มี่จื่อสาวใช้จำเป็น

    ตอนที่ 39 สีซอ

    เช้าวันนี้ฉันเดินไปที่ห้องเรียนพร้อมกับเฝิ่นลู่ และฉิงซวง ส่วนเพ่ยซานกับจื่อเถิงไปที่ห้องเรียนก่อนแล้ว ฉันนั่งลงตรงที่นั่งด้านข้างหลวนเฉิน และทักทายเขากับจิ่นเกอตามปกติ ไม่นานนักก็มีสาวสวยหน้าคม คิ้วโก่ง ผมยาวมากถึงก้นใส่ชุดคลุมสีเทา เดินเข้ามาพร้อมกับชายชุดขาวเสื้อคลุมสีดำคนหนึ่ง เมื่อฉันเห็นหน้าก็ทำเอาฉันตะลึงตกใจพร้อมกับเสียงฮือฮาตื่นเต้นของเด็กสาวในห้อง เพราะเขาคนนั้นคือเหยียนเหล่ย ศิษย์พี่กันฮวาจึงแนะนำกับทุกคนว่า…


         กันฮวา : ท่านนี้คืออาจารย์ศิษย์พี่สี่เหยียนเหล่ย เคยสอนวิชาอักขระและมนต์โบราณขั้นสูงในสำนักเฟยอวี่ของเรา แต่อาจารย์ศิษย์พี่สี่ย้ายกลับไปอยู่ที่จวนฮุ่ยเฉิง เพื่อสะดวกในการช่วยงานราชสำนักและหน่วยสืบสวน แต่ตอนนี้อาจารย์ศิษย์พี่สี่กลับมาพำนักที่สำนักและจะกลับมาสอน พวกเจ้าต้องตั้งใจเรียนเพราะอาจารย์ศิษย์พี่สี่เก่งมาก


    ในขณะที่กันฮวากำลังแนะนำเหยียนเหล่ยให้ศิษย์ใหม่ในห้องได้รู้จัก หลวนเฉินก็หันมากระซิบพูดคุยกับฉัน โดยมีจิ่นเกอเพื่อนคู่หูเอี้ยวตัวมาร่วมคุยด้วย หลวนเฉินพูดกับฉันว่า


    หลวนเฉิน : ที่แท้คนที่เล่นกู่เจิงเมื่อคืนคืออาจารย์ศิษย์พี่สี่ ข้าได้ยินมาว่าเขาเป็นคนเก่งมาก ล่าสุดสร้างผลงานไขปริศนารมังกรเจ้าสำราญได้ ข่าวยังลือกันอีกว่าอาจารย์ศิษย์พี่สี่มีหญิงรับใช้คนสนิทคนหนึ่งคอยช่วยไขปริศนาด้วย และหญิงรับใช้คนนั้นเป็นคนชี้จุดให้พบไข่มุกเบญจมาศ ข้าอยากเห็นหน้าหญิงรับใช้คนนั้นจังเลย หน้าตาจะเป็นยังไงนะ?

    มี่จื่อ : เอ่อ…ข้าคิดว่าหน้าตาของนางก็น่าจะดีนะ

          จิ่นเกอ : แต่เมื่อวานข้าเห็นชายรับใช้เดินเข้าเดินออกขนของในเขตเรือนพักอาจารย์ ข้าไม่เห็นมีผู้หญิง ข่าวเจ้าผิดหรือเปล่า?

        หลวนเฉิน : ข่าวมาผิดงั้นรึ?!

            มี่จื่อ : ชู่วววว...เริ่มเรียนกันแล้ว


          ฉันรีบตัดบทสนทนาของหลวนเฉิน เพราะเห็นเหยียนเหล่ยกำลังจะพูดกับศิษย์ในห้อง หลวนเฉินจึงหันมากระซิบกระซาบกับฉันอีกว่า วันนี้เขาลืมหยิบตำรามาจะขอดูตำราเล่มเดียวกันกับฉันจึงขยับโต๊ะเข้ามาใกล้ๆ ฉันจึงแบ่งตำราให้เขาดูด้วย แต่สายตาฉันกลับไม่ได้จับจ้องอยู่ที่ตำราเลยสักนิด เพราะกำลังจับจ้องมองอยู่ที่เหยียนเหล่ย แต่เหยียนเหล่ยมองกลับมาด้วยสายตาเหมือนมีอะไรอยู่ในใจ จากนั้นเขาก็พูดบอกศิษย์ทุกคนว่า วันนี้เขาจะขอดูการเรียนของพวกเราก่อน เพื่อจะดูว่าใครมีพื้นฐานความรู้มากน้อยเพียงใด


    ศิษย์พี่กันฮวาจึงเริ่มการสอน โดยกล่าวว่าจะทบทวนวิชาการปลดมนต์จากที่เรียนไปเมื่อวันก่อน กันฮวาจึงสร้างกำแพงมนต์สกัดกั้นแบบเดียวกับเมื่อคืน ที่ใช้สกัดกั้นฉันกับพวกของหลวนเฉินตอนไปแอบดูเหยียนเหล่ยดีดกู่เจิง กันฮวาจึงเรียกให้ศิษย์ให้ออกมาปลดมนต์ทีละคน และบอกว่าถ้าใครปลดมนต์นี้ได้จะให้คะแนนพิเศษกับคนนั้น


        เจียวจ้านเด็กหนุ่มที่มักทำตัวเป็นหัวหน้าห้อง ยกมือขึ้นทักบอกศิษย์พี่กันฮวาว่า มนต์สกัดกั้นขั้นสูงนี้พวกเขายังไม่เคยเรียนและคงจะไม่มีใครปลดมนต์นี้ได้ แต่กันฮวาก็อ้างว่าวันหนึ่งพวกเราก็ต้องเรียน จึงอยากให้พวกเราได้เห็น และทำความคุ้นเคยกับมนต์ขั้นสูงจะได้กระตือรือร้นไฝ่เรียนกันมากขึ้น


