ้ามองอย่างไร เป็มิตร?หรือว่าเป็ศัตรู?แต่ฟังจากน้ำเสียงแล้วดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยชอบอาจารย์ผู้เฝ้ามองของเขาสักเท่าไหร่เช่นนั้นก็ควรจะเงียบไว้ก่อนดีกว่า
“เ้าเกี่ยวข้องอะไรกับผู้เฝ้ามองคนนั้น?”ตี้จวินถาม มองเฉินมู่อิ๋งอย่างจับสังเกต เฉินมู่อิ๋งก็ทำหน้าตาไม่รู้เื่รู้ราวแต่ตี้จวินเป็ใคร เขาเป็ถึงผู้แข็งแกร่งของแดนเทพเชียวนะ อีกทั้งอยู่มานานมากพบเจอคนมาทุกรูปแบบ ทั้งความเ้าเล่ห์ของฮูหยินของเขาเขาก็พบเจอมาเสียจนคุ้นชินยิ่ง ดังนั้นลูกไม้เล็กๆของเด็กเฉินมู่อิ๋งเขาย่อมมองออก เพียงแต่ไม่พูดอะไรเท่านั้นเอง
ตี้โฮ่วก็มองเฉินมู่อิ๋งออกเช่นกันเธอเห็นแววตาวูบไหวในดวงตาเด็กสาวคนนั้นหลังจากได้ยินคำว่า ‘ผู้เฝ้ามอง’หากไม่รู้จักดวงตาจะวูบไหวได้อย่างไร เพียงแต่เธอก็ไม่ซักถามอะไรอีกคนทุกคนล้วนมีความลับที่ไม่อยากให้คนอื่นล่วงรู้ผู้เฝ้ามองคนนั้นก็ไม่ได้ทำตัวมีพิษภัยอะไรกับแดนเทพสองคนนี้จะรู้จักกันหรือไม่ก็ไม่ใช่เื่ที่เธอจะสนใจนักรู้แค่ว่าสองคนนี้มีความเกี่ยวพันกันบางอย่างก็พอแล้ว
“ช่างเถอะ”ตี้จวินเอ่ยแล้วหันไปชวนฮูหยิน “กลับเรือนกันเถอะ”
“อืม”ตี้โฮ่วพยักหน้ารับ แล้วหันไปสั่งจินเย่ว่า “เ้าพานางไปพักที่ตำหนักทีนางถูกใจตำหนักรับรองหลังไหนก็ให้นางเลือกเอาเองเถอะ ข้าไปล่ะ”
“เ้าค่ะพี่ใหญ่”จินเย่รับคำแล้วชวนเฉินมู่อิ๋งว่า “มาซิน้องสาว”
“อืม” เฉินมู่อิ๋งรับคำแล้วเดินตามจินเย่ไปหลงจิ่งเทียนกับเสี่ยวเฟิ่งก็มองตามเฉินมู่อิ๋งไปเสี่ยวเฟิ่งยกศอกวางบนบ่าหลงจิ่งเทียนแล้วเย้าว่า “ดูเ้าสนใจนางเสียจริง”
“ย่อมต้องสนใจคนที่เข้าตาเจ้ใหญ่ ต้องมีดีแน่นอน หรือว่าเ้าไม่สนใจล่ะ?” หลงจิ่งเทียนย้อนถามเสี่ยวเฟิ่งตอบ “ก็สนใจอยู่ แต่คงไม่มากเท่าเ้ากระมัง รักแรกพบหรือไร?”
