สวี่ิอี้ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือม่านมุ้งผ้าโปร่งเจียวซาสีรากบัวหม่น
ม่านมุ้งผ้าเจียวซานี้ควรเป็ของใช้ในฤดูร้อน อีกทั้งหลายปีมานี้นางไม่เคยใช้ชีวิตอย่างประณีตพิถีพิถันเช่นนี้อีก สกุลอู๋ไม่เคยปฏิบัติต่อนางอย่างอยุติธรรม ทว่าในสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด นางก็ไม่มีกะจิตกะใจจะมาใส่ใจเื่พวกนี้อีกแล้ว
ทว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในเวลานี้เห็นได้ชัดเลยว่า... นางยังมีชีวิตอยู่อีกหรือ
ทั้งที่ยาพิษนั่น เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าไม่มียาถอนพิษ
นางเหม่อลอยไปชั่วครู่ ในห้วงความคิดเต็มไปด้วยความสับสนงุนงง
"คุณหนูตื่นแล้วหรือเ้าคะ" อาจูที่เฝ้าอยู่หน้าม่านมุ้งเอ่ยถามหยั่งเชิงด้วยน้ำเสียงแ่เบา
สาวใช้ฝึกวรยุทธ์มาั้แ่เด็ก อีกทั้งยังคอยปรนนิบัติอยู่ข้างกายสวี่ิอี้มาั้แ่เยาว์วัย เพียงฟังน้ำหนักเสียงลมหายใจจากในมุ้ง ก็พอจะแยกแยะได้คร่าว ๆ ว่าผู้เป็นายกำลังหลับหรือตื่นอยู่
"อาจู..."
สวี่ิอี้ใช้สองมือยันกายลุกขึ้นนั่ง เมื่อเหลือบเห็นสองมือขาวสะอาดไร้รอยแผลถูกไฟลวกของตนเอง ก็อดตกตะลึงไม่ได้
"บ่าวอยู่นี่เ้าค่ะ" ขณะที่อาจูเลิกม่านมุ้งขึ้น ก็ะโบอกคนด้านนอกไปด้วย "อาขุย คุณหนูตื่นแล้ว รีบไปต้มยาเถอะ"
"เ้าค่ะ!" เสียงเด็กสาวรับคำ แล้วสาวเท้าเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
สวี่ิอี้เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
...อาขุยหรือ อาขุยจมน้ำตายไปตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือ!
นางมองอาจูที่กำลังยื่นถ้วยน้ำมาให้ตามสัญชาตญาณ สีหน้าแปรเปลี่ยนไปมาไม่หยุด
นี่มันไม่ถูกต้องเลยสักอย่าง...
ตอนอยู่เมืองหยางโจว อาจูไปเป็เพื่อนเก็บสมุนไพรป่ากับนาง เคยพลาดท่าถูกหนามเถาวัลย์พิษข่วนใบหน้าซีกซ้าย แม้จะใช้ยาทาที่หมอเทวดาฉิวปรุงให้ แต่เพราะหนามนั้นมีพิษ ท้ายที่สุดจึงยังทิ้งรอยแผลเป็สีม่วงคล้ำจาง ๆ เอาไว้
ทว่าอาจูที่อยู่ตรงหน้านี้ บนใบหน้านอกจากจะไม่มีรอยแผลเป็แล้ว ยังดูเด็กลงไปสักห้าหกปีอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อมองไปรอบ ๆ ข้าวของเครื่องใช้ในห้องล้วนล้ำค่าและประณีตผิดธรรมดายิ่งนัก... นี่มันห้องนอนตอนที่นางยังไม่ออกเรือนชัด ๆ
ความใบนใบหน้าของสวี่ิอี้แทบจะเก็บซ่อนไว้ไม่อยู่ ครั้นถึงขีดสุดก็กลายเป็ความเหม่อลอยขึ้นมาทันที
อาจูคิดเพียงว่านางยังสะลึมสะลืออยู่ ถึงอย่างไรคุณหนูก็หลับไปหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็ม ๆ
"คุณหนูของพวกเ้าตื่นแล้วหรือ" เวลานั้นมีเสียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งดังมาจากด้านนอก
"คุณชายมาเ้าค่ะ" อาจูกระซิบรายงานเสียงแ่เบา
สวี่ิอี้เอ่ยอย่างเหม่อลอย "เรียกเขาเข้ามาให้ข้าดูหน่อย..."
อาจูชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็รีบพยักหน้ารับ
"ให้ข้าเข้าไปทำไมกัน เช่นนี้จะถูกธรรมเนียมได้อย่างไร" สวี่ิสือรู้สึกงุนงง ปากก็บ่นอย่างรำคาญใจ "ถามนางว่าอยากกินอะไรหรือไม่ หากในจวนไม่มี ข้าจะได้รีบให้คนไปซื้อมาให้นาง!"
หากชักช้าไปอีกหน่อย ใครจะรู้ว่านางจะหลับไปอีกหรือไม่
ท่านแม่ให้เขาคอยดูแลจัดการสวี่ิอี้ วันนี้เขาจึงมารอที่ห้องหนังสือในเรือนซีหยวนั้แ่เช้าตรู่ พอได้ยินความเคลื่อนไหวก็รีบมา... ส่วนเหตุผลที่ต้องใช้คำว่า ‘ดูแลจัดการ’ เป็เพราะพี่สาวที่ชวนให้ปวดหัวคนนี้่นี้ชักจะอาละวาดหนักขึ้นทุกที อารมณ์ก็เกรี้ยวกราดขึ้นเรื่อย ๆ ปาข้าวของน่ะเป็เื่เล็ก เมื่อวันก่อนถึงขั้นตบหน้าตัวเองแล้วบอกว่าอยากทำให้ตัวเองตาสว่างเสียหน่อย!
ทว่าเพิ่งตบไปได้สองฉาด สองตาก็ปิดลงแล้วล้มตัวนอนหลับไปอีก...
อย่างไรก็ตาม ที่ท่านแม่บอกให้เขามาดูแลจัดการคน แท้จริงแล้วเพียงแค่ให้มารอปรนนิบัติสวี่ิอี้ทุกเมื่อก็เท่านั้น... โดยให้เหตุผลว่าพวกสาวใช้เดินเหินชักช้า หากจะให้วิ่งเต้นซื้อของไปทั่วเมืองหลวง ไม่มีใครชำนาญไปกว่าเขาอีกแล้ว
ขณะที่สวี่ิสือกำลังคิดเื่พวกนี้ จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากห้องด้านใน
สวี่ิอี้วิ่งออกมา
นางปล่อยผมสีดำขลับสยาย ทรุดตัวลงสวมกอดเด็กหนุ่มวัยสิบขวบเศษที่ตัวเตี้ยกว่าตนหนึ่งศีรษะไว้เต็มรัก
"..." นางวิ่งมาเร็วมาก ชนจนสวี่ิสือผงะถอยหลังไปหนึ่งก้าว เวลานี้เขาเบิกตาโพลงจนลูกตาแทบจะถลนออกมา
"ิสือ พี่คิดถึงเ้าเหลือเกิน!"
นางไม่รู้ว่าตนเองขึ้น์ไปแล้ว หรือกำลังฝันอยู่ แต่ไม่ว่าจะเป็อะไร นางเพียงแค่อยากพูดความจริง... สกุลสวี่ต้องตายอย่างอยุติธรรมทั้งตระกูล หลายปีที่รอดชีวิตมาเพียงลำพัง ทุกวันนางเฝ้าหวังว่าจะได้พบหน้าครอบครัวอีกครั้ง จะได้กอดพวกเขาอีกสักครั้ง
"กิริยามารยาทไร้กฎเกณฑ์เช่นนี้! เ้าบ้าไปแล้วหรือไร!"