          ลูกศิษย์ในห้องถูกเรียกออกไปปลดมนต์ทีละคน แต่ทุกคนล้วนปลดมนต์ไม่ได้ จิ่นเกอจึงหันมากระซิบกระซาบกับฉันว่า ฉันต้องได้คะแนนพิเศษแน่ๆเพราะฉันเพิ่งจะปลดมนต์สกัดกั้นนี้ได้เมื่อคืน แต่หลวนเฉินหันมามองหน้าสบตากับฉัน ส่งสัญญาณส่ายหน้าเล็กน้อยเหมือนรู้ใจกัน ฉันจึงพยักหน้าตอบกลับเบาๆว่า "อืม" เป็นสัญญาณว่ารู้แล้ว


    กันฮวามองดูศิษย์ในห้องทุกคนที่ออกไปปลดมนต์เหมือนจับผิด แต่ทุกคนดูไม่มีอะไรผิดปกติเพราะพวกเขาไม่รู้มนต์ขึ้นสูงนี้จริงๆ พอถึงฉันต้องออกไปปลดมนต์ฉันหันไปมองสบตากับเหยียนเหล่ยนิดหนึ่ง ก็เห็นเขาจ้องมองกลับมาด้วยแววตาสงสัยเหมือนเขาจะรู้อะไรมาบางอย่าง


    ฉันจึงหลบตาเหยืยนเหล่ยแล้วหันไปมองที่กำแพงมนต์สกัดกั้น ซึ่งความจริงแล้วฉันมองเห็นอักขระปลดมนต์ตั้งแต่นั่งอยู่ที่โต๊ะแล้ว แต่แกล้งมองผ่านทำเป็นมองไม่เห็นอักขระปลดมนต์ แล้วทำหน้าครุ่นคิดเกาหัวว่าหาอักขระปลดมนต์ไม่เจอ จากนั้นจึงแกล้งจิ้มนิ้วผิดๆที่อักขระตัวอื่นแทน จนกันฮวาถามฉันด้วยคำถามดูแคลนว่า


         กันฮวา : ข้าได้ยินมาว่าเจ้าสามารถปลดมนต์กักขังห้าธาตุของท่านเจ้าสำนักได้ แต่นี่แค่มนต์สกัดกั้นธรรมดาเจ้ากลับปลดมนต์ไม่ได้รึ?! หรือนั่นเป็นเพียงแค่คำกล่าวอ้างกันแน่?

            มี่จื่อ : เอ่อ...คือ...

           เฝิ่นลู่ : ศิษย์พี่กันฮวา วันนี้มี่จือไม่ค่อยสบายเห็นเมื่อเช้าบ่นว่าปวดหัว

        เพ่ยซาน : แต่เมื่อคืนข้ายังเห็นปกติดีอยู่เลย มืดค่ำยังออกไปเดินเล่นได้ เช้ามาก็บอกว่าไม่สบายปวดหัว ดูเหมือนแกล้งป่วย!

          ฉิงซวง : กลางคืนมีน้ำค้างลงมี่จื่อก็เลยไม่สบายน่ะสิ!

           มี่จื่อ : ใช่ๆ! ข้าปวดหัวตุ๊บๆคิดอะไรไม่ออกเลย

         กันฮวา : เมื่อคืนเจ้าไปเดินเล่นกับใคร ไปกันกี่คน?!

    เหยียนเหล่ย : เอ๊ะ?!!! มีลูกศิษย์ไม่สบายปวดหัวรึ? ไหนให้ข้าดูซิ!


    ฉันแอบส่งสัญญานทางสายตาให้เหยียนเหล่ย ซึ่งเขาเองก็เหมือนจะรู้และเข้าใจความหมายที่ฉันส่งไป เขารีบเดินเข้ามาขัดจังหวะเอามือมาแตะทาบที่หน้าผากฉันเพื่อวัดไข้แล้วแกล้งพูดว่าตัวร้อนๆ จะพาฉันไปเอายาที่อาจารย์จินไห่ กันฮวาจึงรีบพูดขัดขึ้นว่านางมียาเดี๋ยวจะไปเอามาให้ แต่เหยียนเหล่ยตอบห้วนๆว่าไม่ต้อง เดี๋ยวเขาจะพาฉันไปเอายาที่จินไห่เอง ส่วนกันฮวาให้อยู่สอนศิษย์ใหม่ที่นี่


          เหยียนเหล่ยคือฮีโร่ขี่ม้าขาวสำหรับฉันจริงๆ เพราะเขาพาฉันเดินออกไปจากห้องเรียน ทำให้กันฮวาไม่กล้าขัดคำสั่งตอแยจับผิดฉันอีก ส่วนกลุ่มเพื่อนต่างพากันถอนหายใจโล่งอกที่ฉันสามารถหลบเลี่ยงกันฮวาออกมาได้ จนเราเดินออกห่างจากห้องเรียนมาได้สักระยะ จึงกล่าวขอบคุณเหยียนเหล่ยที่พาฉันออกมา แต่เหยียนเหล่ยกลับตอบว่า


    เหยียนเหล่ย : กลุ่มเด็กซนที่แอบเข้าไปในเขตที่พักอาจารย์เมื่อคืนคือกลุ่มพวกเจ้าล่ะสิ?