“หึ! รักแรกพบอะไรกัน เ้าก็พูดไปเรื่อย” หลงจิ่งเทียนสะบัดไหล่ออกแล้วเดินกลับตำหนักของเขาไปเสี่ยวเฟิ่งเดินตามไป พวกเขาสองคนพักอยู่ตำหนักเดียวกันเพียงแค่อยู่คนละห้องเท่านั้นเอง
จินเย่พาเฉินมู่อิ่งไปถึงหมู่ตำหนักรับรอง แล้วชี้บอก“เ้าชอบหลังไหนก็เลือกเถอะ”
“อ่อ ขอบคุณมาก”เฉินมู่อิ๋งยิ้มให้จินเย่ มองตำหนักหลังใหญ่โตโอ่อ่าเ่าั้แล้วเลือกตำหนักหลังหนึ่งเป็ที่พัก
จินเย่ส่งเฉินมู่อิ๋งเข้าตำหนักไปแล้วก็กลับไปเฉินมู่อิ๋งเดินเข้าเรือนไป สำรวจที่พักใหม่ที่หรูหราโอ่อ่าสมกับเป็ตำหนักหนึ่งของตำหนักไป๋หยุน
เขาก็คิดไม่ถึงว่าจะได้เป็ศิษย์ของตี้โฮ่วการตัดสินใจของเขานับว่าเป็วาสนาที่หายากยิ่งก็เหมือนกับวาสนาที่ได้เจออาจารย์ผู้เฝ้ามอง อาจารย์เฟยเทียน อาจารย์กู่เสียนฟางพี่สาวั ฯลฯ
เขาอาบน้ำแล้วเข้านอนไม่นานนักก็หลับสนิทไป
ณ ยมโลก เหยียนหลัวหวางตามลูกน้องไปยังอเวจีนรก ยมทูตที่สืบเื่ราวชี้บอก“นายท่าน ท่านดูรอยเท้านี่ซิขอรับ”
บนพื้นทรายสีเทามีรอยเท้าจางๆหลงเหลืออยู่หลายรอยทีเดียว ตรงส่วนนี้เป็พื้นหินมีทรายปกคลุมจึงมีรอยเท้าหลงเหลือให้เห็น
“เป็รอยเท้ามนุษย์ขอรับ”ยมทูตบอกแล้วกางมือวัดขนาดรอยเท้า “เล็กกว่าข้า น่าจะตัวเล็กกว่าข้าสัก 1่ศีรษะขอรับ”
เหยียนหลัวหวางมองรอยเท้าพวกนั้นที่น่าจะเป็คนๆเดียวกัน ไม่มีรอยเท้าอื่นที่ผิดแผกไปจากนี้ปะปนอยู่เดาได้ว่ามีคนเข้ามาและทำให้อเวจีนรกกลายเป็เช่นนี้ “เป็ใครกัน?”
“คนที่คิดช่วยิญญาชั่วช้าหรือ?”เขาคิดๆ แล้วก็ส่ายหน้า “ไม่น่าจะใช่”
“หรือว่าเป็พวกมาร?”เขาคิดอีกแล้วก็ส่ายหน้า “ก็ไม่น่าใช่ หากว่ามีมารเข้ามาย่อมหลงเหลือไอมารซิ”
“ยิ่งเป็เซียนจากโลกแห่งนั้นพวกมันก็พลังต่ำต้อยนัก ทันทีที่หลงเข้ามาก็คงถูกเพลิงโลกันตร์เผาจนไม่เหลือขี้เถ้า”เขาคิดแล้วคิดอีก คิดอีกคิดแล้ว คิดจนหัวแทบแตกก็ยังคิดไม่ออก “วะ! เป็ใครกันแน่นะ!? ฮึ่ม!”
เขาหันไปมองลูกน้องแล้วสั่งว่า“สืบหาตัวคนอย่างลับๆ ไม่ว่ามันจะเป็ใครก็ต้องจับมันมาให้มันชดใช้ความผิดของมันให้ได้”
“ขอรับ” ยมทูตรับคำในใจหนักอึ้งยิ่งนัก เขาจะตามหา ‘คน’ คนนี้ได้อย่างไร?ไม่มีเบาะแสอะไรเลยนอกจากรอยเท้าจางๆ ไม่กี่รอยนี่มันยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก! โว๊ย! ข้าล่ะอยากเอาหัวโขกเต้าหู้ตาย!
