บทที่ 8 องค์ชายที่ขี้แพ้ที่สุดในโลก
ฮองเฮาและพระชายาตวนอ๋องหลุดหัวเราะออกมา พระชายาตวนอ๋องจึงยิ้มพลางกล่าวว่า
"ข้าปล่อยให้เ้าหิวใช่หรือไม่! ดูท่าทางน่าขายหน้านี่สิ!"
ฮองเฮาอุ้มเ้าก้อนแป้งขึ้นมาหอมฟอดหนึ่ง พร้อมกับยิ้มกล่าวว่า
"ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก จูจูมีความรักใคร่ต่อพี่ชาย ใช่หรือไม่?"
จูจูพยักหน้าหงึก ๆ อย่างไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย "ใช่เ้าค่ะ! ยักกัน!"
นางยิ้มจนเห็นฟันซี่เล็ก ๆ ให้พี่ชาย เหล่าใต้เท้าทั้งหลายจึงอดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมาอีกครั้ง
ขณะที่พูด ขนมว่างก็ถูกยกมาพอดี ฮองเฮายิ้มแล้วกล่าวว่า "เด็กดี ไปกินเถอะ มีให้กินจนอิ่มเลย"
จูจูแอบชำเลืองมอง เมื่อเห็นว่ามีเพียงพอจึงวางใจ ลงจากอ้อมกอดอย่างมีความสุข แล้ววิ่งไปดึงมือของเซิ่งิหลิน
เซิ่งิหลินลุกขึ้นมองฮองเฮา ฮองเฮายิ้มและพยักหน้าให้ เซิ่งิหลินจึงคำนับอย่างเรียบง่ายแล้วเดินตามจูจูไป
เมื่อมองดูสองพี่น้องนั่งกินขนมว่างด้วยกันจากระยะไกล ฮองเฮาก็หุบยิ้มและกล่าวเสียงเบาว่า
"เด็กคนนี้ ดูแล้วก็ไม่เลว... เพียงแต่พอคิดถึงหน้าแม่ของเขา ข้าก็รู้สึกสะอิดสะเอียนในใจ..."
พระชายาตวนอ๋องกลับปลอบว่า "เื่มันผ่านไปแล้ว หม่อมฉันเองก็ไม่ใส่ใจแล้ว พระองค์มิจำเป็ต้องขุ่นเคืองแทนหม่อมฉันหรอกเพคะ"
ฮองเฮาตบมือของนางเบา ๆ ทั้งสองคนเข้าใจกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด
เวลานี้ใกล้จะเที่ยงแล้ว อีกเพียงครึ่งชั่วยามก็จะถึงเวลาอาหารกลางวัน ดังนั้นจึงไม่กล้าให้จูจูกินมากเกินไป
หลังจากกินไปสองสามชิ้น นางกำนัลก็เอ่ยหลอกล่อว่า
"ท่านหญิงน้อยเ้าคะ ในอุทยานหลวงมีดอกอิงชุนบานเต็มกำแพงเลย สวยมากเ้าค่ะ ท่านหญิงอยากไปดูหรือไม่เ้าคะ?"
เ้าก้อนแป้งน้อยสนใจมาก ดวงตาเป็ประกาย "อยาก จูจูจะพาพี่จ๋าไปดูด้วย!"
และในขณะนี้ องค์ชายเจ็ดก็ได้ออกจากตำหนักเสียนฝูแล้ว เด็กหนุ่มวัยสิบขวบมีใบหน้าเ็าเคร่งขรึม ยิ่งประกอบกับปานแดงที่แก้มขวา ยิ่งทำให้ดูประหลาดและเ็า
สามวันก่อน ใน่เที่ยงคืน เขาตื่นขึ้นจากความฝันอย่างกะทันหัน ที่หน้าอกของเขา ราวกับยังหลงเหลือความเ็ปแสนสาหัสจากการถูกของมีคมแทงทะลุหัวใจ ร่างกายเล็ก ๆ ขององค์ชายเจ็ดสั่นเทาเล็กน้อย และหอบหายใจแรงอย่างห้ามไม่ได้
ครู่หนึ่ง เขาพลันตระหนักถึงบางอย่าง จึงยื่นมือออกไป แต่แล้วก็ชะงักกลางคัน จากนั้นค่อย ๆ เอื้อมมือไปััที่หน้าอกของตนเอง
ไม่มีดาบ เขาไม่ได้ตาย!