            มี่จื่อ : ทำไมท่านรู้? แต่พวกข้าไม่ได้เข้าไปทำเรื่องไม่ดี แค่อยากเข้าไปดูว่าใครเล่นกู่เจิงไพเราะเหลือเกิน แต่พอเห็นแล้วว่าเป็นท่าน พวกเราก็รีบกลับกันออกมา แต่โชคไม่ดีเจอกับศิษย์พี่กันฮวา

    เหยียนเหล่ย : ที่ข้ารู้เพราะจินไห่บอกข้า ว่าเห็นเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังถูกกันฮวาไล่ตามจับ และเห็นคนหนึ่งสามารถปลดมนต์ขั้นสูงได้ ซึ่งในกลุ่มเด็กไม่มีใครทำได้นอกจากเจ้า จินไห่จึงช่วยเรียกกันฮวาไว้เพื่อไม่ให้ไล่ตามพวกเจ้าไป กฎของสำนักคือไม่ให้ศิษย์เข้าไปในเขตที่พักอาจารย์ในตอนกลางคืน แต่เจ้ากลับเป็นหัวโจกพาพวกเขาแอบเข้าไป ถ้าพวกเจ้าได้รับอันตรายจากการทดสอบวิชาของพวกอาจารย์จะทำยังไง โชคดีที่เมื่อคืนศิษย์พี่ใหญ่ไม่ได้ทดสอบกระบี่ มิเช่นนั่นพวกเจ้าคงถูกกระบี่บินไล่แทงไปแล้ว! มี่จื่อข้าเป็นห่วงเจ้าอย่าทำอะไรสุ่มเสี่ยงนักเลย

           มี่จื่อ : ข้าสำนึกผิดแล้ว ต่อไปจะไม่แอบเข้าไปในยามวิกาลอีก แต่เมื่อคืนท่านดีดกู่เจิงเพราะจังเลย

    เหยียนเหล่ย : นั่นเป็นเพราะข้าคิดถึงเจ้าจนนอนไม่หลับ จึงออกมาดีดกู่เจิงเพื่อส่งความคิดถึงให้เจ้ารับรู้ แต่ไม่คิดว่าเจ้าจะแอบเข้าไปดูข้า

    มี่จื่อ : ข้าก็คิดถึงท่าน ตอนนี้ข้าอยากจะจูบท่านให้หายคิดถึง แต่ว่า…ตอนนี้เราเป็นศิษย์กับอาจารย์ แล้วเราก็อยู่ในสำนัก เราจะจูบกันได้มั้ย?


          เหยียนเหล่ยจึงตอบฉันว่า กฎของสำนักห้ามศิษย์กับอาจารย์มีความรู้สึกพิเศษต่อกัน แต่ถ้าฉันจะยกน้ำชาให้เขาดื่มนั้นย่อมทำได้ไม่มีกฎห้าม และตอนนี้เขากำลังกระหายดื่มน้ำชาอยู่พอดี ถ้าฉันจะยกน้ำชาให้เขาดื่มตอนนี้เป็นเวลาที่เหมาะ เพราะเหล่าอาจารย์จะไม่อยู่เรือนออกไปสอนลูกศิษย์ เหยียนเหล่ยพูดจบก็หันมามองหน้าฉันแล้วยิ้มมุมปาก เป็นการบอกโค้ดลับ ว่าเราต้องรีบเดินให้ถึงเรือนพักของเขาไวๆ


    เมื่อเราเดินมาถึงหน้าเรือนที่พักของเหยียนเหล่ย อารมณ์ร้อนรุ่มวูบวาบของฉันก็ถูกดับลง เพราะจินไห่กำลังเดินตรงมาที่เรือนพักของเหยียนเหล่ยพอดี เขาบอกว่าจะมาขอยืมแท่งฝนหมึก เพราะแท่งฝนหมึกของเขาหมด ไปเบิกที่เรือนพัสดุก็ปิดเพราะเจ้าหน้าทีพัสดุป่วยเป็นไข้หวัด เหยียนเหล่ยจึงเดินเข้าไปหยิบแท่งฝนหมึกมาให้จินไห่สองแท่ง คงกะว่าจะไม่ให้จินไห่มายืมแท่งหมึกขัดคอเราอีก


    แต่จินไห่เหมือนจะรู้ว่าฉันกับเหยียนเหล่ยกำลังจะแอบทำเรื่องผิดกฏในสำนัก เขาจึงถามฉันว่าทำไมจึงมาอยู่ที่นี่ ฉันตอบว่าเหยียนเหล่ยพาฉันมาหลบกันฮวา ที่พยายามจับผิดเพราะแอบเข้ามาที่นี่ในตอนกลางคืน จินไห่จึงตักเตือนฉันว่าอย่าทำอีกเพราะที่นี่ในตอนกลางคืนนั้นอันตราย และบอกให้ฉันเอาซอมาฝึกซ้อมเพื่อรอเวลาไปเรียนวิชาดนตรีพร้อมกันกับเขา


    เหยียนเหล่ยเมื่อเห็นว่าจินไห่คงไม่ยอมปล่อยให้เราอยู่กันตามลำพัง เขาจึงบอกให้ฉันฝึกสีซอตามที่จินไห่สั่ง เพราะเหยียนเหล่ยเองก็ไม่อยากให้ฉันสอบตกในวิชาดนตรี แม้จะเป็นวิชาที่ฉันไม่ถนัดเลยก็ตาม จินไห่จึงเดินกลับเรือนที่พักเพื่อไปหยิบซอเออร์หูมาให้ฉันฝึก ฉันจึงหันไปบ่นง๊องแง๊งกับเหยียนเหล่ยว่าจินไห่เข้มงวด ไม่ยอมปล่อยให้เราได้อยู่กันตามลำพังเลย