เหยียนหลัวหวางมองๆแล้วก็จากไป งานเขารัดตัวยิ่งนัก
เช้าวันใหม่ เฉินมู่อิ๋งตื่นขึ้นมา เขาอาบน้ำแล้วเดินออกจากตำหนักที่พักเดินดูไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าไปใกล้ตำหนักหลังหนึ่งก็ได้ยินเสียงครางรัญจวนดังแว่วมาจากตำหนักนั้น ทำให้เขาหน้าแดงๆ ขึ้นมารีบสาวเท้าเดินห่างจากตำหนักนั้นไปทันที คิดในใจว่า ‘ใครกันล้างหน้าไก่* แต่เช้าเชียว?’
(ล้างหน้าไก่หมายถึง มีเพศสัมพันธ์ตอนเช้า)
เขาเดินเรื่อยไปจนกระทั่งเข้าใกล้ตำหนักอีกหลังก็ได้ยินเสียงครางรัญจวนอีกแล้วเสียงครางไม่ได้ดังมาก ต้องโทษหูเขาที่ดีเกินไปต่างหากเขารีบสาวเท้าเดินให้ห่างจากตำหนักหลังนั้นทันที เขาเดินไปเรื่อยๆจนกระทั่งเข้าใกล้ตำหนักอีกหลัง คราวนี้ได้ยินเสียงดังแว่วมา “อ้า! ตาเฒ่า! พอแล้ว!”
“อีกหนเถอะเย่เอ๋อร์”เสียงบุรุษดังแว่วมา จากนั้นก็ได้ยินเสียงครางรัญจวนดังแ่ๆเฉินมู่อิ๋งหน้าเห่อร้อนอีกหน เขารีบสาวเท้าเดินไปอย่างเร่งรีบยิ่งทั้งยังก่นด่าตัวเอง ไม่น่าเดินมาทางนี้เลย!
เขาเร่งรีบเดินไปจนไม่ทันดูดีๆเมื่อเลี้ยวหัวมุมพุ่มไม้ก็ชนกับคนๆ หนึ่ง พลั่ก!
“อ่ะ!”
“โอ๊ะ!” หลงจิ่งเทียนเซไป
เฉินมู่อิ๋งก็เซถอยหลังไปเขามองไปเห็นว่าเป็องค์รัชทายาทหลงจิ่งเทียนคนนั้นจึงรีบขอโทษ “ขอโทษด้วยๆข้าไม่ได้ตั้งใจ”
“ช่างเถอะ”หลงจิ่งเทียนมองเฉินมู่อิ๋งแล้วถามว่า “เ้าเดินหนีใครรึ?”
“อ่า...”เฉินมู่อิ๋งอึกอักไป จะบอกว่าเดินหนีเสียงที่ไม่ควรได้ยินก็พูดไม่ออกหลงจิ่งเทียนเห็นท่าทีอึกอักของอีกฝ่ายจึงไม่ถามอีก เขาชวนว่า“ไปที่ห้องกินข้าวเถอะ ข้าจะไปช่วยท่านน้ารั่วเฟยทำกับข้าว”
“อ่ะ อือ”เฉินมู่อิ๋งพยักหน้ารับ หลงจิ่งเทียนจึงเดินนำไปเฉินมู่อิ๋งมองหลงจิ่งเทียนที่เดินไปทางที่เขาเพิ่งผ่านมา แล้วชี้มือถาม“ทางนี้ไปไหนหรือ?”