เขายื่นมือออกไป อาศัยแสงจันทร์มองดูมือของตนเอง ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้รอดตาย แต่กลายเป็ตัวเล็กลง?
เดี๋ยวนะ ตัวเล็กลง?
เขาตกตะลึงอยู่นาน ทันใดนั้นก็ะโลุกขึ้น โดยไม่สนแม้แต่จะสวมรองเท้า แล้ววิ่งออกไปข้างนอก
ขันทีที่เข้าเวรยามค่ำคืนกำลังสัปหงกอยู่ เมื่อใก็อุทานเสียงหลงว่า
"ใครกัน... องค์ชายเจ็ดหรือพ่ะย่ะค่ะ?"
องค์ชายเจ็ดไม่มีเวลาสนใจเขา วิ่งตรงไปยังตำหนักหลักทันที
บนเตียง หลิ่วผินรีบลุกขึ้นนั่งด้วยความร้อนรน "เหลียงเอ๋อร์? เกิดอะไรขึ้น?"
องค์ชายเจ็ดร้องไห้ออกมาทันที พุ่งเข้าสู่อ้อมกอดของหลิ่วผิน "ท่านแม่! ท่านแม่!"
หลิ่วผินกอดลูกชายไว้ ลูบหลังเขาเบา ๆ "เหลียงเอ๋อร์ เ้าฝันร้ายใช่หรือไม่? เด็กดี ไม่ร้องนะ แม่อยู่ตรงนี้แล้ว!"
องค์ชายเจ็ดเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ร้องไห้ปานจะขาดใจ จนในที่สุดแม้แต่หลิ่วผินก็ใ รีบเรียกเขาด้วยความตื่นตระหนก
"เหลียงเอ๋อร์? เหลียงเอ๋อร์? เ้าเป็อะไรไป? อย่าทำให้แม่ใสิ!"
ในที่สุดองค์ชายเจ็ดก็ร้องไห้จนพอใจ ก่อนจะค่อย ๆ หยุดลง และกล่าวเสียงแหบพร่าว่า
"ท่านแม่ ลูกไม่เป็ไรแล้วขอรับ"
เขากอดมารดาไว้แน่นด้วยความโหยหา "ลูกแค่คิดถึงท่านแม่ คิดถึงท่านแม่เหลือเกินขอรับ"
เขาไม่คิดเลยจริง ๆ ว่าตนเองจะมีโอกาสได้กลับมาอีกครั้ง และยังได้พบท่านแม่อีก
ชาติก่อน แม้หลิ่วผินจะไม่เป็ที่โปรดปราน ทว่าเนื่องจากในวังมีโอรสธิดาน้อยนัก นางจึงยังคงได้ตำแหน่งพระสนมเอกผู้เป็ใหญ่ประจำตำหนักผิน ครองตำแหน่งเ้าของตำหนัก ฮองเฮาทรงมีความยุติธรรม ชีวิตของแม่ลูกจึงไม่ถือว่าลำบาก
ทว่าความสงบสุขทั้งหมดกลับถูกทำลายลงในวันนั้น
เซิ่งิจูเล่นอยู่ในอุทยานหลวง และเผชิญหน้ากับงูตัวหนึ่ง ตอนนั้นเขาบังเอิญเห็นเข้า จึงเข้าไปดึงนางออกมาโดยไม่ทันคิด แล้วเหยียบงูจนตาย ช่วยชีวิตเซิ่งิจูไว้ได้
ตวนอ๋องตั้งใจมาขอบคุณในบุญคุณที่ช่วยชีวิต บิดาจึงล้อเล่นว่า ให้ให้นางมาเป็ภรรยาตัวน้อยของเขา
อันที่จริงนี่เป็เพียงคำพูดล้อเล่น ไม่มีใครถือเป็จริง แต่ในสายตาของเซิ่งิจู การต้องมาพัวพันกับเขานั้นคือความอัปยศ นางแอบรังเกียจเขาอย่างยิ่ง บอกว่าเขาเป็ตัวอัปลักษณ์ระดับแปด เป็สุนัขขี้เรื้อน... เขาไม่มีความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับท่านหญิงน้อยผู้เป็ที่รักของทุกคน จึงได้แต่ทนและหลบเลี่ยง