    เหยียนเหล่ยจึงตอบว่าจินไห่แม้จะมีอายุน้อย แต่จินไห่เป็นคนที่เคร่งครัดในกฏของสำนัก และมีพรสวรรค์ทางด้านดนตรีจนสามารถเลื่อนเป็นศิษย์ระดับสูงลำดับที่ห้าได้เร็วกว่าศิษย์ในรุ่นเดียวกัน และที่จินไห่เข้มงวดกับฉันให้ฝึกหัดดนตรี นั่นก็คือวิธีการช่วยเหลือที่เขาพยายามช่วยฉันในสำนัก ฉันจึงรับปากกับเหยียนเหล่ยว่าจะตั้งใจฝึก และจะพยายามสอบให้ผ่านวิชาดนตรีของจินไห่ให้ได้


    สักพักจินไห่ก็เดินกลับมาพร้อมซอเออร์หูในมือสองตัว ในตอนแรกจินไห่จะสีซอนำแล้วให้ฉันสีซอตาม โดยมีเหยียนเหล่ยนั่งประกบอยู่ข้างๆ คอยกำกับจังหวะและบอกโน๊ตดนตรี จนกระทั่งฉันจดจำและพอจะทำได้นิดหน่อย จินไห่จึงปล่อยให้ฉันลองสีซอคนเดียวโดยที่ไม่มีเขาสีซอคลอตาม แต่เสียงซอที่ฉันสีกลับเพี้ยนสะเทือนแก้วหู จนเหยียนเหล่ยถึงกับหลับตาขมวดคิ้วเอื้อมมือมาจับมือฉันให้หยุด


    เขาบอกว่ามันเป็นเสียงซอที่ฟังแล้วทรมานหู ถ้าฉันใส่พลังแฝงเข้าไปในขณะสี คงทำให้คนฟังตายอย่างทรมานดุจได้ยินเสียงจากนรก ดูแล้วฉันคงเอาดีทางด้านดนตรีไม่ได้ ไม่มีปมเด่นให้สนับสนุนเลย จินไห่แม้จะรู้สึกขำกับคำพูดของเหยียนเหล่ย แต่เขาก็กลั้นขำไว้ แล้วหันมาให้กำลังใจฉันว่าความพยายามจะทำให้ประสบความสำเร็จ


    จินไห่จึงให้ฉันลองสีซออีกครั้ง ซึ่งคนทั้งสองพยายามทนฟังเสียงซอของฉันยังไม่ถึงครึ่งของบทเพลง จินไห่ก็บอกว่าได้เวลาไปเรียนแล้วทั้งๆที่ยังไม่ถึงเวลา จินไห่บอกว่าถ้าอาจารย์ไปสาย ศิษย์ก็จะไปสายเช่นกัน ดังนั้นอาจารย์ควรเป็นตัวอย่างที่ดีให้ศิษย์ปฏิบัติตาม แต่นั่นคงเป็นข้ออ้างที่เขาทนฟังฉันสีซอไม่ไหวมากกว่า


    ซึ่งก่อนออกจากเรือนพัก เหยียนเหล่ยยื่นตำรามาให้ฉันเล่มหนึ่ง แล้วบอกว่าเป็นตำราเรียนวิชาอักขระโบราณของเขา ให้ฉันใช้ตำราเล่มนี้ส่วนเล่มเก่าก็ยกให้เพื่อนโต๊ะข้างๆไป ฉันจึงนึกขึ้นได้ว่าตอนนั้นหลวนเฉินขอยืมดูตำรากับฉัน จึงทำให้เหยียนเหล่ยเกิดอาการหึงหวง


          เมื่อฉันกับจินไห่เดินกลับเข้าห้องเรียนไปด้วยกัน ทำให้เพื่อนร่วมชั้นเรียนจ้องมองด้วยความสนใจ และกลายเป็นที่อิจฉาของสาวๆที่ไม่มีโอกาสได้ใกล้ชิดอาจารย์หนุ่ม จนฉิงซวงแซวฉันว่า ก่อนหน้านี้หายออกไปกับอาจารย์ศิษย์พี่สี่ แล้วกลับมาอีกครั้งกับอาจารย์ศิษย์พี่ห้า ทำยังไงถึงจะมีโอกาสแบบนี้บ้าง ฉันจึงตอบกลับไปว่าบังเอิญเจอกันที่เรือนพักอาจารย์ศิษย์พี่สี่จึงเดินมาด้วยกัน


    พอฉันเข้านั่งประจำที่โต๊ะ หลวนเฉินถามฉันว่าหายไปไหนมาตั้งนาน ฉันตอบว่าฝึกสีซออยู่กับอาจารย์ศิษย์พี่สี่และศิษย์พี่ห้า เพื่อรอให้ศิษย์พี่กันฮวาไปก่อนจึงค่อยกลับมา หลวนเฉินจึงหยิบตำราเก่าของฉันส่งคืนให้ ฉันจึงทำตามที่เหยียนเหล่ยสั่งจึงให้ตำราเล่มนั้นกับหลวนเฉิน แล้วบอกเขาว่าฉันมีตำราเล่มใหม่แล้วอาจารย์ศิษย์พี่สี่ให้มา


    หลวนเฉินจึงขอดูและเปิดดูภายในก็ร้อง โอ้โห! ขึ้นมาทันทีเพราะในตำรา มีจดบันทึกรายละเอียดอักขระอื่นนอกตำราไว้ด้วย หลวนเฉินจึงถามฉันว่าอักขระรูปร่างแปลกๆที่เขียนไว้ตรงที่ว่างด้านล่างคืออักขระอะไรและอ่านว่าอะไร ฉันจึงลืมตัวตอบไปว่าอักขระชนเผ่าดาวบูรพา อ่านว่าขนแกะทองคำ หลวนเฉินทำหน้าสงสัยถามต่ออีกว่าฉันอ่านออกได้ยังไง ฉันจึงรีบแก้ตัวไปว่าเดามั่ว แล้วเสียงของจินไห่ก็แทรกดังขึ้นมาจากทางหน้าห้องว่า


          จินไห่ : เจ้าสองคนคุยกันเสร็จรึยัง พร้อมจะเรียนกับข้าได้รึยัง?!


