มองไปภายในห้องชั้นสองแห่งนี้หลากหลายโต๊ะนั่งเต็มไปด้วยผู้คน
เรื่องที่ผู้คนต่างให้ความสนใจและพูดถึงยังคงเป็นเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้น ทางเชิงเขาด้านหลัง !! ..แผ่นดินสั่นสะเทือน..!! ลมพายุปั่นป่วนรุนแรง ..!! พร้อมเสียงระเบิดที่ดังสนั่นหวั่นไหว..!! เหตุการณ์ที่ทำเอาหลายคนตื่นตกใจ วิ่งหนีกันวุ่นวายจนจ้าละหวั่น
ดีที่เป็นพื้นที่ส่วนตัวด้านหลังของโรงเตี้ยมแชน์ฮ๊วง และต่างกลัวอันตรายจากภูเขาถล่ม จึงมิมีใครถือวิสาสะเข้าไปสำรวจ กังหลงได้ฟังเช่นนั้นก็ทราบว่าสาเหตุส่วนใหญ่ของเรื่องราวนี้มาจากตน..นึกยิ้มในใจ ครุ่นคำนึงขั้นอย่างโล่งอก
"ดีที่มิมีใครรุดไปค้นหาสาเหตุ หากมิเช่นนั้นคงวุ่นวายต่อการตอบคำถามเป็นแน่แท้ คราต่อไปหากคิดจะทะลวงข้ามระดับคงต้องหาสถานที่อันมิดชิดไร้ผู้คน มิเช่นนั้นอาจมิโชคดีเช่นครานี้แน่ "
ในหลายโต๊ะเป็นนักสู้ธรรมดา และเป็นชาวบ้านธรรมดาที่มาดื่มกินกัน ยกเว้นโต๊ะริมระเบียงด้านตรงข้ามกังหลง ซึ่งนั่งหันหลังไว้ด้วยคนผู้หนึ่งรูปร่างสูงใหญ่กล้ามเป็นมัด ๆ ผู้หนึ่ง
คนผู้นี้ไว้ผมยาวประบ่าแต่งตัวด้วยผ้าสีทองมีราคา ..มิอาจเห็นโฉมหน้าชัดเจน.. แต่จากผิวกายดูคล้ายอายุไม่มากนัก ..ระดับปราณยุทธอยู่ที่ปราณขุนพลระดับสองขั้นห้า ขั้นสุด ...บนโต๊ะด้านหน้าวางไว้ด้วยสุราอาหารและถ้วยชามว่างเปล่า ซ้อนกันมากมาย นั่งดื่มกินอย่างตะกละตะกรามมิสนใจผู้ใด จนได้ยินเสียงขบเคี้ยวและบ่นพึมพำจากชายรูปร่างสูงใหญ่กล้ามเป็นมัด ๆ ผู้นั้น
"อืม ..ง่ำ ..ๆ..ซูีด.. ครึ่ก ๆ..ไม่ทราบท่านพ่อและพี่สาวไปที่ใดแล้วใยยังมาไม่ถึง บอกให้ข้ามารอรับประทานอาหารที่โรงเตี้ยมแห่งนี้ ..หิวจะตายอยู่แล้ว...ดื่มกินรอสึกครู่ก่อน หากยังไม่มาข้าจะไปเที่ยวชมเมืองสักหน่อย ...นาน ๆ จะได้ออกจากบ้านมาทั้งที..ครานี้ข้าจะเที่ยวให้คุ้ม ฮ่า ฮ่า "
เสียงพึมพำและเสียงดื่มกินอาหารดังมาเป็นระยะ กังหลงเห็นแล้วอดยิ้มและส่ายหัวในความตะกระตะกรามของอีกฝ่ายมิได้ ..
ชั่วครู่ผู้รับใช้นำอาหารมาส่งพร้อมสุราป้านหนึ่ง กังหลงมิเคยดื่มสุราทำท่าจะปฏิเสธแต่เหลือบมองที่โต๊ะอื่น ๆ ล้วนต่างมีสุราด้วยกันทั้งสิ้น จึงจำต้องจำใจให้ผู้รับใช้วางไว้ ....
"เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิวตาตาม คิดจะอยู่ในวงนักเลงย่อมมิอาจขาดสุราน้ำมิตร" !!