แต่เขาไม่คาดคิดเลยว่า ปฏิกิริยาที่น่าเบื่อเช่นนั้น จะไม่สามารถทำให้เด็กสาวใจคออำมหิตพึงพอใจได้
หลังจากนั้น ก็เกิดเหตุการณ์ราวกับเด็กเล่นขายของอย่าง 'การทำคุณไสยสาปแช่งฮองเฮา'
ตอนที่พบตุ๊กตาฝังเข็มในตำหนักเสียนฝู นางทั้งโอหังและลำพองใจ ด่าว่าเขาเป็ลูกชั้นต่ำที่เกิดจากบ่าวรับใช้ เขาโกรธจนขาดสติ พุ่งเข้าไปจะฆ่านาง และกัดเนื้อที่แขนของนางจนหลุดออกมาชิ้นหนึ่ง
พอนึกถึงตอนนั้น เขาช่างวู่วามและโง่เขลาเหลือเกิน เพียงเพราะนางได้รับาเ็ จากเดิมที่พวกเขาเป็ผู้เสียหาย กลับกลายเป็ฝ่ายที่ไร้เหตุผล
เซิ่งิจูใช้ฮองเฮาเป็เกราะกำบัง แม้แต่เื่ต้องห้ามอย่างการทำคุณไสยก็ก่อเื่ขึ้นมา แต่กลับถูกลงโทษเพียงแค่คัดตำราอย่างไม่สลักสำคัญ ส่วนเขากลับถูกกักขัง
เพื่อที่จะช่วยเขา มารดาของเขาจึงจำต้องปลิดชีพตนเอง โดยกล่าวว่าตนไม่คู่ควรเป็แม่ และสั่งสอนลูกได้ไม่ดี
ในที่สุดเขาก็ถูกปล่อยตัวออกมา
เขาเกลียดเซิ่งิจูเข้ากระดูกดำ ตั้งใจจะฆ่านางเพื่อล้างแค้นให้มารดา เขาเกือบจะทำสำเร็จแล้ว แต่ลูกพี่ลูกน้องของนางกลับมาถึงพอดี เขาจึงถูกดาบแทงทะลุหัวใจจนตาย
ก่อนตายเขายังคิดว่า ตนเองช่างเป็องค์ชายที่ขี้แพ้ที่สุดในโลก ถูกบุตรสาวขุนนางรังแกถึงเพียงนี้ และยังถูกขุนนางฆ่าตายอีก
แต่เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เขากลับพบว่าตนเองได้ย้อนเวลากลับมาได้จริง ๆ และท่านแม่ยังคงมีชีวิตอยู่
เขาดีใจเหลือเกิน
เขาสาบานว่า ชาตินี้ เขาจะไม่มีวันให้เซิ่งิจูมีโอกาสทำร้ายเขาได้อีก เขาต้องชิงลงมือก่อน!
ผ่านไปไม่กี่วัน เขาก็ได้รับโอกาสนี้
วันนี้เซิ่งิจูได้รับพระบัญชาให้เข้าวัง ประจวบกับคืนที่เขาตื่นขึ้นมานั้น ก่อความวุ่นวายอยู่บ้าง มารดาจึงเชิญหมอหลวงมาดูอาการ เขาจึงขอลาหยุดอยู่ที่ตำหนักเหวินฮวาสามวัน และวันนี้เป็วันสุดท้าย
เมื่อเช้านี้ฮองเฮายังถามถึงมารดา ดังนั้น ขอเพียงเขาไปเข้าเฝ้าฮองเฮาในวังตอนนี้ ฮองเฮาจะต้องเรียกให้เขาพาเซิ่งิจูไปเดินเล่นในอุทยานหลวงด้วยแน่นอน
ส่วนจะลงมืออย่างไร... เดิมทีเขาไม่ใช่คนฉลาด เขาจึงคิดอยู่นาน
เขาได้ยินว่าสองวันก่อนเซิ่งิจูตกจากูเาจำลองจนหัวแตก เขาพลันนึกถึงเื่หนึ่งขึ้นมาได้
ชาติก่อน ดูเหมือนจะเป็่เวลานี้พอดี
บนูเาจำลองทางด้านศาลาหลินเฟิง มีก้อนหินขนาดใหญ่ก้อนหนึ่งที่ผุพังและร่วงลงมา กระแทกไหล่ขององค์ชายหกจนาเ็สาหัส
ศาลาหลินเฟิงอยู่ทางทิศตะวันตกของอุทยานหลวง บนูเาหินมีศาลาเล็ก ๆ สองหลัง ส่วนด้านล่างเป็ก้อนหินขนาดใหญ่ที่ราบเรียบ เวลาองค์ชายหลายพระองค์ไปเล่น มักจะใช้ที่นั่นเป็ม้านั่งหิน
ดังนั้น ไม่ว่าจะขึ้นไปเล่นที่ศาลาเล็ก้าแล้วพลัดตกลงมา หรือนั่งอยู่บนก้อนหินด้านล่างแล้วหินก้อนนั้นร่วงลงมา... ทั้งสองทางมีโอกาสตายสูงมาก
องค์ชายเจ็ดแอบไปดูตอนเช้ามืด ก้อนหินก้อนนั้นคลอนแคลนจวนเจียนจะหล่นจริง ๆ
ทางที่ดีที่สุดคือหลอกให้เซิ่งิจูนั่งบนม้านั่งหิน เขาแรงเยอะ อาศัยจังหวะที่ไม่มีใครสังเกตขึ้นไปถีบหนึ่งที ให้ก้อนหินร่วงลงมา ต้องฆ่าเซิ่งิจูได้อย่างแน่นอน
ตอนนี้นางอายุเพียงสามขวบ ต้องฆ่าง่ายแน่ ๆ
ยิ่งคิดในใจก็ยิ่งร้อนรุ่ม คิดว่าก่อนจะลงมือ จะไปดูอีกสักรอบ แต่ผลคือยังไม่ทันเดินไปถึง ก็ได้ยินเสียงขององค์ชายห้า
หัวใจขององค์ชายเจ็ดดิ่งวูบ พอรีบวิ่งไปไม่กี่ก้าว ก็เห็นองค์ชายห้าและสหายร่วมศึกษาหลายคนรวมตัวกันอยู่ที่นั่น องค์ชายห้านั่งอยู่บนม้านั่งหินใตู้เาจำลอง ในมือถือหนังสติ๊ก และกำลังเลือกก้อนหินเล็ก ๆ อย่างกระตือรือร้น
องค์ชายเจ็ดร้อนใจทันที เขาอยากให้พวกเขาไป แต่ไม่รู้ว่าควรพูดอย่างไรเพื่อให้พวกเขาจากไปเอง
ผลคือพอเขายืนอยู่ตรงนั้น ก็มีบ่าวรับใช้เห็นเข้า จึงรีบคำนับ องค์ชายห้าจึงหันกลับมาแล้วร้องเรียกเสียงดังว่า
"เ้าเจ็ด! เ้ามาทำอะไรที่นี่..."
คำว่า ‘ทำอะไร’ ยังไม่ทันหลุดจากปาก ก็ได้ยินเสียงกรีดร้อง สหายร่วมศึกษาคนหนึ่ง้าเหยียบหินจนพัง แล้วร่วงหล่นลงมา
ในใจและในสายตาขององค์ชายเจ็ดมีเพียงคำว่า ‘นี่มันกับดักความตายที่ข้าเตรียมไว้ให้เซิ่งิจูนะ!’
จากนั้นสมองก็สั่งการผิดพลาด พุ่งเข้าไปใช้สองแขนรับก้อนหินั์ก้อนนั้น แล้วออกแรงเหวี่ยงขึ้นไปข้างบน
หัวูเาจำลองขนาดเท่าโอ่งน้ำ ถูกเหวี่ยงขึ้นไปบนศาลา กระแทกเข้ากับเสาศาลา เสียงดังโครมแล้วตกลงสู่พื้น
ที่ตรงนั้นเหลือเพียงองค์ชายห้าที่ถูกฝุ่นเกาะเต็มหัวและเต็มหน้า นั่งเหม่อลอยอยู่ตรงนั้นเนิ่นนานกว่าจะรู้สึกตัว
กลุ่มของจูจูเพิ่งเดินมาถึง และได้เห็นเหตุการณ์นี้พอดี
จูจูใร้อง "อ๋า" ออกมา แล้วรีบกอดขาพี่ชายไว้แน่น เ้าก้อนแป้งทั้งตัวสั่นเทาด้วยความกลัว