         จากนั้นจินไห่ให้ทุกคนหัดเล่นซอเออร์หู ซึ่งทุกคนส่วนใหญ่จะเล่นได้แม้จะไม่เก่งมากนักแต่ดูเหมือนพวกเขาจะมีพื้นฐานการศึกษาด้านดนตรีมาดีทุกคน ยกเว้นฉันที่ชอบฟังเพลงแต่ไม่เคยมีพื้นฐานการเล่นเครื่องดนตรีมาก่อนเลยสักชิ้น เสียงซอของฉันยังคงเพี้ยนเสียงอี๊ ออ อี๊ ออ จนเพื่อนๆพากันหัวเราะเห็นฉันเป็นตัวตลก ซึ่งก็ไม่พ้นต้องเจอคำพูดจาเสียดสีของเพ่ยซานว่า


        เพ่ยซาน : ดูก็รู้ว่าไม่มีความสามารถด้านดนตรีเลย ก็แค่คลายมนต์กักขังห้าธาตุได้เท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นๆไม่เห็นจะทำอะไรเป็น แย่ยิ่งกว่าสาวใช้ที่บ้านข้าเสียอีก

         ฉิงซวง : แต่เมื่อคืนมี่จื่อ...!

          เฝิ่นลู่ : ฉิงซวง! อย่าไปสนใจเลย เราไปช่วยสอนมี่จื่อสีซอกันดีกว่า

          จื่อเถิง : สอนไปก็เสียเวลาเปล่า!

       หลวนเฉิน : เสียเวลาเปล่าแค่ไหนเราก็จะสอนมี่จื่อให้เป็นให้ได้!


          หลังจากการทดสอบความสามารถสีซอเออร์หู จนฉันกลายเป็นที่ขบขันของเพื่อนในห้องไปแล้ว จินไห่ก็สอนให้เราเพิ่มพลังแฝงเข้าไปในบทเพลงที่เรากำลังบรรเลงอยู่ สามารถเปลี่ยนเสียงดนตรีให้เป็นพลังบำบัด และในขณะเดียวกันก็สามารถเปลี่ยนให้เป็นพลังโจมตีที่แข็งแกร่งได้ จินไห่จึงแสดงตัวอย่างให้พวกเราดู ด้วยการสีซอเพลงช้าเพิ่มพลังแฝงบำบัดให้รู้สึกผ่อนคลาย เคลิบเคลิ้ม จากนั้นก็เปลี่ยนท่วงทำนองให้เร็วและหนักแน่นขึ้นจนรู้สึกถึงพลังที่ส่งออกมาทำให้อ่างบัวที่วางประดับอยู่มุมห้องแตกกระจายบนพื้นน้ำไหลนอง ทำให้ลูกศิษย์ทุกคนในห้องต่างตกตะลึงกับพลังที่เห็น


        เจียวจ้านจึงยกมือขึ้นถามจินไห่ว่า เขาเคยได้ยินมาว่าเพลงขลุ่ยกักวิญญาณของจินไห่สามารถปลิดชีพศัตรูโดยปราศจากบาดแผลและรอยเลือด เจียวจ้านจึงขอให้จินไห่แสดงวิชาขลุ่ยกักวิญญานให้พวกเราได้เห็นสักครั้ง แต่จินไห่ตอบปฏิเสธ แล้วบอกกับเจียวจ้านว่า เขาไม่มีคนที่อยากจะฆ่าอยู่ที่นี่ และไม่มีใครที่นี่เป็นศัตรูของเขา จากนั้นจินไห่ก็บอกกับศิษย์ทุกคนในห้องอีกว่า พรุ่งนี้เขาจะสอบสีซอเออร์หู


            มี่จื่อ : เดี๋ยว! ทำไมสอบเร็วนักล่ะ ข้าเพิ่งเรียนสีซอได้วันเดียวเอง!

          จินไห่ : แต่คนอื่นเรียนได้หลายสัปดาห์แล้ว เจ้ามาเข้าเรียนช้าเอง ดังนั้นเจ้าต้องพยายามตามคนอื่นให้ทัน ไม่ใช่ให้คนทั้งห้องมารอเจ้าเพียงคนเดียว

           มี่จื่อ : แต่เพิ่งเรียนกันได้ไม่กี่สัปดาห์ก็สอบแล้ว สอบเร็วเกินไปรึเปล่า?

          จินไห่ : เราสอบเร็วและสอบบ่อยเพื่อให้ทุกคนกระตือรือล้นไม่เกียจคร้าน และหมั่นฝึกฝนวิชาอยู่เสมอ ถ้าใครไม่ผ่านการสอบบ่อยครั้งหรือผลการสอบต่ำกว่าเกณฑ์จะถูกนำมาพิจารณาตัดสิทธิ์การเรียนในระดับขั้นต่อไป


          หลังจากช่วยกันเก็บกวาดอ่างบัวเสร็จฉันกับกลุ่มเพื่อน มานั่งฝึกสีซอเออร์หูด้วยกัน ทุกคนช่วยสอนฉันสีซอที่สอนเท่าไหร่ก็ยังไม่เป็นสักที จนถึงช่วงบ่ายต้องเรียนวิชากระบี่และการต่อสู้กับอาจารย์ศิษย์พี่ใหญ่ เป็นวิชาที่ฉันอยากเรียนและอยากใช้วิชานี้ให้เป็นประโยชน์ เพื่อควบคุมพลังหมื่นบุปผาให้ควบคุมง่ายขึ้น


    อาจารย์ศิษย์พี่ใหญ่พาเราไปที่ลานฝึกซ้อมให้ใช้กระบี่ไม้ ด้วยความชอบส่วนตัวและเคยมีพื้นฐานฝึกกับเหยียนเหล่ยมาก่อน ทำให้ฉันสามารถฝึกกระบี่และการต่อสู้ออกมาได้ดีพอสมควร จึงสามารถกู้หน้าคืนให้ตัวเองได้บ้างจากที่เสียหน้ายับเยินในวิชาดนตรี


           อาจารย์ศิษย์พี่ใหญ่สอนทุกคนให้บังคับกระบี่ด้วยพลังแฝง เพื่อเพิ่มพลังให้กับกระบี่ ในขณะที่กำลังฝึกซ้อมกันอยู่นั้น เจ้าสำนักเฟยเทียนและอาจารย์ศิษย์พี่คนอื่นๆรวมทั้งเหยียนเหล่ย และกันฮวาที่ติดตามมาด้วย แล้วอาจารย์ศิษย์พี่ใหญ่ก็ประกาศต่อหน้าทุกคนว่า เจ้าสำนักเฟยเทียนมาชมการฝึกวิชาของลูกศิษย์ใหม่ และยังบอกอีกว่าอีกไม่กี่วันข้างหน้าจะมีงานฉลองของสำนักไป๋หู่ จะมีเหล่าขุนนาง ชาวยุทธ และเจ้าสำนักน้อยใหญ่จะไปร่วมงาน


    แต่เจ้าสำนักเฟยเทียนจะส่งศิษย์พี่สี่ต่งเหยียนเหล่ยและฉันไปเป็นตัวแทนของสำนักเฟยอวี่ แต่อาจารย์เจ้าสำนักเห็นว่าลูกศิษย์ใหม่ควรมีประสบการณ์ได้พบปะกับเหล่าชาวยุทธ จะได้มีความกระตือรือร้นและฝึกฝนฝีมืออยู่เสมอ โดยจะคัดเลือกศิษย์ใหม่ฝีมือดีกลุ่มหนึ่งให้ติดตามไปด้วย โดยจะดูผลการสอบโดยรวมจากการสอบแต่ละวิชาภายในสองสัปดาห์นี้ ทำให้ลูกศิษย์หลายคนเกิดความไม่พอใจที่ฉันได้รับคัดเลือกโดยไม่ต้องสอบคัดเลือกเหมือนศิษย์คนอื่นๆ โดยมีเจียวจ้าน เพ่ยซาน และจื่อเถิง เป็นหัวโจกคัดค้าน เจ้าสำนักเฟยเทียนจึงถามฉันว่า


         เฟยเทียน : มี่จื่อ! เจ้ากล้าพิสูจน์ตัวเองมั้ย ว่าเจ้าสมควรได้ไปร่วมงานเลี้ยงสำนักไป๋หู่

           มี่จื่อ : ขะ ข้ากล้า!

      เฟยเทียน : ดี! สำนักเราเริ่มมีบรรยากาศคึกคัก ข้าชอบ เริ่มสอบแข่งขันตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป

     ศิษย์พี่ใหญ่ : พรุ่งนี้ข้าจะสอบควบคุมกระบี่ด้วยพลังแฝง ขอให้ทุกคนฝึกฝนกันให้ดี!


          เรื่องวิชาการต่อสู้และกระบี่ฉันรู้สึกกังวลเล็กน้อย แต่เรื่องที่ทำให้ฉันรู้สึกกังวลมากที่สุดคือวิชาดนตรี ซึ่งฉันเองยังไม่รู้จะสีซอยังไงให้เสียงไพเราะไม่เพี้ยน มันช่างยากเย็นยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขาเสียอีก มิหนำซ้ำวิชาพลังธรรมชาติของศิษย์พี่รองก็ยังไปเข้าเรียนไม่ได้ มีหวังคะแนนสอบรวมคงไม่พอแน่ๆ


    ฉันจึงนั่งลงครุ่นคิดว่าจะทำยังไงดี ฉิงซวงจึงเสนอขึ้นมาว่า หลังเลิกเรียนพวกเราควรไปฝึกซ้อมซอเออร์หู และไปขอร้องอาจารย์ศิษย์พี่รองให้ฉันได้เข้าเรียน ซึ่งเราทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นเรื่องที่ควรกระทำโดยด่วน


          หลังเลิกเรียนเราทั้งห้าคนไปขอเข้าพบอาจารย์ศิษย์พี่รองที่ห้องพัก ระหว่างทางต้องเดินผ่านเรือนที่พักของเหยียนเหล่ย ก็เห็นฟูหลิวกำลังยืนกวาดพื้นอยู่หน้าเรือน ฉันจึงโบกมือทักทายเขาโดยอ้างว่ารู้จักกับฟูหลิวตอนที่มาหลบศิษย์พี่กันฮวา และเมื่อเราเดินมาถึงเรือนที่พักของอาจารย์ศิษย์พี่รอง เราทั้งห้าคนจึงช่วยกันขอร้องให้อาจารย์ศิษย์พี่รองยอมอนุญาตให้ฉันได้กลับเข้าเรียนวิชาพลังธรรมชาติอีกครั้ง เพราะตอนนี้ฉันสามารถควบคุมพลังแฝงได้แล้ว


    อาจารย์ศิษย์พี่รองจึงให้ฉันทดสอบยืมพลังธรรมชาติลมให้เขาดูอีกครั้ง ฉันจึงเรียกลมพายุหมุนให้พัดเศษใบไม้ที่หล่นเกลื่อนอยู่หน้าเรือนให้พัดหายไปจนหมดดูสะอาดตา เพื่อให้อาจารย์ศิษย์พี่รองเห็นว่าฉันสามารถควบคุมพลังแฝงให้ปลอดภัยและมีประโยชน์ต่อผู้อื่นเพียงใด ทำให้อาจารย์ศิษย์พี่รองรู้สึกชอบและพอใจ จึงยินยอมให้ฉันกลับเข้าเรียนและสามารถเข้าสอบแข่งขันได้


          จากนั้นเราจึงเดินกลับออกจากเรือนของอาจารย์ศิษย์พี่รอง เพื่อกลับไปฝึกสีซอเอ้อร์หูกันต่อ ตอนขากลับออกมาเรายังคงเห็นฟูหลิวกวาดพื้นอยู่ แต่ครั้งนี้เขากวาดพื้นไปบ่นไป อีกทั้งยังมีเหยียนเหล่ยยืนกอดอกหน้านิ่งดูฟูหลิวกวาดพื้นอยู่หน้าเรือน เราทั้งห้าคนจึงหันหน้าไปทำความเคารพเหยียนเหล่ย และกำลังจะเดินออกไปจากเขตที่พักอาจารย์ แต่เหยียนเหล่ยกลับกวักมือเรียก พวกเราทั้งห้าคนจึงเดินเข้าไปหาเขาที่เรือน ก็เห็นใบไม้ร่วงเกลื่อนเต็มหน้าเรือนพร้อมเสียงฟูหลิวที่บ่นว่า


    ฟูหลิว : ข้าเพิ่งกวาดหน้าเรือนจนสะอาด จู่ๆลมหมุนอะไรก็ไม่รู้พัดเศษใบไม้ใบหญ้ามาตกที่เรือนนี้เต็มไปหมด!!

           มี่จื่อ : โอ๊ะโอ!!

    เหยียนเหล่ย : มี่จื่อ! ฝีมือเจ้าใช่มั้ย? เห็นเรือนข้าเป็นที่ทิ้งขยะงั้นรึ?!

           มี่จื่อ : แหม! ไม่คิดว่าลมจะพัดขยะมาตกที่นี่ ข้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ

         เฝิ่นลู่ : อาจารย์ศิษย์พี่สี่ เดี๋ยวพวกเราจะเก็บกวาดให้เดี๋ยวนี้แหละ


    เหยียนเหล่ยจึงถามเราต่ออีกว่า เข้ามาทำอะไรในเขตที่พักอาจารย์ หลวนเฉินก็แย่งฉันตอบว่า เรามาพบอาจารย์ศิษย์พี่รอง มาขอร้องให้ฉันได้กลับเข้าเรียนอีกครั้ง และตอนนี้พวกเราจะกลับไปฝึกซอเออร์หู เหยียนเหล่ยจึงแนะนำสถานที่ฝึกด้านหลังเรือนใกล้ริมแม่น้ำ เพราะที่นั่นเงียบสงบทุกคนจะได้จะได้มีสมาธิ ซึ่งเหยียนเหล่ยอนุญาตให้พวกเราไปฝึกได้แต่ต้องกลับออกไปก่อนมืด


    หลวนเฉินกับจิ่นเกอจึงอาสาวิ่งกลับเรือนที่พักไปเอาซอเอ้อร์หูมาให้เรา เหยียนเหล่ยจึงพาสาวๆไปนั่งรออยู่ที่ริมแม่น้ำ ไม่นานนักหลวนเฉินกับจิ่นเกอก็ถือซอมาให้ครบทุกคนและเริ่มลงมือฝึกซ้อมกันทันที โดยมีเหยียนเหล่ยนั่งจิบชาที่ฟูหลิวยกมาให้ดื่ม และคอยดูเราฝึกซ้อมให้คำปรึกษา เหยียนเหล่ยบอกเราสีซอให้เขาฟังทีละคน แม้พวกหลวนเฉินจะสีซอกระท่อนกระแท่นกันสักหน่อยแต่ก็พอผ่านไปได้ จนถึงฉันที่ต้องสีซอให้เขาฟัง ซึ่งยังสีไม่จบเพลงเหยียนเหล่ยก็บอกให้ฉันหยุดแล้วพูดว่า


    เหยียนเหล่ย : เจ้ายิ่งฝึกแต่ก็ยังไม่ดีขึ้นเลย เสียงซอของเจ้าทำให้การดื่มชาของข้าไม่คล่องคอ ถ้าจินไห่ให้เจ้าสอบผ่านแน่นอนว่าศิษย์ทั้งสำนักคงครหาว่าจินไห่ตั้งใจช่วยเจ้าแน่นอน

         ฉิงซวง : มี่จือ อย่าเพิ่งท้อแท้

          เฝิ่นลู่ : มี่จื่อ เจ้าลองใส่ผลังแฝง บางทีอาจจะดีขึ้นก็ได้นะ!