พลันนึกถึงวลีที่บิดาเคยพูดบ่อย ๆ ยามนั่งทานอาหารพร้อมหน้ากันในตระกูล
กังหลงเริ่มกินอาหาร รสชาดอาหารถือว่าดีเยี่ยมมิน่าถึงได้เป็นโรงเตี้ยมอันดับหนึ่งของเมืองเหอหนาน กินจนอิ่มหนำ..ผู้รับใช้รินสุราให้ถ้วยหนึ่ง พร้อมกล่าว
"นี่เป็นสุราหมื่นหอมหวล ซึ่งเป็นสุรามีชื่อของโรงเตี้ยมแชน์ฮ๊วง ขอรับนายท่าน"
ได้กลิ่นหอมลอยมา ..ถือโอกาสยกขึ้นจิบดู ทันทีที่น้ำสุราไหลลงสู่ลำคอ กังหลงถึงกับสำลัก พ่นน้ำสุราออกมา ใบหน้าแดงก่ำ พลันเกิดเสียงหัวเราะลั่นขึ้น !!..
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า น้องชาย เจ้ามิเคยดื่มสุรารึไร.. เจ้าคงเพิ่งออกจากบ้านมากระมัง มา ๆ ให้พี่ชายคนนี้จะสอนวิธีดื่มสุราให้เจ้า พี่ชายคนนี้จะสอนโดยมิคิดค่าเล่าเรียนสักแดงเดียว ฮ่า ฮ่า ฮ่า"
กังหลงเหลือบไปมองตามเสียง จึงเห็นเป็นชายหนุ่มร่างใหญ่ที่นั่งหันหลังฝั่งตรงข้ามตนก่อนหน้านี้ มิทราบแต่ชายหนุ่มร่างใหญ่คนนั้นได้หันกลับมาทางตนตั้งแต่เมื่อใด
บัดนี้ได้ชายหนุ่มร่างใหญ่ได้นั่งจ้องตนอยู่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม หัวเราะร่า จากหน้าตาดูเป็นชายหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกับตน หรืออาจจะเยาว์วัยกว่าตนก็มิมาก ใบหน้าดูเที่ยงธรรม หน้าผากกว้าง คิ้วหนา จมูกโด่ง ตาโต แววตานิ่งไม่รวนเร มองโดยรวมนับเป็นบุรุษเข้มแข็งเที่ยงธรรมผู้หนึ่ง
เมื่อเห็นผู้อื่นกล่าวทักทายด้วยไมตรีจิต และสายตานิ่งบริสุทธิ์ มิคล้ายมีแววเจ้าเล่ห์เจ้าอุบายใด ๆ
กังหลงนั้นตั้งแต่เล็กตนก็มิเคยมีเพื่อน เพราะถูกมองเป็นขยะ มิเคยมีใครอยากชิดใกล้ คนในวัยเดียวที่พูดคุยด้วยมีเพียงเยี่ยนฟางผู้เป็นน้องสาวเท่านั้น ออกจากบ้านคนเดียวครานี้มีคนพูดคุยสนทนาด้วย กลับมิเลวมากนัก กังหลงยิ้มขึ้นด้วยความละอาย พร้อมยกมือคารวะกล่าว
"ข้ากังหลง ขอคารวะพี่ท่าน มิทราบพี่ท่านชื่อเสียงเรียงนามใด พอดีข้าเพิ่งออกจากบ้านมาท่องเที่ยว คงต้องรบกวนพี่ท่านแนะนำแล้ว "
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าหยางเช็งซี เรียกสั้น ๆ ว่าหยางซีก็พอ ... ยินดีที่รู้จักเช่นกัน ข้าออกจากบ้านตามบิดากับพี่สาวมาเที่ยวเมืองนี้คราแรกเช่นกัน แต่การดื่มสุรามิใช่คราแรกของข้า ฮ่า ฮ่า ฮ่า"
หยางเช็งซีหัวเราะร่า พร้อมเดินมายังโต๊ะกังหลง นั่งเก้าอี้ด้านตรงข้ามพร้อมยกสุราทั้งป้านขึ้นเทลงลำคอรวดเดียวจนหมดสิ้น เสียงดัง ครั่ก ๆ พร้อมเอ่ยขึ้น
"สุราป้านนี้ข้าขอถือเป็นของขวัญแรกเจอของเราละกัน ฮ่า ฮ่า ฮ่า !!"
