ตอนที่ 5 คุณหนูขี้อาย
รถยนต์คันหรูเคลื่อนตัวเข้ามาจอดเทียบฟุตบาทหน้าโรงเรียนตามจุดนัดหมายประจำ ไม่นานนัก นักเรียนสาวคนหนึ่งก็เดินตรงมาที่รถ
เธอคือแพรวา ลูกสาวคนเล็กของคุณวาสนา วัย 17 ปี เธออยู่ในชุดนักเรียนที่เรียบร้อยสะอาดสะอ้าน เสื้อนักเรียนสีขาวพับแขนขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นต้นแขนเล็ก ๆ ของเธอ กางเกงกระโปรงนักเรียนที่เหนือเข่าเล็กน้อยรับกับเรียวขาอันขาวผ่อง
แพรวามีใบหน้าเรียวได้รูป ดวงตากลมโตเป็ประกายภายใต้กรอบแว่นตาทรงกลมที่วางอยู่บนสันจมูกที่โด่งเล็กน้อย ใบหน้าของเธอดูน่ารักน่าเอ็นดู ผิวพรรณขาวอมชมพูบ่งบอกถึงการที่ยังไม่ผ่านการเผชิญกับแดดมามากนัก ริมฝีปากบางเฉียบมักจะเม้มเข้าหากันเล็กน้อยตามประสาคนขี้อาย แต่ยามที่แย้มยิ้ม ก็จะเผยให้เห็นรอยยิ้มที่สดใสและจริงใจ
เธอมีรูปร่างที่ผอมบางและสมส่วนตามวัย แต่ก็มีส่วนเว้าส่วนโค้งที่กำลังเริ่มปรากฏอย่างชัดเจน โดยเฉพาะ่อกที่กำลังเริ่มขยายตัวแม้จะไม่ใหญ่โตแบบแม่ของเธอ แต่ก็พอมีบ้างซึ่งมันก็เหมาะกับวัยและรูปร่างผอมบางของเธอ
แมนเห็นดังนั้นก็รีบลงจากรถตรงเข้าไปเปิดประตูที่เบาะหลังให้เธอและพูดอย่างสุภาพ
“เชิญขึ้นรถเลยครับ คุณหนู”
“ขอบคุณค่ะ”
แพรวาเอ่ยด้วยเสียงแ่เบา รอยยิ้มเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก ก่อนจะก้าวขึ้นไปนั่งบนเบาะหลังอย่างเรียบร้อย
แมนปิดประตูอย่างระมัดระวัง แล้วเดินกลับมานั่งที่คนขับ เมื่อคาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อย เขาก็ออกรถอย่างช้า ๆ มุ่งหน้ากลับคฤหาสน์
แพรวาเป็เด็กสาวขี้อาย ไม่ค่อยพูดจา พอล้อรถเริ่มหมุน เธอก็หยิบหนังสือเล่มหนาขึ้นมาเปิดอ่านทันที ราวกับ้าหลบเลี่ยงการสบตาหรือการพูดคุยกับคนขับรถของเธอ
ระหว่างที่รถยนต์เคลื่อนไปตามท้องถนน แมนก็เพลิดเพลินกับอาหารตาชั้นดีที่นั่งอยู่เบาะหลัง แพรวาในชุดนักเรียน ดูน่ารักและไร้เดียงสายิ่งนัก ความขาวผ่องของผิวเธอนั้นไม่เป็สองรองใคร เขาแอบมองเรียวขาขาวเนียนของเธอที่โผล่พ้นชายกระโปรงออกมา อย่างหื่นกระหายในใจ
แต่เมื่อลองสังเกตดูดี ๆ วันนี้แพรวาดูเคร่งเครียดกว่าปกติ ใบหน้าหวาน ๆ ที่มักจะดูสงบนิ่ง กลับมีร่องรอยของความกังวล เธออ่านหนังสือไปพลาง ถอนหายใจเบา ๆ ไปพลาง
แมนจึงตัดสินใจพูดขึ้น
“คุณหนูแพรวาเป็อะไรรึเปล่าครับ สีหน้าดูไม่ค่อยดีเลย”
เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอย่างเป็ห่วงเป็ใย เพื่อแสดงบทบาทของคนขับรถผู้แสนดีที่เธอคุ้นเคย