“สุดทางนี้เป็ตำหนักข้า”หลงจิ่งเทียนบอก เฉินมู่อิ๋งจึงหมุนตัวกลับเดินตามหลงจิ่งเทียนไป เดินไปอีกนิดเขาจึงพบว่ามีทางแยกอีกทางหนึ่งเป็เมื่อกี้เขาไม่ทันมองให้ดีๆ จึงไม่เห็น หลงจิ่งเทียนเดินไปตามทางแยกนั้นเฉินมู่อิ๋งเดินตามไปพลางมองไปรอบๆ ตัว ตำหนักไป๋หยุนช่างกว้างใหญ่จริงๆแต่คนอยู่น้อยนิดยิ่งหากเทียบกับสถานที่กว้างใหญ่แห่งนี้ ตำหนักแต่ละหลังเ่าั้ก็อยู่ห่างกันมากหากว่าไม่เดินไปใกล้ตำหนักก็คงไม่ได้ยินเสียงพวกนั้นหรอกเป็เขาที่เดินไม่ดูตาม้าตาเรือเองถึงได้โชคไม่ค่อยดีนักดันไปได้ยินเสียงที่ไม่ควรได้ยินเข้าพอดี
เมื่อไปถึงโรงครัว หลงจิ่งเทียนก็ไปช่วยอาจารย์จ้าวมู่กับท่านน้ารั่วเฟยทำกับข้าว จ้าวมู่เห็นหลงจิ่งเทียนก็ทัก“มาแล้วรึ?”
“ขอรับ”หลงจิ่งเทียนตอบแล้วก้าวไปช่วยหยิบจับอย่างคุ้นเคย เฟิ่งรั่วเฟยยิ้มเอ็นดู“เสี่ยวเฟิ่งยังไม่ตื่นล่ะซิ”
“ขอรับ”หลงจิ่งเทียนตอบ เฟิ่งรั่วเฟยบ่น “เด็กคนนี้ตื่นสายจนติดเป็นิสัยเสียแล้วเห็นทีข้าคงต้องเข้มงวดกับเขาบ้างแล้วล่ะ”
เฉินมู่อิ๋งก้าวไปถาม“ให้ข้าช่วยอะไรขอรับ?”
“อ่อ”เฟิ่งรั่วเฟยกับจ้าวมู่มองเฉินมู่อิ๋ง ยิ้มให้แล้วบอกว่า “เ้ามาช่วยหั่นผักเถอะ”
“ขอรับ”เฉินมู่อิ๋งจึงหยิบมีดมาแล้วลงมือหั่นผักหลงจิ่งเทียนเหลือบมองเฉินมู่อิ๋งแวบหนึ่งแล้วรีบเก็บสายตาไปเมื่อเห็นนางมองตอบกลับมาเฉินมู่อิ๋งก็หั่นผักต่อเฟิ่งรั่วเฟยสังเกตเห็นว่าหลงจิ่งเทียนมองเฉินมู่อิ๋งบ่อยครั้งยิ่งนางจึงแอบส่งสายตากับสามี ‘ท่านดูจิ่งเทียนซิ’
‘อืม’ จ้าวมู่ส่งสายตาตอบ
‘ดูเหมือนจิ่งเทียนจะสนใจดอกท้อแรกแย้มเสียแล้ว’
‘หึๆๆๆเขาก็โตแล้วนี่ เริ่มสนใจสตรีก็ไม่แปลกหรอก’
‘นั่นซินะ เด็กๆก็โตถึงเพียงนี้แล้ว’
สองคนสามีภรรยาส่งสายตาคุยกันไปคุยกันมาอย่างลับๆลอบมองหลงจิ่งเทียนกับเด็กเฉินมู่อิ๋งอย่างเงียบๆเฉินมู่อิ๋งรู้ตัวว่าถูกจับตาก็ไม่ได้พูดอะไร การเป็คนใหม่ย่อมถูกจับตาเป็ธรรมดาจนกระทั่งทำกับข้าวเสร็จแล้ว เฉินมู่อิ๋งก็ช่วยยกไปวางที่โต๊ะ คนอื่นๆ ก็ทยอยกันมาแต่ละคนสีหน้าแช่มชื่นเบิกบาน พวกเขานั่งลงตรงที่ประจำของใครของมันเฉินมู่อิ๋งก็นั่งข้างๆ ท่านย่าอวิ๋นอวี้เขาแอบแปลกใจที่ท่านย่าคนนี้ยังดูสาวยิ่งนักหรือว่านางจะมีวิธีคงรูปลักษณ์ไม่ให้แก่ เช่น ใช้โอสถที่คล้ายๆ กับโอสถโฉมงามของท่านอาจารย์เฟยเทียน?