    เหยียนเหล่ย : งั้นลองทำดูซิ


          ฉันจึงพยายามทำใจให้สงบและเพ่งพลังแฝงไปที่ซอ กำหนดอารมณ์ไปที่เสียงซอที่กำลังบรรเลงออกมา เสียงซอที่เพี้ยนบาดหู จนน้ำชาในถ้วยเกิดการสั่นสะเทือน ทำให้ทุกคนต้องเอามืออุดหู ฉิงซวงถึงกับกรีดร้องกรี๊ดออกมามีน้ำตาคลอ จนฉันและทุกคนตกใจรีบหยุดสีซอทันที ก็เห็นฉิงซวงที่กำลังนั่งคุดคู้เอามืออุดหูแน่น ส่วนคนอื่นๆก็ดูเหนื่อยอ่อนแรงอย่างแปลกประหลาด


            มี่จื่อ : ฉิงซวง! เกิดอะไรขึ้น เจ้ากรี๊ดทำไม?!

          ฉิงซวง : เสียงซอของเจ้าทำให้ข้าปวดหู และเกิดความรู้สึกหวาดกลัวอย่างบอกไม่ถูก ข้าไม่อยากได้ยินเสียงซอแบบนั้นอีกแล้ว!!

           เฝิ่นลู่ : ข้าก็รู้สึกเหมือนมันจะขาดใจ!

          จิ่นเกอ : พลังแฝงของเจ้าน่ากลัวเหลือเกิน ข้าเข้าใจแล้วทำไมอาจารย์ศิษย์พี่รองถึงไล่เจ้าออกจากห้องเรียนวันนั้น!!

         ฉิงซวง : มี่จื่อ! ข้าขอโทษ แต่ข้าหวาดกลัวเสียงซอของเจ้าจริงๆ!

           มี่จื่อ : ไม่เป็นไรนะฉิงซวง ข้าไม่โกรธเจ้าหรอก แค่ข้าเข้าใจผิดคิดว่าเจ้ากรี๊ดเพราะคลั่งใคล้เสียงซอของข้าเสียอีก ตอนนั้นข้ารู้สึกหลงตัวเองไปเลย ฮ่าฮ่า


    จากนั้นเราจึงนั่งพักหยุดฝึกสีซอ เพื่อให้ฉิงซวงหายหวาดกลัวจนอาการดีขึ้น จิ่นเกอจึงถามเหยียนเหล่ยถึงข้อสอบในวิชาของเขา ว่าจะออกสอบเกี่ยวกับอะไรบ้าง เหยียนเหล่ยตอบว่ากันฮวา จะเป็นคนออกข้อสอบ เพราะเขายังไม่ได้เข้าสอนพวกเราเขาจึงมอบหน้าที่ออกข้อสอบให้กันฮวา แต่คงจะออกสอบเรื่องที่พวกจิ่นเกอเคยเรียนกันไปแล้ว


    แล้วเหยียนเหล่ยก็บอกให้พวกเรากลับเรือนที่พักเพราะตอนนี้เย็นแล้ว แต่เขาหันมาบอกฉันว่าให้ตามเขากลับไปที่เรือนพักก่อน เพราะมีตำราเล่มหนึ่งจะมอบให้ หลวนเฉินจึงรีบพูดขึ้นว่าเขาจะไปเป็นเพื่อนฉันไปเอาตำรา แต่ฉันบอกหลวนเฉินว่าไม่ต้องตามไป เพราะฉันจะรีบไปและจะรีบกลับไปที่เรือน ฉันจึงยื่นซอให้หลวนเฉินฝากถือออกไปด้วย แล้วรีบเดินตามเหยียนเหล่ยไปที่เรือนของเขาทันที


          ฉันเดินตามเหยียนเหล่ยเข้าไปในห้อง แล้วโผกอดเขาด้วยความเป็นห่วงกลัวเขาจะได้รับบาดเจ็บจากซอเสียงนรกของฉัน เหยียนเหล่ยตอบว่าไม่เป็นอะไร แล้วกอดฉันกลับอย่างอ่อนโยน เขายังบอกอีกว่าอย่ากังวลถ้าฉันสอบตกวิชาดนตรี แต่วิชาอื่นให้ฉันพยายามทำให้ดีที่สุดก็พอ แต่ถ้าฉันไม่ได้ไปร่วมงานฉลองสำนักไป๋หู่ เขาก็จะไม่ไปเช่นกัน และจะให้จินไห่ไปแทนโทษฐานที่ให้ฉันสอบตก ฉันขำที่เหยียนเหล่ยพูดติดตลก แล้วถามเขาว่าถ้าเราดื่มน้ำชาร้อนๆกันตอนนี้จะทันเวลามั้ย


    เหยียนเหล่ยจึงจูบฉันให้สมกับความคิดถึง ที่เราไม่ได้นอนร่วมห้องกันอีกเลยตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ เขาไม่รอช้ารีบปลดเชือกกางเกงของเราออก แล้วยกขาฉันขึ้นข้างหนึ่ง สอดใส่แท่งเนื้อแข็งเข้าในรูช่องเนื้อกระแทกกระทั้นอยู่หลายครั้ง แบบเร่งทำเวลาจนฉันเสร็จเกร็งตัวก่อนเขาครั้งหนึ่ง จากนั้นจับฉันให้หันหน้าเข้าหาผนังห้องสองมือยันผนัง แล้วสอดใส่แท่งเนื้อแข็งเข้าในรูช่องเนื้อทางด้านหลัง กระแทกแท่งเนื้อเร็วถี่สักพักเขาก็เสร็จเกร็งตัวปล่อยน้ำอุ่นๆออกมา เราหันมากอดจูบดูดดื่มกันอีกครั้ง ก่อนที่เหยียนเหล่ยจะส่งตำราให้ฉันเล่มหนึ่งให้เดินถือออกมาจากเรือน แล้วเร่งให้ฉันรีบกลับเพราะฟ้าเริ่มจะมืดแล้ว

    คล้ายกับเรื่องมี่จื่อสาวใช้จำเป็น ที่คุณอ่าน