กังหลงไม่ถือสาในนิสัยห่าม ๆ ของอีกฝ่าย ดูจากการดื่มกินของอีกฝ่ายก่อนหน้านี้ เป็นผู้ที่กระทำการอย่างเปิดเผยมิเกรงกลัวสิ่งใด แย้มยิ้มขึ้น
"เชิญตามสบายพี่ท่าน ...ผู้รับใช้ขอสุราอีกห้าป้าน ค่าอาหารของพี่ชายท่านนี้ให้มาคิดรวมกับของข้าก็แล้วกัน"
"ฮ่า ฮ่า มันต้องอย่างนี้สิ เดี๋ยวหยางซีผู้นี้จะสอนเทคนิคการดื่มสุราให้น้องท่านชำนาญเอง"
หยางเช็งซี ก็ไม่ปฏิเสธในไมตรีนี้และยิ่งรู้สึกถูกใจในความในกว้างของบุรุษหนุ่มท่าทางอ่อนแอผู้นี้ เพราะตนออกจากบ้านครานี้บิดาให้เงินติดตัวมาเพียงเล็กน้อยพอได้ดื่มกินตามปกติ แต่ตนได้ใช้จ่ายดื่มกินไปจนเกือบหมดแล้ว
เมื่อมีคนจ่ายค่าดื่มกินให้เช่นนี้จึงยินดียิ่ง แม้หยางเช็งซีดูภายนอกจะเป็นคนหยาบกระด้าง แต่แท้จริงเป็นคนยึดถือคุณธรรมน้ำมิตรยิ่ง เมื่อได้รับน้ำใจจากบุรุษหนุ่มท่าทางอ่อนแอที่เพิ่งพบหน้านี้
หยางเช็งซีจึงตั้งใจไว้ว่า หลังจากนี้จะคอยดูแลปกป้องกังหลง ชายหนุ่มผู้บอบบางเบื้องหน้า ขณะอยู่ในที่นี้จะมิให้ใครมารังแกเขาได้ เพราะจากการสำรวจของตนก่อนหน้านี้ หยางเช็งซีพบว่ากังหลงมีระดับปราณอยู่ที่ปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นสุดเท่านั้น จึงกล่าวขึ้น
"ข้ายิ่งชอบเจ้าเข้าให้ใหญ่แล้ว ...ข้าหยางซีผู้นี้จะยึดถือเจ้าเป็นสหายแล้ว อยู่ในเมืองแห่งนี้หรือที่แห่งใดหากมีข้าอยู่ด้วย ข้าจะมิให้ใครมารังแกเจ้า ข้าจะปกป้องเจ้าเอง มา ๆ เรื่องอื่นพักไว้ก่อน มาดื่มสุรากันดีกว่า "
"อันดับแรก เจ้าต้องควบคุมลมปราณมาห่อหุ้มสุรา และค่อย ๆ ปล่อยให้ไหลรินลงสู่ลำคอทีละน้อย เจ้าจะค่อย ๆ ได้รับรสชาด อันหอมหวานของสุราขณะค่อย ๆ ไหลผ่านลำคอลงไปในช่องท้อง เช่นนี้เจ้าจะได้ซึมซับความหอมหวานได้เนิ่นนานนัก ฮ่า ฮ่า ฮ่า"
พูดจบหยางเช็งซีก็ยกสุราทั้งป้านเทกรอกลงไปในปากจนหมดสิ้นคราเดียว หลับตาลิ้มชิมรสสุราอย่างเอร็ดอร่อย
"ครึ่ก ครึ่ก ครึ่ก" เอื๊อก !!
กังหลงอมยิ้ม ครุ่นคิดขึ้น
" ค่อย ๆ ดื่มตรงไหน แบบนี้มันเทและอาบแล้ว"
พลางยกป้านสุราขึ้นแล้วทำตามขั้นตอนเทสุราเข้าปากใช้พลังปราณห่อหุ้มสุราแล้วค่อย ๆ ปล่อยให้ไหลลงลำคอไป ซึ่งก็เป็นเช่นที่หยางเช็งซีกล่าวไว้ ไม่สำลักให้ขายหน้าเหมือนคราแรกที่ตนดื่ม และขณะนี้กังหลงได้เริ่มสัมผัสรสชาดสุราอันร้อนแรงหอมหวานทีละน้อยแล้ว