" อือออออออ "
" แสบตาจังเลยยย"
เดี๋ยวก็มืด เดี๋ยวก็สว่างเอายังไงกันแน่ ฉันปรับตัวไม่ทันแล้วนะเนี่ย ถ้าตาบอดขึ้นมาใครจะรับผิดชอบเนี่ย ได้บ่นคนเดียวเบาๆ
หลังจากที่ฉันรู้สึกตัวสักพัก ฉันก็ค่อยๆลืมตาขึ้นมา แล้วมองไปรอบๆบริเวณที่ฉันนอนอยู่ พูดได้เลยว่า ที่นอนที่ฉันนอนในตอนนี้ค่อนข้างที่จะแข็ง แม้กระทั่งหมอนที่ฉันใช้หนุนหัวอยู่กับยังแข็งมาก แข็งจนฉันปวดคอไปหมดแล้วเนี่ย
ภายในห้อง ที่ไม่ได้กว้าง ไม่ได้ยาวและไม่ได้แคบจนเกินไปนี้ มีเพียงโต๊ะไม้เล็กๆ พร้อมเก้าอี้อีก 2 ตัว บนโต๊ะไม้มีชุดกาน้ำชา 1 ชุด น่าจะเป็สีขาว แต่ผ่านการใช้งานมาค่อนข้างนานทำให้สีออกหม่นๆสักเล็กน้อย
ในห้องนี้แทบจะไม่มีเฟอร์นิเจอร์ใดๆอยู่เลยมีหน้าต่างอยู่เพียง 1 บาน ที่หน้าต่างมีผ้าแขวนเอาไว้ ไม่แน่ใจว่ามันเรียกว่าผ้าม่านได้หรือเปล่า เพราะว่าผ้าขี้ริ้วในห้องของฉันยังดูสีสันสดใสกว่านี้เลย
หลังจากที่ฉันฟื้นขึ้นมา ฉันใช้เวลาอยู่ชั่วครู่หนึ่งในการรวบรวมสติ คิดในสิ่งที่ได้ยินก่อนที่ฉันจะหมดสติไป
มีคุณตาคนหนึ่งบอกว่าจะส่งฉัน ให้กลับมาจากที่เคยจากไปใช่หรือเปล่านะ หวังว่าฉันจะเข้าใจถูก!!
แต่เท่าที่มองดู ฉันว่าห้องเก่าของฉันยังน่าอยู่กว่าห้องนี้เป็ 10 เท่าเลยนะ ภายในห้องมันค่อนข้างที่จะเก่าและมีกลิ่นค่อนข้างที่จะอับพอสมควร เนื่องจากอากาศที่ไม่ค่อยถ่ายเท
และที่ฉันสงสัยก็คือ ฉันถูกส่งมาที่ไหน !! แต่เอ๊ะ !!! ทำไมแขนขาของฉันมันถึงเล็กลง แล้วจะไหนจะผมที่ยาวนี่อีก
ฉันจำได้ว่าล่าสุด ฉันตัดผมสั้นนะ อุตส่าห์ตัดบ๊อบแบบวอลลุ่ม หลับไปนานขนาดไหนกัน เนี่ยทำไมผมถึงได้ยาวเร็วขนาดนี้
ฉันค่อยๆลุกขึ้นจากเตียงและเดินสำรวจห้องว่านอกจากเตียงและโต๊ะไม้ แล้วยังมีเฟอร์นิเจอร์ ไหนอีกหรือไม่ พอดีกับสายตาฉันก็สะดุดเข้ากับกล่องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่กล่องหนึ่งที่วางไว้อยู่มุมห้อง
ถัดจากกล่องนั้นมามีโต๊ะลักษณะคล้ายกับโต๊ะเครื่องแป้ง เนื่องจากฉันเห็นกระจกวางไว้ ฉันเลยคิดว่ามันน่าจะเป็ที่ใช้ ในการนั่งแต่งตัวแน่ๆ
หลังจากที่สำรวจห้องเสร็จแล้ว ฉันค่อนข้างที่จะมั่นใจได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียวว่า ลักษณะห้องเฟอร์นิเจอร์และทุกสิ่งทุกอย่างรวมๆกันมันเหมือนกับในหนังจีนที่ฉันเคยดูมาอย่างไงอย่างงั้น...
ตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างในหัวของฉันตีกันวุ่นวาย สับสนไปหมด ฉันไม่รู้จะเริ่มจากจุดไหนก่อน คงต้องเริ่มจากการสำรวจตัวเองก่อนก็แล้วกัน
ฉันมองมาที่แขนและขาของฉันที่ค่อนข้างที่จะเล็กลงกว่าเก่าค่อนข้างมากความสูงก็น่าจะลดลงมาซักเกือบ 30 เซนได้เลยทีเดียว
เดิมทีฉันสูงเกือบ 170 เลยนะ ฉันเป็คนที่หุ่นดีนั่นแหละ เพียงแต่ว่าหน้าอกหน้าใจฉันไม่มี ฉันก็เลยกลายเป็ได้แค่คนที่ผอมเพียวเท่านั้น
แต่ลักษณะฉันในตอนนี้ เหมือนฉันกลับไปเป็เด็กใน่ชั้น ม ต้น ยังไงอย่างนั้น ไหนไม่ได้การแล้ว ถ้าฉันกลับไปเป็เด็กตอน มอต้น ฉันคือเด็กหน้ากลมที่เหมือนซาลาเปาน่าเกลียดมากฉันรับไม่ได้!!
ฉันรีบเดินไปที่กระจก ที่วางตั้งอยู่บนโต๊ะข้างๆกับกล่องสี่เหลียม แล้วรีบนั่งลงเพื่อส่องกระจก แต่ภาพที่สะท้อนออกมา ดูยังไงมันก็ไม่ใช่ฉัน มันคือคนอื่น นี่มันเื่บ้าอะไรกันเนี่ย!!!
เงาที่สะท้อนในกระจกเป็เด็กสาวคนหนึ่ง น่าจะอายุระหว่าง 13-15 ปีไม่น่าจะเกินนี้ หน้าของเธอเป็รูปไข่ ดวงตากลมโต หางตายกขึ้นเล็กน้อย คิ้วโก่งดังคันศร ขนตาที่หนาจนเป็แพ ยามเธอกระพริบตาแต่ละทีดูมีเสน่ห์ รับกับจมูกเรียวโด่ง ปลายรั้นเชิดขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากสีชมพูอวบอิ่มแต่ทว่าไม่ได้หนาและบางจนเกินไป ใบหน้าเหมือนคนเปื้อนยิ้มอยู่ตลอดเวลา
ใบหน้าที่สะท้อนออกมาในกระจกนี้นับว่าสวยมาก สวยจนแทบหาที่ติไม่ได้ แต่ทว่าในตอนนี้ใบหน้าที่สะท้อนออกมานี้ค่อนข้างที่จะซีดเซียว ริมฝีปากที่สมควรที่ดูอวบอิ่มกลับแห้งผากและที่ซีดเซียว ใบหน้าขาวซีด ดวงตาหม่นหมอง
ราวกับคนที่ไม่เคยมีความสุขในชีวิต ประกอบกับชุดที่เธอใส่ในตอนนี้ดูยังไง มันก็ไม่ใช่สีขาว มันเหมือนชุดที่ใส่มาค่อนข้างนานทำให้สีมันดูหมองๆๆและบางจุดยังมีรอยประชุนอีกด้วย ไม่ต้องบอกก็รู้ เ้าของร่าง จะต้องมีชีวิตที่บัดซบเหมือนเธอแน่ๆ
ฉันจ้องมองเงาในกระจก ด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งสงสาร ทั้งโมโห ทั้งโกรธแค้น โดยที่ฉัน ก็ไม่ทราบสาเหตุถึงความรู้สึกนี้ ก่อนที่จะมีความรู้สึกไปมากกว่านี้ อยู่ๆฉันก็ปวดหัวอย่างรุนแรง เหมือนมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเข้ามาพร้อมๆกัน
ก่อนจะมีภาพเหตุการณ์ต่างๆไหลเวียนเข้ามาอยู่ในหัวของฉันและเรียบเรียงเป็ขั้นเป็ตอน ใช้เวลาอยู่นานพอสมควร กว่าฉันจะตั้งสติได้ มันเป็ความเ็ปที่ทรมาน ทรมานจนฉันเกือบจะหมดสติ ขณะที่ฉันกำลังจะหมดสติ ฉันก็ได้ยินเสียงเสียงหนึ่งดังขึ้นมาในหัว
" จงเปิดใจและหลอมรวมความทรงจำและดวงจิตของเ้าให้เป็หนึ่งเดียวกันซะ"
" จงปล่อยผ่านทุกภาพเหตุการณ์ให้มันไหลผ่านไปอย่างช้าๆอย่าฝืนหรือต่อต้านมันและตั้งจิตเอาไว้"
เสียงที่ค่อนข้างชราเอ่ยขึ้นมาภายในหัวของฉัน ฉันค่อนข้างที่จะมั่นใจว่าต้องเป็เสียงของคุณตา ที่บอกว่าจะส่งฉันมาแน่ๆ ฉันจึงรีบตั้งจิตให้มั่นคง และปล่อยผ่านให้ภาพเหตุการณ์ต่างๆไหลผ่านไปอย่างช้าๆ
นับว่าใช้เวลาค่อนข้างนานพอสมควรในการหลอมรวมความทรงจำและดวงจิตเข้าด้วยกันทำให้ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่า
เงาที่สะท้อนในกระจกคือไป๋หลินเธอคือดวงจิตที่ถูกแยกไปเกิดในอีกคนละมิติ แต่เพราะว่าดวงจิตของตัวฉัน ถูกแบ่งออกมามากกว่าในส่วนของอีกดวงนึง ซึ่งดวงจิตของไป๋หลินมีแค่ 3 ส่วน 10 ในขณะที่ดวงจิตของฉันมีมากถึง 7ส่วน 10 ทำให้มันเกิดปัญหาขึ้น
โดยปกติการแบ่งดวงจิตไปเกิดจะแบ่งเป็ครึ่งต่อครึ่ง ในกรณีของฉันจึงนับเป็ข้อผิดพลาดอันใหญ่หลวงที่ไม่สมควรเกิดขึ้น และเพื่อรักษาดวงจิตในโลกนี้ไม่ให้ดับสูญจึงต้องดึงดวงจิตมาหลอมรวมกัน
และคุณตายังได้บอกอีกว่า ถ้าโดยปกติถ้ามันมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น เขาก็จะปล่อยเลยตามเลย แต่ในกรณีของฉัน คุณตาเป็คนออกหน้า เพราะท่านยอมให้เชื้อสายของท่านดับสูญไปไม่ได้
แต่ฉันเชื่อว่า คุณตาต้องบอกเหตุผลไม่หมดถ้าแค่เชื้อสายหรือลูกหลานดับสูญมันก็เกิดกันกับทุกครอบครัวทุกตระกูลไม่ใช่หรอ ทำไมต้องเจาะจงมาที่ฉัน ฉันต้องหาคำตอบให้ได้....
แต่ว่าตอนนี้ฉันทนไม่ไหวแล้ว ในตอนนี้หัวของฉันเหมือนจะะเิ มันอัดแน่นด้วยภาพเหตุการณ์และความรู้สึกของไป๋หลินที่ถาโถมเข้ามา อย่างมากมาย อย่างไม่สิ้นสุดลงสักที ฉันประคองสติไว้ไม่ไหวแล้ว ก่อนที่ภาพตรงหน้าฉันจะเป็สีดำอีกครั้ง..........