นลิลเด็กสาวต่างจังหวัดที่ต้องย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพเนื่องจากเธอได้ทุนเรียนดีทางด้านวิศวกรรมจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ทำให้พิมพา มารดาของเธอจึงตัดสินใจลาออกจากการเป็ครู แล้วย้ายตามเธอมาด้วย เนื่องด้วยเป็ห่วงลูกสาวที่ต้องอยู่ต่างที่คนเดียว อีกทั้งตอนนี้ครอบครัวของพวกเธอเหลือกันอยู่เพียงแค่สองคนแม่ลูก เนื่องจากพ่อของเธอที่เป็อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนประจำอำเภอต้องเสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็ง แต่ก็ยังโชคดีที่พ่อของเธอได้ทำประกันชีวิตต่างๆ เอาไว้มากมาย อีกทั้งพ่อและแม่ของเธอนั้นก็เป็คนระมัดระวังเื่การใช้จ่าย ดังนั้นจึงพอมีเงินสำรองไว้เพียงพอจนนลิลเรียนจบ
“แม่จะย้ายไปอยู่กับหนูที่กรุงเทพเหรอจ๊ะ”
นลิลเอ่ยถามมารดาด้วยความดีใจ คราวแรกตนยังเป็กังวลว่าจะใช้ชีวิตในเมืองแบบนั้นอย่างไร เดิมทีนลิลเป็เด็กสาวต่างจังหวัด ใช้ชีวิตอยู่ในอำเภอ อาจจะมีบ้างที่เข้าไปทำธุระในกรุงเทพแต่นั่นก็มิใช่การไปใช้ชีวิตอยู่นานๆ แต่การไปเรียนมหาวิทยาลัยครั้งนี้ ถือว่าเป็ประสบการณ์ใหม่ที่ตนจะได้เจอ
“ใช่ แม่ทำเื่ลาออกที่โรงเรียนเรียบร้อยแล้ว คิดว่าเดือนหน้าคงไปทำเื่บ้านได้เลย”
ั้แ่ลูกสาวได้ทุนเรียนดีจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง พิมพาก็เริ่มวางแผนเอาไว้แล้ว ั้แ่ดูแผนที่มหาวิทยาลัย หาบ้านเช่าที่ลูกสาวจะเดินทางไปเรียนสะดวก และปลอดภัย
“อีกอย่างแม่ว่าจะปรึกษาลูกเื่ที่อยู่ในกรุงเทพด้วย แม่ดูๆ เอาไว้หมู่บ้านหนึ่ง ตอนแรกคิดว่าจะเช่าเป็รายเดือนแต่คิดไปคิดมาแม่ว่าจะซื้อขาดเลยดีกว่า ต่อไปในอนาคตลูกต้องทำงานที่กรุงเทพ จะได้ไม่ต้องวุ่นวายหาที่พักอีก หรือถ้าเราจะย้ายกลับไปอยู่บ้านเดิม ก็ขายทิ้งก็ยังได้กำไรอยู่”
พิมพาพอจะรู้มาบ้างว่าที่ดิน หรือราคาบ้านในกรุงเทพนั้น นับวันก็มีแต่จะราคาขึ้น หากอนาคตพวกเขาต้องย้ายที่อยู่อีก ก็ยังพอได้กำไรจากการขายบ้านหลังนี้
“ซื้อบ้านต้องใช้เงินเยอะเลยไม่ใช่หรือแม่ เราจะไหวหรือ”
“เงินเก็บที่พ่อทิ้งไว้ยังมีอยู่ อีกอย่างหนูได้ทุนเรียนฟรีก็ช่วยแม่ประหยัดไปได้เยอะ แล้วไหนจะเงินำาญที่แม่จะได้อีก แต่แม่ไปอยู่กับลูกก็คงไม่ได้อยู่เฉยๆ หรอก คงทำขนมขายเหมือนเดิม”