จนกินข้าวอิ่มแล้วตี้โฮ่วก็พาเฉินมู่อิ๋งไปสอนฝึกหลอมโอสถ หลอมศาสตรา และก็ฝึกพลังจิต ตกเย็นหลังกินข้าวมื้อเย็นแล้วก็ฝึกวรยุทธ์กับพวกจินเย่
วันคืนผ่านไปอย่างสงบ เฉินมู่อิ๋งอยู่ที่ตำหนักไป๋หยุนมา 2 เดือนแล้ว ฝีมือของเขาไม่ว่าจะเป็ด้านการหลอมโอสถ หลอมศาสตรา พลังจิต หรือวรยุทธ์ล้วนก้าวหน้าไปมากนักด้านการหลอมโอสถเขาสามารถหลอมโอสถได้ถึงระดับ ‘นภา’ แล้ว เขารู้สึกว่าหากฝึกฝนต่อไปเรื่อยๆ เช่นนี้อีกสัก 2 เดือนคงหลอมโอสถได้ถึงระดับ‘์’ กระมังส่วนการหลอมศาสตราก็หลอมได้ถึงระดับ ‘นภา’ เช่นกัน ด้านพลังจิตจากมือทารกเล็กๆ คู่หนึ่งก็ก่อร่างมีแขนขึ้นมาแล้วทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นยิ่งนัก อีกทั้งเขายังฝึกแผ่พลังจิตออกไปสำรวจรอบๆ ตัวด้วย
การแผ่พลังจิตออกไปสำรวจเช่นนี้ทำให้เขารับรู้สภาพรอบกายได้ดีกว่าการแผ่ประสาทััเสียอีกการแผ่ประสาทััใช้การฟังเสียงเป็ตัวชี้นำ แต่การแผ่พลังจิตออกไปทำให้เขารับรู้สภาพรอบกายได้ดีกว่าการฟังเสียงมากนักอีกทั้งยังแม่นยำยิ่งกว่าการใช้หูฟังเสียงเสียอีก เสมือนเขามองเห็นโลกรอบๆตัวราวกับตาเห็นอย่างไรอย่างนั้น ความสามารถเช่นนี้ทำให้เขาพัฒนาฝีมือด้านวรยุทธ์มากขึ้นอีกใช้พลังจิตจับการเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้ทำให้รับมือได้ไวยิ่งกว่าเดิมซ้ำยังโจมตีได้เร็วกว่าเดิม แต่วิธีนี้ก็สิ้นเปลืองพลังจิตมากเช่นกัน
เขาฝึกฝนจนถึงขั้นพลังจิตหมดสิ้นกลายเป็ไร้พลังจิตไปก็มีตอนแรกเขาใเสียจนทำอะไรไม่ถูกเมื่อตกอยู่ในสภาวะไร้พลังจิตครั้งแรกทำให้ถูกจินเย่เตะเสียจนเซไปหลายก้าวทีเดียวตี้โฮ่วจึงเตือนให้เขาใช้ประสาทััในการรับมือ ‘ศัตรู’ทำให้เขากลับมาสู้กับจินเย่ได้อย่างสูสีอีกครั้ง
วันเวลาผ่านไป ตี้โฮ่วกับตี้จวินต้องไปร่วมงานเลี้ยงฉลองวันเกิดของเทียนจวิน ตี้โฮ่วจึงชวนเฉินมู่อิ๋งไปด้วยเฉินมู่อิ๋งก็ตามไปพร้อมกับคนอื่นๆ ตี้จวินฉีกช่องว่าง ทุกคนก็เหินลอยเข้าไปในช่องว่างนั้นเฉินมู่อิ๋งก็ตามไป เขาผ่านช่องทางดำมืดจนกระทั่งเห็นแสงที่ปลายทาง ก็ตามคนอื่นๆออกไป เมื่อออกมาจากช่องว่างแล้วตี้จวินก็นำคนของเขาเข้าไปในตำหนักเก้าชั้นฟ้าแน่นอนว่าเทียนจวินย่อมมาต้อนรับด้วยตัวเองเทียนจวินเชื้อเชิญคณะของตี้จวินไปนั่งที่โต๊ะอย่างนอบน้อมยิ่ง