เด็กหนุ่มที่มีเค้าหน้าหล่อเหลาได้สติกลับมา เขาผลักนางออกอย่างแรง มองสวี่ิอี้ราวกับกำลังมองคนบ้า
สวี่ิอี้ตาแดงก่ำ แต่กลับมองเขาด้วยรอยยิ้ม
สวี่ิสือ "..."
สายตาราวกับคุณย่ามองหลานชายเช่นนี้ ช่วยละไปจากตัวเขาได้หรือไม่!
ดูแลไม่ไหวแล้ว ดูแลรับมือไม่ไหวแล้วจริง ๆ...!
"ท่านพ่อกับท่านแม่ล่ะ แล้วก็ท่านปู่... ข้าอยากพบพวกเขา" สวี่ิอี้กลัวเหลือเกินว่าหากตื่นจากความฝัน ทุกอย่างจะมลายหายไป เวลานี้จึงดูร้อนรนเป็อย่างยิ่ง
"..." สวี่ิสือยิ่งตกตะลึงจนยืนแข็งค้างไป
"คุณหนูลืมไปแล้วหรือเ้าคะ นายท่านผู้เฒ่ายังมาไม่ถึงเมืองหลวงเลยนะเ้าคะ จดหมายที่ส่งมาเมื่อวันก่อนบอกว่าต้องใช้เวลาอีกสี่ห้าวัน..." อาจูพยายามข่มความใแล้วเอ่ย "เวลานี้นายท่านย่อมอยู่ที่กรมพิธีการ ส่วนฮูหยิน..."
นางพูดพลางมองไปยังสวี่ิสือ
สวี่ิสือรับ่ต่อ "กำลังเล่นไพ่หม่าเตี้ยว..."
แต่ท่านแม่กำลังทำอะไรมันไม่สำคัญเลยนี่นา!
เื่ที่ทำให้คนใจนคางแทบหลุดก็คือ... สวี่ิอี้ถึงกับเอ่ยคำว่า ‘ท่านแม่’ ออกมา!
หากบอกว่ามีเื่ราวแปลกประหลาดเหลือเชื่อในโลกที่เขาต้องเลือกเชื่อสักเื่ เขาขอเลือกเชื่อว่าพรุ่งนี้ดวงอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันตก ยังดีกว่าเชื่อสิ่งที่ตนเองได้ยินและได้เห็นในเวลานี้
ตกลงว่าใครเป็คนให้ความกล้าแก่เขากัน ถึงได้ทำให้เขากล้าฝันอะไรแบบนี้!
ภายในเรือนซื่อจื่อแห่งจวนเจิ้นกั๋วกง ชุยซื่อที่กำลังเล่นไพ่หม่าเตี้ยวกับแเื่ ได้ยินชิงอิงสาวใช้รุ่นใหญ่เข้ามารายงานว่าสวี่ิอี้ตื่นแล้ว ท่าทางทิ้งไพ่ในมือก็ชะงักไป นางเอ่ยว่า "รู้แล้ว ปรนนิบัติให้ดีล่ะ"
ชิงอิงกลับกล่าวว่า "แต่คุณหนูบอกว่าอยากพบฮูหยินเ้าค่ะ"
"นางอยากพบข้าหรือ"
ชุยซื่อประหลาดใจเป็อย่างยิ่ง
โอกาสที่เด็กคนนี้จะเป็ฝ่ายริเริ่มอยากพบตนก่อนนั้นมีไม่มากนัก
หรือว่าอยากจะเรียกนางไปทะเลาะด้วยเพื่อเรียกความสดชื่น
ขณะที่กำลังคิดเช่นนั้น ก็ได้ยินชิงอิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงสลับซับซ้อนว่า "...บอกว่าพอตื่นขึ้นมา ก็คิดถึงท่านแม่แล้วเ้าค่ะ"
ชุยซื่อ "..."