“ถ้าแม่คิดว่าซื้อบ้านดีกว่าหนูก็ไม่มีปัญหาหรอกจ้ะ เพียงแต่หนูไม่อยากให้แม่ต้องเหนื่อยอยู่คนเดียว”
แต่ในขณะที่สองคนแม่ลูกกำลังปรึกษาหารือกันอยู่นั้น พวกเขาก็ได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วแววดังมาแต่ไกล
“ใครว่าจะให้น้าพิมเหนื่อยอยู่คนเดียวล่ะจ๊ะ”
“พี่แพตตี้”
นลิลร้องะโด้วยความดีใจ พี่แพตตี้ถือว่าเป็คนสนิทของครอบครัวนี้หรือแทบจะกลายเป็คนในครอบครัวด้วยซ้ำหลังจากที่พ่อของนลิลเสียชีวิต แพตตี้หรือชื่อจริงคือนายนพดลเป็สาวประเภทสอง อดีตเป็เด็กนักเรียนในโรงเรียนที่พ่อและแม่ของนลิลเป็ครูสอนอยู่ที่นั่น อาศัยอยู่กับตาแค่สองคน เป็เด็กดี เรียนเก่ง ขยันขันแข็ง แต่เนื่องจากที่บ้านฐานะยากจน พ่อและแม่ของนลิลจึงมักจะหาทางช่วยเหลือตลอด เช่นให้ทุนการศึกษาจนจบมัธยมศึกษาปีที่หก หรือ่เสาร์อาทิตย์ที่พิมพามักจะทำขนมส่งตามคาเฟ่ร้านกาแฟต่างๆ เธอก็มักจะให้แพตตี้มาช่วยงานและให้ค่าจ้างเสมอ ทำเช่นนี้จนกระทั่งแพตตี้เรียนจนจบชั้นปวส. เมื่อแพตตี้รู้ข่าวว่าน้าพิมพาและนลิลตัดสินใจจะย้ายไปอยู่ที่กรุงเทพ เธอเลยขอตามไปด้วย เพราะว่าตอนนี้เธอเองก็เหลือตัวคนเดียวเช่นกัน เพราะว่าตาที่เป็ญาติเพียงคนเดียวของเธอนั้น ได้เสียชีวิตไปเมื่อตอนที่เธอเรียนจบชั้นมัธยมปลาย พูดได้เพียงว่าในโลกเธอเหลือแค่ครอบครัวผู้มีพระคุณครอบครัวนี้เท่านั้น อีกอย่างั้แ่ท่านผอ. พ่อของนลิลเสียชีวิตลง แพตตี้ก็รู้สึกเป็ห่วงสองคนแม่ลูกนี้มากขึ้นกว่าเดิม
น้าพิมถึงแม้จะอายุใกล้จะห้าสิบกว่าแล้ว แต่เพราะว่าดูแลตัวเองอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้ผิวพรรณรูปร่างดูเหมือนคล้ายผู้หญิงที่อ่อนกว่าเป็สิบปี ส่วนนลิลยิ่งไม่ต้องพูดถึงเธอกลายเป็สาวเต็มตัว หน้าตาน่ารักสดใส จนไม่แปลกที่เวลาไปไหนมาไหนคนเดียวก็มักจะมีคนชายตามอง หรือบางครั้งมีผู้ชายที่ใจกล้าหน่อยเดินเข้ามาทักทายหรือบางทีก็พูดจาลวนลาม จนตอนนี้นลิลไม่กล้าไปไหนคนเดียว มักจะให้พี่สาวประเภทสองที่ร่างกายกำยำอย่างแพตตี้ไปเป็เพื่อนเสมอ คนภายนอกที่ไม่รู้จักก็มักจะคิดว่าสองคนนี้เป็แฟนกัน แต่แท้จริงแล้วทั้งคู่คือเพื่อนสาวที่สนิทกันมาั้แ่เด็กนั่นเอง
“น้าพิมยังไม่ได้บอกน้องลิลเหรอคะ ว่าแพตตี้ก็จะไปอยู่กรุงเทพด้วย”
“น้ากำลังจะบอกน้องอยู่พอดี”