ตี้โฮ่วก็คุยกับเทียนโฮ่วอย่างสนิทสนมองค์รัชทายาทหานปิงเซียนก็จับคู่กับองค์รัชทายาทจางอี๋เป่า(张饴保)อย่างสนิทสนมกันตามประสาเด็กๆ เทียนจวินลอบมองเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่ไม่คุ้นหน้าในคณะของตี้จวินอย่างสงสัยใคร่รู้เมื่อเชิญคณะของตี้จวินนั่งลงเรียบร้อยแล้วเทียนจวินก็ถอยไปต้อนรับแขกต่อ
เฉินมู่อิ๋งมองไปรอบๆอย่างอยากรู้อยากเห็น แน่นอนว่างานวันเกิดของเทียนจวินย่อมไม่ใช่งานเลี้ยงเล็กๆ มีผู้มีอำนาจของทั้งแดนเทพมาร่วมงานจินเย่ก็กระซิบบอกให้เฉินมู่อิ๋งได้รับรู้ว่าใครเป็ใครบ้างเฉินมู่อิ๋งที่นั่งข้างๆ จินเย่จึงลอบมองคนนั้นทีคนนี้ทีไปเรื่อยๆส่วนเหลียงถิงเวยก็นั่งอยู่ข้างๆ จ้าวมู่คุยกันไปตามประสาสหายสนิทเฟิ่งรั่วเฟยก็นั่งอยู่ข้างสามีอีกด้าน แน่นอนว่าข่าวที่นางแต่งงานใหม่แพร่กระจายจนรู้กันทั่วแดนเทพนานแล้วซ้ำนางยังไม่สนใจเสียงซุบซิบนินทาของผู้คนด้วย ความสุขของนางไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ‘ขี้ปาก’ คน
าาเฟิ่งมาถึงพอเห็นลูกชายก็ไม่ไปนั่งที่โต๊ะซึ่งเทียนจวินจัดไว้ให้ เขาเลือกนั่งอยู่ข้างๆ ลูกชายอย่างคิดถึงยิ่งเสี่ยวเฟิ่งก็คารวะท่านพ่อแล้วคุยกันตามประสาพ่อลูกไปาาเฟิ่งมองอดีตฮูหยินที่นั่งอยู่ข้างๆ สามีใหม่ของนางอย่างปวดใจถึงจะผ่านมานานหลายปีแล้วแต่เขาก็ยังรู้สึกปวดใจทุกครั้งที่เห็นนางอยู่กับสามีใหม่ของนาง หากว่าคนๆ นั้นไม่ได้แข็งแกร่งถึงขนาดนั้นอีกทั้งยังมีนังหนูตี้โฮ่วคอยสนับสนุน เขาจะยอมทนเห็นสามีใหม่ของนางได้รึแน่นอนว่าเขาคงฆ่ามันตกตายไปนานแล้วแต่เพราะความสามารถของตัวเองมีไม่พอจึงได้แต่ทนปวดใจเช่นนี้ทุกครั้งไปเฮ้อ...เฮ้ออ...เฮ้อออ...
าาัมาถึงพอเห็นลูกชายเขาก็ไม่ไปนั่งที่โต๊ะที่เทียนจวินจัดให้ กลับไปนั่งเบียดอยู่ข้างๆลูกชาย พยายามที่จะสานสัมพันธ์กับลูกชายอย่างยิ่ง หลงจิ่งเทียนก็คุยกับท่านพ่อแบบถามคำตอบคำตำแหน่งองค์รัชทายาทที่เขาครองอยู่นั้นก็เป็เพราะเขาเป็ถึงผู้าุโของสำนักโอสถอย่างไรล่ะอีกทั้งยังเป็น้องชายบุณธรรมของตี้โฮ่ว หากไม่ใช่เพราะ 2อย่างนี้ท่านพ่อที่คิดถึงแต่ผลประโยชน์จะยอมมอบตำแหน่งนี้ให้เขาหรือ หึ!
าาัแม้จะเคืองใจเ้าลูกชายคนนี้ขนาดไหนเขาก็จำต้องอดทนเอาไว้เพื่อผลประโยชน์ของเผ่าัในอนาคตอย่างไรล่ะ
จินเย่ก็กระซิบเล่าเื่ราวของาาเฟิ่งกับาาัให้เฉินมู่อิ๋งรับรู้คร่าวๆเฉินมู่อิ๋งฟังเงียบๆ พอสบโอกาสก็แอบถามว่า “พระชายาเฮยหลงจะมางานนี้ด้วยไหมพี่จินเย่?”
“ไม่รู้ซินางอาจจะมาหรืออาจจะไม่มาก็ได้” จินเย่ตอบเฉินมู่อิ๋งจึงได้แต่คาดหวังว่าพี่สาวัจะมางานนี้ด้วย เขาอยากเจอนางจริงๆจะได้ฝากนางไปบอกอาจารย์ทั้งสองว่าเขาอยู่สุขสบายดี
าาัเห็นลูกชายมองเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆจินเย่บ่อยครั้ง เขาจึงมองเด็กหนุ่มคนนั้นมากหน่อย
เพราะสายตาที่เ้าลูกชายมองเด็กหนุ่มคนนั้นคล้ายกับบุรุษที่มองสตรีที่ตัวเองแอบชอบอย่างไรอย่างนั้นทำให้าาัแอบใอยู่ในใจ หรือว่ามันจะเป็ต้วนซิ่ว!ไม่นะๆ องค์รัชทายาทเผ่าข้าจะเป็ต้วนซิ่วไม่ได้นะ!
“นั่นใครรึ?”าาักระซิบถามลูก หลงจิ่งเทียนตอบ “เฉินมู่อิ๋ง”
“เขาเป็ใครรึ?”าาัถามอีก หลงจิ่งเทียนตอบ “เป็เทพ”
วะ! ตอบเช่นนี้น่าตบกบาลจริงๆ! าาัสบถอยู่ในใจข่มความรู้สึกอยากตบกบาลลูกชายเอาไว้ าาเฟิ่งมองเด็กหนุ่มข้างจินเย่แล้วกระซิบถาม“ใครรึ?”
“อ่อเขาชื่อเฉินมู่อิ๋งเป็ศิษย์ของเจ้ใหญ่น่ะ” เสี่ยวเฟิ่งตอบาาเฟิ่งพยักหน้ารับรู้ “อ่อ”
าาัที่ได้ยินองค์รัชทายาทเฟิ่งหวงตอบเช่นนั้นก็สนใจเด็กหนุ่มคนนั้นขึ้นมาเป็ศิษย์ของตี้โฮ่วงั้นรึ? อืม...หือ?
เขาทำจมูกสูดกลิ่นฟุดฟิดๆ เพราะได้กลิ่นอายสตรีจากเด็กหนุ่มคนนั้น เขาสูดๆ กลิ่นอีกจนแน่ใจว่ากลิ่นอายเป็สตรีจริงๆ ก็รู้สึกโล่งอกขึ้นมา ที่แท้ลูกข้าก็ไม่ได้เป็ต้วนซิ่วเฮ้อ...
เขาลอบมองเด็กสาวในคราบเด็กหนุ่มมากหน่อยเฉินมู่อิ๋งรู้สึกว่าถูกมองจึงหันไปมอง เห็นาาัมองมาเขาจึงค้อมศีรษะให้นิดหนึ่งแทนการคารวะาาัหน้าตึงขึ้นมา ถึงอย่างไรเขาก็เป็าาัที่ผู้คนเคารพนบนอบและเกรงกลัวไปทั่วทิศเชียวนะแต่ดูเ้าเด็กนั่นทำซิ กริยาช่างเย่อหยิ่งจองหองยิ่งนักมันก็เย่อหยิ่งเหมือนตี้โฮ่วนั่นแหละที่ไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา หึ!
หยางเจียงหยุนที่ปลอมตัวเป็ทหารยาม ยืนอยู่ในท้องพระโรงที่จัดงานเลี้ยงเขาลอบมองผู้คนที่มาร่วมงานอย่างพินิจพิจารณา การที่เขาเสี่ยงปลอมตัวมาเช่นนี้ก็เพราะโอกาสแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยๆนัก เขาอยากเห็นผู้แข็งแกร่งของแดนเทพที่มารวมตัวกันในงานนี้เขาลอบมองาาแดนเทพทั้ง 4 แดนที่มาถึงก่อนคนอื่นๆ เขามองคนติดตามของาาเทพเ่าั้อย่าง้าจดจำเอาไว้แน่นอนว่าคนที่ติดตามาาเทพทั้ง 4 ดินแดนได้ย่อมไม่ใช่คนระดับล่างแน่นอน
เขาเห็นคนทยอยมาเรื่อยๆเขาจับตาดูไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเห็นตี้จวินผู้แข็งแกร่งที่สุดของแดนเทพเขายิ่งเก็บซ่อนกลิ่นอายเสียจนมิดชิดยิ่งเขามองผู้ติดตามของตี้จวินแล้วก็ได้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยอีกครั้งใบหน้านั้นทำให้เขาใ ตกตะลึงเสียจนอึ้งงันไปเป็เ้าเด็กมนุษย์เฉินมู่อิ๋งคนนั้น!
กว่าเขาจะหายตกตะลึงก็ผ่านไปพักใหญ่ทีเดียวเขาลอบมองมัน เห็นไอเทพจางๆ รอบๆ ตัวมันจึงรู้ว่ามันเป็เทพคนหนึ่งไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาๆ อีกทั้งมนุษย์ธรรมดาหรือจะอยู่ที่นี่ได้พลังกดดันของที่นี่หากว่าไม่ใช่เทพหรือมีพลังเทียบเท่ากับเทพ ร่างได้แหลกละเอียดเป็ผุยผงแน่! เขาลอบมองมันแทบจะไม่ละสายตาเลยทีเดียว เห็นมันนั่งอยู่ข้างๆสตรีนางหนึ่งที่มีความงดงามไม่น้อยทีเดียว ทั้งสองคุยกันดูท่าทางสนิทสนมกันยิ่ง!เขาอยากรู้เกี่ยวกับมันยิ่งนัก แต่เขาก็ไม่อาจถามคนอื่นได้เพราะเขาในตอนนี้เป็ทหารยาม หากทำอะไรที่มีพิรุธขึ้นมา เกรงว่าคงถูกจับได้แน่นอนเขาได้แต่ฟังคนอื่นคุยกัน
“เอ๋?เด็กหนุ่มข้างผู้าุโจินเย่นั่นใครรึ?” มีคนหนึ่งในงานแอบถามสหายอย่างสงสัยใคร่รู้สหายใกล้ๆ ก็ส่ายหน้า “ไม่รู้เหมือนกัน ไม่เคยเห็นหน้าเลย ช่างหล่อเหลายิ่งนัก”
“นั่นซิเ้าดูพวกนางกำนัลซิ พวกนางมองเ้าหนุ่มนั้นตาปรอยทีเดียว”
“หรือว่าจะเป็ศิษย์น้องร่วมสำนักของผู้าุโ?”
“อาจจะใช่กระมัง”
ฯลฯผู้คนแอบกระซิบคุยกัน หยางเจียงหยุนก็ฟังอย่างอยากรู้ยิ่ง!
Donate
เชิญบริจาคให้ไรท์ได้ทาง บัญชี ธ.กสิกรไทย
เลขบัญชี 084-3-79715-6
ชื่อบัญชี น.ส.แสงแข ช้วนใย
หรือทาง True Money wallet :098-651-1489
จะบริจาค 1 บาท 2 บาทก็ได้ค่ะ
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรท์เตอร์ได้ทาง
เพจ readfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
ทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : https://lin.ee/qEBuZvK
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