คิดถึงท่านแม่หรือ นางคิดถึงท่านแม่!
ในหัวของชุยซื่อราวกับมีพลุดอกไม้ไฟะเิดังปัง ไพ่หม่าเตี้ยวในมือจู่ ๆ ก็หมดความน่าสนใจไปเสียดื้อ ๆ!
"ลูกสาวข้าคนนี้ติดคนเอามาก ๆ ทำให้ทุกท่านต้องขบขันแล้ว เอาเป็ว่าวันนี้พอแค่นี้ก่อน วันหน้าพวกเราค่อยนัดกันใหม่..." ชุยซื่อทิ้งท้ายไว้อย่างรีบร้อน
ฮูหยินหลายท่านมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
คุณหนูจวนเจิ้นกั๋วกงเริ่มมาติดแม่เลี้ยงอย่างชุยซื่อั้แ่เมื่อไรกัน
...แถมอย่างน้อยก็ช่วยตีให้จบตานี้ก่อนเถอะ!
ไหนบอกว่าเป็อันดับหนึ่งเื่ติดไพ่หม่าเตี้ยวแห่งเมืองหลวงไงเล่า
ชุยซื่อพาสาวใช้มุ่งหน้าไปยังเรือนซีหยวน ทว่าเมื่อมาถึงหน้าเรือน จู่ ๆ ก็ชะงักฝีเท้า
นางมาเร็วเกินไปหรือไม่
จะทำให้เด็กคนนั้นรู้สึกว่านางไร้ราคา เรียกเมื่อไรก็มาหรือไม่
ไม่ได้สิ... ยิ่งนางคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าประโยค ‘คิดถึงท่านแม่แล้ว’ ไม่เหมือนคำพูดที่จะออกมาจากปากเด็กนั่นเลยสักนิด หรือว่าจะเอามาประชดประชันนาง
แต่เด็กคนนี้แม้นิสัยดื้อรั้น อารมณ์ร้าย ทว่าก็เป็คนตรงไปตรงมาเสมอ เกลียดก็คือเกลียด ไม่ใช่คนประเภทที่จะมาพูดจาประชดประชันแดกดันคนอื่นอยู่แล้ว...
สรุปว่าเพื่อรักษาศักดิ์ศรี รออีกประเดี๋ยวค่อยเข้าไปดีกว่า
เมื่อเห็นฮูหยินของตนพยายามถ่วงเวลา แต่ท่าทีกลับดูแทบจะรอเข้าไปไม่ไหว ชิงอิงได้แต่มองเหม่อขึ้นฟ้าอย่างเงียบ ๆ
เมื่อเห็นว่าได้เวลาพอสมควรแล้ว ชุยซื่อจึงก้าวเท้าเดินเข้าไปอย่างสง่าผ่าเผยด้วยมาดของมารดาเอก
ทว่าเพิ่งจะเข้าใกล้โถงด้านหน้า ก็รับรู้ได้ถึงบรรยากาศที่ไม่ปกติ
ดวงตาคู่หนึ่งที่รอคอยมาเนิ่นนานค้นหานางพบอย่างรวดเร็ว สบตากันเพียงครู่เดียว นางก็ได้ยินเสียงเรียก ‘ท่านแม่’ ที่ราวกับอัดแน่นไปด้วยความคะนึงหาและปวดใจอย่างหาที่สุดไม่ได้ จากนั้นก็ถูกสวี่ิอี้โผเข้ากอดเต็มรัก
ชุยซื่อไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว กระทั่งลมหายใจก็ยังกลั้นเอาไว้
นางหันไปมองลูกชายของตนอย่างเชื่องช้าและแข็งทื่อ สายตาราวกับจะบอกว่า ‘ลูกแม่ แม่ลนลานไปหมดแล้ว’
สวี่ิสือ ‘...ใครบ้างจะไม่ลนลานเล่า’