“พี่แพตตี้ไปอยู่ด้วย หนูก็หายห่วงค่ะ อีกอย่างแม่ก็จะได้ไม่เหงาด้วย”
นลิลรีบเข้าไปออดอ้อนแพตตี้แบบที่เคยทำประจำ แพตตี้ถึงแม้ภายนอกจะดูเป็ชายร่างกายกำยำ แต่แท้จริงแล้วจิตใจของหล่อนนั้นอ่อนโยนน่ารัก ราวกับเ้าหญิงตัวน้อยๆ อีกอย่างนลิลมักชอบคุยกับแพตตี้ ไม่เพียงแพตตี้จะเป็คนสนุกสนาน เวลาที่นลิลมีปัญหาเธอก็มักจะมาขอคำปรึกษากับแพตตี้ ซึ่งแพตตี้เองเป็คนมองโลกในความเป็จริงเพราะฉะนั้นจึงมักมีคำชี้แนะที่ดีให้นลิลเสมอ
“น้าพิมคะ แพตตี้จะขอมาอยู่กับน้าพิมเลยได้ไหมคะ ตอนนี้หอพักที่วิทยาลัยเขาให้นักศึกษาที่เรียนจบแล้ว ทยอยย้ายของค่ะ”
แพตตี้รู้ข่าวมาจากพวกป้าๆ ร้านขายของชำในตัวอำเภอ ว่า่นี้มีขโมยกับพวกคนแปลกหน้าเดินป้วนเปี้ยนบ่อย เธอเกรงว่าสองคนแม่ลูกนี้น่าจะยังไม่รู้ข่าว เพราะว่าพวกเขาไม่ค่อยชอบสุงสิง หรือซุบซิบนินทากับคนอื่น แพตตี้เลยเกรงว่าหากพวกขโมยหรือคนไม่ดีรู้ว่าบ้านหลังนี้อยู่กันแค่สองคนแม่ลูก อาจจะเกิดอันตรายได้ เธอเพิ่งเรียนจบอีกทั้งยังไม่ได้หาที่อยู่ เมื่อเห็นว่าอีกไม่นานก็ต้องย้ายไปกรุงเทพแล้ว เธอจึงเอ่ยปากขออาศัยอยู่ที่บ้านนี้เลย อย่างน้อยหากพวกขโมยพวกนั้นรู้ว่ามีเธออยู่ก็อาจจะเกรงกลัวบ้าง
“แพตตี้มาอยู่ก็ดีเหมือนกัน เมื่อเช้าเพื่อนน้าที่โรงเรียนเพิ่งจะส่งข้อความมาบอกให้ระวังเื่พวกขโมย พวกติดยา มีแพตตี้มาอยู่น้าจะได้เบาใจได้”
อันที่จริงพิมพาก็ได้ข่าวเื่นี้มาเหมือนกัน เธอเองก็เป็กังวลไม่น้อย เพียงแต่เื่นี้เธอมิได้พูดคุยกับนลิลเพราะว่าไม่อยากให้ลูกเป็กังวล แต่พอได้แพตตี้มาอยู่เป็เพื่อนด้วยพวกเธอก็เบาใจ
หนึ่งเดือนต่อมาพิมพาขับรถพานลิลและแพตตี้มาติดต่อเื่บ้าน หลังจากที่เห็นบรรยากาศและสภาพแวดล้อมในหมู่บ้านนั้น เธอจึงตัดสินซื้อบ้านหลังนั้นต่อแทนที่จะเสียค่าเช่ารายเดือน ซึ่งบ้านหลังนี้นลิลสามารถเดินออกไปขึ้นรถเมล์เพื่อต่อไปขึ้นรถไฟฟ้าได้อย่างสบาย และใช้เวลาเดินทางไม่เกินสามสิบนาที ก็สามารถถึงมหาวิทยาลัยได้แล้ว
หลังจากนั้นทั้งสามคนก็ใช้เวลาใน่ไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่นลิลจะเปิดเทอม เก็บข้าวของแล้วเตรียมตัวย้ายเข้าบ้านใหม่ที่กรุงเทพ โดยที่บ้านเก่าหลังนี้พิมพามิได้ขาย เพียงแต่ทำเื่ฝากบ้านไว้กับที่โรงพักในอำเภอ ฝากให้ตำรวจช่วยสอดส่องดูแล อีกทั้งพิมพายังให้คนมาติดตั้งกล้องวงจรปิดเอาไว้ เพื่อเปิดดูยามที่อยู่กรุงเทพอีกด้วย
