ตอนที่32 : คนที่พูดมากเกินไป
ข่าวเก่าในหมู่บ้านเดินเร็วกว่าคนตั้งใจเสมอ
หลังมื้อเที่ยงวันถัดมาเสี่ยวเป่าถือถุงผ้าของแม่มาส่งให้หญิงอีกคนในลาน เขาไม่ได้ตั้งใจมาหาหลินซูเหยาแต่เมื่อเห็นตะกร้าตัวอย่างที่แขวนป้ายอยู่ก็เดินเข้ามาดูเอง
“พี่ซูเหยาอันนี้ขายได้หรือ”
“ถ้าแห้งพอค่ะ”
เด็กชายบีบก้านหนึ่งแล้วทำหน้าเหมือนผู้ใหญ่“อันนี้ยังเย็นอยู่ แปลว่าชื้นใช่ไหม”
“ตาดีมาก”
เสี่ยวเป่ายิ้มกว้าง
บรรยากาศสบายอยู่ไม่กี่อึดใจเขาก็พูดขึ้นเอง
“แม่บอกว่าคนแก่ชอบจำมั่ว”
หลินซูเหยาเงยหน้า“เื่อะไรหรือคะ”
“ไม่รู้”เด็กชายเอากิ่งไม้ขีดพื้น “เมื่อคืนพ่อพูดว่าคนในลานพูดเื่ป้าชิงหลันแม่เลยบอกว่าไม่มีอะไร คนท้องเดินไม่ระวังก็ล้มเอง”
เขาหยุดแล้วพูดต่ออย่างไม่คิด
“แล้วแม่ก็บอกว่าถ้าวันนั้นไม่ไปทางนั้นแต่แรกก็ไม่เกิดเื่”
มือของหลินซูเหยาหยุด
เธอยังไม่ทันถามเสียงเรียกก็ดังจากหน้าลาน
“เสี่ยวเป่า!”
หวังชุนฮวายืนอยู่ตรงรั้วสีหน้าตึงทันทีที่เห็นลูกชายอยู่ข้างเธอ
“มานี่!”
เด็กชายรีบลุก
“คุยอะไร”หวังถามเสียงต่ำ
“เื่ของแห้ง”
“แล้วอะไรอีก”
เสี่ยวเป่าก้มหน้า
หวังชุนฮวามองผ่านลูกมาที่หลินซูเหยา
“เื่เก่าๆ ของแม่เธอ อย่าไปฟังคนแก่พูดมั่ว”
หลินซูเหยายังไม่ได้พูดอะไร
หวังชุนฮวากลับพูดต่อเอง
“ผ่านมาตั้งกี่ปีคนก็จำเติมกันไปเรื่อย วันนั้นมันเป็อุบัติเหตุ พื้นก็ลื่น ชิงหลันเองก็รีบ”
หลินซูเหยามองเธอเงียบๆ
อีกฝ่ายเหมือนถูกความเงียบบีบให้เติมคำ
“แล้วจะโทษคนที่เดินอยู่ข้างๆ ก็ไม่ได้ ใครมันจะไปรู้ว่าเธอจะล้ม”
เสี่ยวเป่าเงยหน้ามองแม่
หลินซูเหยาถามเพียงคำเดียว
“ฉันโทษใครหรือคะ”
หวังชุนฮวาชะงัก
สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง
“ฉันหมายถึงคนในหมู่บ้านชอบพูด”
“ค่ะ”
“แล้วอย่าถามเสี่ยวเป่าเื่ผู้ใหญ่”
“ฉันไม่ได้เรียกเขามาถามค่ะ”
หวังชุนฮวากำข้อมือลูกแน่นขึ้น “กลับบ้าน”
เสี่ยวเป่าหันกลับมามองครั้งหนึ่งก่อนพ้นรั้ว
สายตาเด็กชายมีทั้งความกลัวว่าจะถูกดุและความงุนงงว่าเหตุใดผู้ใหญ่จึงจริงจังกับเื่หลายปีก่อนขนาดนี้
หลินซูเหยาไม่ได้ยิ้มให้
ไม่ใช่เพราะโกรธ
แต่ไม่อยากให้เด็กคิดว่าตัวเองควรกลับมาเล่าเพื่อเอาใจเธอ
สิ่งที่เขาพูดวันนี้เพียงพอแล้ว
สองแม่ลูกเดินออกไป
หลินซูเหยาไม่ตาม
ทางนั้น
พื้นลื่น
คนเดินอยู่ข้างๆ
สามอย่างที่เธอไม่เคยถามถูกพูดออกมาจากปากคนคนเดียว
เธอเก็บมันไว้ตรงนั้นไม่ต่อเติม
่ก่อนเที่ยงซูเหยาเห็นหลินเทียนโย่วเดินผ่านลานอีกครั้ง
ชายหนุ่มไม่เข้ามาเพียงชำเลืองทางเธอแล้วเดินต่อ
ครั้งก่อนเธออาจใช้เวลาคิดต่อว่าเขากำลังเฝ้าหรือไม่
วันนี้เธอปล่อยให้ภาพนั้นผ่านไป
ถ้าคนบ้านหลินต้าจวงกำลังระวังเธอจริงการแสดงว่าตัวเองระวังกลับทุกครั้งมีแต่ทำให้ทั้งสองฝ่ายตึงขึ้น
สิ่งที่มีประโยชน์กว่าคือทำชีวิตของตัวเองให้เดินต่อ
่บ่ายผู้หญิงสองคนนำของที่ตากเองมาถามตามที่คุยกันไว้ หลินซูเหยาวางตัวอย่างสามแบบให้ดูแล้วบอกเพียงจุดที่ตรวจได้ด้วยตา—ก้านต้องแห้ง ดินไม่จับเป็ก้อนส่วนเสียให้แยกั้แ่บ้าน
“ถ้าคัดดีเขาจะให้แพงขึ้นไหม” คนหนึ่งถาม
“ยังรับปากเื่ราคาไม่ได้ค่ะแต่ของเสียจะถูกหักน้อยลงแน่ ๆ”
เธอให้ทั้งสองลองเลือกตัวอย่างเองพอผิดก็ชี้ว่าควรดูตรงไหน ไม่ได้ยืนคัดแทนทุกกำ ไม่นานคนหนึ่งก็พูดขึ้นว่าบ้านของเธอมีคนแก่ทำงานหนักไม่ไหว แต่ยังออกเก็บของแถวเชิงเขาได้
หลินซูเหยาจำประโยคนั้นไว้ถ้าเกณฑ์ง่ายพอ งานเบาแบบนี้อาจกลายเป็รายได้ของคนที่ไม่มีแรงไปทำงานหนักและของจากหลายบ้านก็อาจรวมกันได้มากกว่าที่เธอออกไปเก็บเองทั้งวัน
เธอย้ำเพียงเื่เดียวก่อนแยกกัน“เอาตัวอย่างมาให้ดูก่อนก็ได้ค่ะแต่เงินกับการรับซื้อยังต้องผ่านสหกรณ์ ของใครก็เป็ของคนนั้น”
หญิงคนหนึ่งพยักหน้าแต่ยังลังเล “บ้านฉันมีของไม่ถึงครึ่งตะกร้า เดินไปส่งเองก็เสียครึ่งวัน”
อีกคนพูดทันที“งั้นวันไหนฉันไปก็เอาของพี่ไปด้วยไม่ได้หรือ”
คำถามธรรมดาทำให้หลินซูเหยามองทั้งสองคนถ้ารวมเที่ยวได้จริง แรงเดินทางจะลดลง แต่สิ่งที่ห้ามหายคือชื่อเ้าของ น้ำหนักและสิทธิ์รับเงิน
“ลองนัดวันเดียวกันก่อนดีกว่าค่ะ” เธอบอก “ผูกชื่อแยกตะกร้าไว้ของถึงตาชั่งแล้วให้เ้าของลงชื่อหรือฝากคนที่ไว้ใจได้ตามกฎสหกรณ์ฉันไม่ถือเงินแทนใคร”
ผู้หญิงสองคนมองหน้ากันก่อนคนหนึ่งหัวเราะ “แค่เอาของไปขาย ยังต้องคิดขนาดนี้”
“ถ้าเงินน้อยยิ่งต้องชัดค่ะ”ซูเหยาตอบ “เพราะคนเสียหนึ่งเจี่ยวอาจเป็คนที่ไม่มีเจี่ยวที่สองให้เสีย”
คราวนี้ไม่มีใครหัวเราะต่อทั้งคู่พยักหน้าแล้วแยกย้ายพร้อมตัวอย่างในมือ
ซูเหยามองตามนี่เป็ครั้งแรกที่ปัญหาของคนเก็บหลายบ้านเริ่มต่อกันเป็ภาพเดียวไม่ใช่แค่เื่คุณภาพของก้านหนึ่งกำอีกต่อไป
เย็นนั้นเธอกลับบ้านตรวจประตูหน้าต่าง แล้วกินข้าวตามปกติ
คำพูดของหวังชุนฮวายังติดอยู่ในหัวไม่ใช่ในฐานะคำสารภาพ แต่ในฐานะสิ่งที่อีกฝ่ายรีบพูดออกมาทั้งที่เธอยังไม่ได้กล่าวหา
ความกลัวมากเกินไปอาจมีได้หลายเหตุผลแล้วอะไรจึงควรเชื่อได้จริง?
หลังอาหารเย็นเธอเข้าไปในห้าง อาบน้ำอุ่นแล้วกลับออกมา
ชื่อคนหนึ่งผุดขึ้นมาโดยไม่ต้องพยายาม
ลู่ชิงเหอ
ไม่ใช่เพราะเขาจะหาคำตอบให้เธอ
แต่เพราะเขาเป็คนที่ดูเหมือนรู้ว่าควรหยุดตรงไหนเมื่อหลักฐานยังไม่พอ