แพรวานิ่งไปสักครู่ คล้ายจะลังเล แต่แล้วก็ตัดสินใจที่จะพูดขึ้นอย่างไม่มั่นใจนัก
“คือ...หนูมีเื่กังวลนิดหน่อยค่ะ”
“ถ้ามีเื่อะไรบอกผมได้เลยนะครับ ผมพร้อมช่วยเสมอ”
แมนพูดพร้อมรอยยิ้มแสนอบอุ่น เขารู้ดีว่าแพรวาเป็เด็กขี้อายและไม่สนิทกับใครง่าย ๆ แต่ด้วยความที่เขาขับรถให้เธอมานาน ความคุ้นเคยและความหวังดีที่เขาพยายามแสดงออกอยู่เสมอ ก็ทำให้เธอลดกำแพงในใจลง
แพรวาลังเลอีกครั้ง ก่อนจะยอมเล่าด้วยเสียงแ่เบา
“คือหนูค่อนข้างขี้อาย เลยไม่ค่อยมีเพื่อนเท่าไหร่ แล้วเวลาต้องไปพรีเซนต์งานหน้าห้อง หนูจะตื่นเต้นจนทำได้ไม่ดีตลอดเลย หนูไม่รู้จะแก้ยังไงดี”
เมื่อได้ยินดังนั้น แมนก็ยิ้มมุมปากเล็กน้อยในใจ เขาคิดอะไรบางอย่างออกทันที แผนการร้ายกำลังผุดขึ้นในสมองของเขา เพื่อที่จะได้ใกล้ชิดกับคุณหนูผู้ไร้เดียงสาคนนี้มากขึ้น
“งั้นให้ผมช่วยไหมครับ”
แมนเอ่ยขึ้น
“คือเมื่อก่อนผมก็ขี้อายเหมือนกันนะ แต่มันมีวิธีแก้อยู่”
คำโกหกนั้นถูกเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างเป็ธรรมชาติ แมนไม่เคยขี้อายเลยแม้แต่น้อย แต่การสร้างเื่ราวที่คล้ายคลึงกับปัญหาของแพรวา จะช่วยให้เธอรู้สึกเชื่อมโยงและไว้ใจเขามากขึ้น
แพรวาเงยหน้าขึ้นจากหนังสือ ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นจับจ้องมาที่เขาอย่างสนใจ
“จ..จริงเหรอคะน้าแมน มันต้องทำยังไงบ้างคะ”
แววตาของเธอมีความหวังฉายขึ้นมา
แมนยิ้มอบอุ่นในขณะที่ยังคงจับจ้องถนนเบื้องหน้า
“ก่อนอื่นต้องเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ ก่อนครับ อย่างการมองตาคนอื่น คุณหนูเวลาพูดคุยกับใครคุณหนูไม่ค่อยมองตาคนนั้นเลยใช่ไหมครับ เราต้องเริ่มแก้จากเื่นี้ก่อน เพื่อจะสร้างความกล้าให้ตัวเอง”
แพรวาพยักหน้ารับอย่างซื่อตรง
“อย่างนั้นเหรอคะ...แต่หนูไม่ค่อยมั่นใจเลยว่าจะทำได้”
น้ำเสียงของเธอยังคงมีความประหม่า
“ไม่ต้องห่วงครับ เดี๋ยวผมช่วยเอง”
แมนกล่าวอย่างนุ่มนวลชวนให้วางใจ
“เริ่มจากมองตาผมนะครับ”
แพรวาลอบมองเขาผ่านกระจกมองหลังอย่างเขินอายเล็กน้อย ดวงตากลมโตจับจ้องมาที่ดวงตาคมกริบของเขาที่สะท้อนจากกระจก เธอรวบรวมความกล้าแล้วเอ่ยถามเสียงเบา
“แบบนี้เหรอคะ”
“ใช่ครับ เก่งมากเลยครับคุณหนู”
แมนตอบพร้อมกับส่งรอยยิ้มกลับไปให้เธอผ่านกระจก ในใจของเขากำลังเต้นระรัว
“คนอะไรจะน่ารักขนาดนี้ แบบนี้ต้องคอยช่วยเธออย่างใกล้ชิดแล้วล่ะนะ”
ความคิดชั่วร้ายผุดขึ้นมาในหัว พร้อมกับยิ้มในใจอย่างมีความสุข