ไม่นานทั้งสามคนก็ได้ย้ายเข้ามาอยู่ที่กรุงเทพกันแล้ว อีกไม่กี่วันนลิลก็ต้องไปทำกิจกรรมต่างๆ ที่มหาลัย พิมพาและแพตตี้ต่างก็ช่วยกันจัดเก็บของ ยามว่างก็พากันตระเวนดูรอบๆ หมู่บ้านและบริเวณใกล้เคียง พิมพานั้นเดิมทีมีฝีมือด้านการทำขนม เพราะว่าเธอเองตอนอยู่ที่โรงเรียนก็เป็คุณครูสอนคหกรรม เธอจึงคิดว่าจะต่อยอดจากที่เคยทำขนมขายเมื่อตอนอยู่ต่างจังหวัด แพตตี้เป็คนหัวไวและมีความคิดสร้างสรรค์ เธอจึงสามารถออกความคิดเห็นต่างๆ ได้เป็อย่างดี เมื่อกลับมาถึงบ้าน พิมพาและแพตตี้ก็มักจะมานั่งวางแผนงานของทั้งสอง เดิมนั้นแพตตี้เรียนจบด้านการตลาดมา อันที่จริงเธอนั้นสามารถหางานที่กินเงินเดือนกับบริษัทได้อยู่แล้ว แต่ที่เธอตัดสินใจอยู่กับพิมพาส่วนหนึ่งเป็เพราะ้าตอบแทนพระคุณ อีกส่วนหนึ่งเธอใฝ่ฝันที่จะมีธุรกิจเป็ของตัวเอง ดังนั้นการช่วยพิมพาขายขนมจึงเป็จุดเริ่มต้นของเธอเช่นกัน
พิมพาเองก็รู้สึกดีไม่น้อยที่ได้แพตตี้มาช่วย เธอเป็ครูอีกทั้งอายุก็เยอะแล้ว จึงไม่ค่อยเข้าใจเื่กระแสโซเชียลหรือการโปรโมทเท่าไร การได้คุยกับแพตตี้จึงทำให้เธอได้เปิดโลกมากขึ้น เธอหวังว่าขนมของเธอที่จะทำขายกับแพตตี้นั้นจะเป็ไปได้ด้วยดี เื่รสชาติขนมเธอไม่เป็ห่วง เพราะว่าเสียงตอบรับของคนที่เคยกินขนมเธอนั้นต่างบอกเป็เสียงเดียวกันว่าอร่อย แต่ในกรุงเทพทุกคนรู้ดีว่าการแข่งขันสูง มิใช่ว่าขนมอร่อยแล้วจะขายดีเสมอไป หากไม่มีการโปรโมททำการตลาดที่ดี สินค้านั้นก็อาจจะขายไม่ได้เลย
ผ่านไป 1 ปี นลิลและครอบครัวก็ย้ายเข้ามาอยู่กรุงเทพได้หนึ่งปีแล้ว ในทุกๆ วันที่นลิลไปมหาวิทยาลัย พิมพาและแพตตี้ก็ช่วยกันทำขนมขายทั้งส่งร้านคาเฟ่ รวมถึงขายออนไลน์ แพตตี้นั้นเรียกว่าเป็คนมีความสามารถด้านการขายจริงๆ เธอมักจะหาลูกเล่นมาโพสต์ลงในแอปพลิเคชันต่างๆ เพื่อเรียกลูกค้าได้ตลอดเวลา อีกทั้งขนมที่พิมพาทำก็มีรสชาติอร่อย หน้าตาน่ารับประทาน จึงไม่แปลกที่ลูกค้าที่เคยซื้อไปจะกลับมาซื้อซ้ำ อีกทั้งยังบอกต่อๆ กันไปด้วย ภายในเวลาหนึ่งปีเบเกอรี่แบบโฮมเมดของพิมพาก็เป็ที่รู้จักกันไปทั่วทั้งหมู่บ้าน ยอดผู้ติดตามในช่องทางโซเชียลของแพตตี้ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน