“พี่วี...แหม...บังเอิญจังเลยนะคะที่เรามาเจอกันที่นี่” จิรารัตน์ร้องทักด้วยความประหลาดใจเมื่อพบวีกิจเดินเลือกของอยู่ที่ร้านของเล่นในห้างสรรพสินค้า
“น้องจิมาเที่ยวคนเดียวหรือครับ” วีกิจหันไปยิ้มให้ ก่อนจะเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยืนอยู่คนเดียววันนี้หลังเลิกงานแล้วเขาก็มาเดินหาซื้อของเล่นสำหรับเด็กอายุห้าขวบที่ห้างแห่งนี้เพราะวันศุกร์นี้เขาจะต้องไปงานวันเกิดของลูกสาวเพื่อนสนิทของเขานั่นเอง
“มาคนเดียวสิคะแหม...พี่วีจะให้จิมากับใครได้ล่ะคะ จิน่ะไม่ค่อยมีเพื่อนซักเท่าไหร่หรอกค่ะ”
“แล้วเพื่อนๆพวกนางแบบนายแบบล่ะครับ”
“โอ๊ย...พวกนั้นเป็แค่เพื่อนร่วมงานค่ะคบกันเฉพาะเวลางานเท่านั้นแหละ ว่าแต่พี่วีจะซื้อของเล่นไปให้เด็กที่ไหนหรือคะ” จิรารัตน์เดินเข้ามายืนถามใกล้ๆ จนแทบจะเบียดตัวกันวีกิจเลยต้องขยับตัวไปติดกับชั้นของเล่นแทน หญิงสาวมองการกระทำของชายหนุ่มยิ้มๆและนึกอยากแกล้งขึ้นมาอีก เธอจึงเอนตัวเข้าหาเขามากขึ้นกว่าเดิมจนวีกิจไม่สามารถเขยิบตัวหนีหรือแม้แต่จะเอนตัวหนีไปไหนได้เลย
“ลูกของเพื่อนสนิทน่ะวันศุกร์นี้พ่อเขาจะจัดงานวันเกิดให้ พี่ก็เลยว่าจะไปสักหน่อย”
“แหม...พี่วีนี่น่ารักจังเลยนะคะ” เธอชมพร้อมกับทำตาหวานใส่ “แล้วนี่พี่วีเลือกของได้หรือยังคะ”
“ยังเลยจ้ะ พี่มองๆไว้สองสามชิ้น แต่ยังตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเลือกชิ้นไหนดี”ชายหนุ่มบอกเสียงสั่นนิดๆ ลมหายใจเขาเริ่มขาดเป็ห้วงๆเพราะร่างกายเริ่มมีปฏิกิริยาบางอย่างขึ้นมาเนื่องจากถูกร่างนุ่มหอมกรุ่นมาเบียดชิด
จิรารัตน์อมยิ้มขันแล้วถอยห่างออกมาสองก้าว เมื่อคิดว่าแกล้งเขาจนพอใจแล้วและเธอก็แทบจะปล่อยก๊ากออกมา เมื่อเห็นเขาถอนหายใจ ทันทีที่เธอผละร่างออกห่าง
พี่วีของเธอนี่น่ารักซะจริงๆ เลยหญิงสาวคิดในใจก่อนจะแสดงน้ำใจ ด้วยการอาสาช่วยเขาเลือกของเล่น
“ให้จิช่วยเลือกให้เอาไหมคะ”
“เอ่อ...ก็ได้จ้ะลูกเพื่อนพี่เป็เด็กผู้หญิง ถ้าให้ผู้หญิงด้วยกันเลือกก็คงจะถูกใจ”
“ถ้าอย่างนั้นมีชิ้นไหนที่พี่วีหมายตาเอาไว้บ้างคะ”
วีกิจชี้ของเล่นที่เขาหมายตาเอาไว้ให้เธอดูจิรารัตน์มองดูอยู่ครู่หนึ่งก็เดินไปหยิบของเล่นหนึ่งในสามชิ้นที่ชายหนุ่มเลือกไว้ขึ้นมาส่งให้เขาวีกิจมองของในมือแล้วยิ้มอย่างชอบใจ พลางกล่าวขอบคุณ
“อืม...ชิ้นนี้สวยแล้วก็มีประโยชน์สำหรับเด็กดีด้วยน้องจิเลือกเก่งมากเลยนะ”
“ไม่หรอกค่ะของชิ้นนี้พี่วีเลือกไว้แล้วต่างหากล่ะคะ”
หนุ่มสาวยิ้มให้กันจากนั้นวีกิจก็เดินไปส่งของเล่นให้พนักงานห่อของขวัญให้เมื่อจ่ายเงินเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งคู่ก็เดินออกมาจากร้านด้วยกัน
“แล้วนี่น้องจิจะไปไหนต่อเหรอ”
“ยังไม่รู้เลยค่ะจิมาเดินเล่นแก้เหงาเท่านั้นเอง แต่ก็คิดเอาไว้ว่า จะดูหนังสักเื่เหมือนกันนะคะจริงสิ...พี่วีอยู่เป็เพื่อนจิดูหนังก่อนได้ไหมคะ”จิรารัตน์ถาม พลางคว้ามือหนาข้างที่ไม่ได้ถือถุงมาจับเอาไว้
วีกิจมองตามด้วยความรู้สึกวูบวาบในอกอีกครั้งยิ่งคิดถึงภาพที่นั่งดูหนังกับหญิงสาวในครั้งก่อนด้วยแล้วหัวใจของเขาก็ยิ่งเต้นแรงเข้าไปใหญ่ ใบหน้าขาวจึงก็เริ่มแดงระเรื่อขึ้นอย่างห้ามไว้ไม่อยู่
“เอ่อ...คือ...คือว่า...”
“น้า...นะคะพี่วี...ไปดูหนังเป็เพื่อนจิอีกสักครั้งเถอะนะคะหนังเื่นี้จิอยากดูม้ากมาก นะๆๆ นะคะพี่วีขา”เธอเขย่ามือเขาเบาๆ ก่อนจะซบหน้าลงกับบ่าหนาของชายหนุ่มอย่างออดอ้อน
วีกิจมองคนอ้อนด้วยใจที่สั่นไหวสุดท้ายเขาก็ไม่อาจทนใจแข็งอยู่ได้จึงตอบรับออกไป
“ก็ได้”
“ขอบคุณค่ะพี่วีน่ารักที่สุดเลย” จิรารัตน์กล่าวอย่างดีใจแล้วดึงแขนเขาให้เดินตามไปด้วยกัน การที่หญิงสาวเดินอยู่ข้างหน้าชายหนุ่มจึงไม่มีโอกาสได้เห็นสีหน้าและแววตาเ้าเล่ห์ของเธอ ความจริงแล้วเื่ที่เจอกันที่นี่นั้นไม่ใช่เื่บังเอิญแต่อย่างใดเพราะมันเป็การจงใจของจิรารัตน์ล้วนๆเนื่องจากเธอสะกดรอยตามวีกิจออกมาจากโรงงานแล้วพอเห็นว่าเขามาซื้อของเล่นก็ทำทีเป็ว่าเดิมมาเจอกันเท่านั้นเองจากนั้นทุกอย่างก็ดำเนินไปตามแผนการที่วางไว้
หญิงสาวหัวเราะหึๆอยู่ในลำคอพลางเหล่ตามองชายหนุ่มที่นั่งดูหนังอยู่ข้างๆ ด้วยสายตามุ่งหมายความรักครั้งนี้เธอทุ่มทุนสุดตัวเลยจริงๆ เพราะปกติแล้วไม่เคยทำแบบนี้กับผู้ชายคนไหนมาก่อน วีกิจคือคนแรกและจะเป็คนเดียวที่เธอจะหลอกแต่ก็หลอกเพราะรักหรอกน่า เพราะยังไงเธอก็จะไม่มีวันยอมปล่อยให้เขาหลุดมือไปอย่างแน่นอน
เมื่อมาถึงเมืองเมคเนสอัลฟาก็ขับรถพาไปเที่ยวสถานที่ต่างๆซึ่งที่แรกที่เขาพาไปชมคือกำแพงโบราณที่สร้างขึ้นล้อมรอบเมืองเก่าเอาไว้โดยมีความยาวประมาณสี่สิบกิโลเมตร ซึ่งมีประตูเมืองขนาดใหญ่ถึง 7 ประตูด้วยกันและประตูที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดเพราะตกแต่งด้วยกระเบื้องโมเสกสีสันสวยงามก็คือประตูบับมันซู
จารุจันทร์ลงจากรถไปถ่ายรูปเก็บไว้จนพอใจแล้วจึงกลับมาขึ้นรถเพื่อไปยังสถานที่ต่อไปจากนั้นชายหนุ่มก็พาสองสาวไปชมพระราชวังเดิมของสุลต่านมูเลย์ อิสมาอิลจากนั้นก็ไปต่อที่สุสานหลวงและเมืองโบราณโรมันโวลูบิลิส
“ที่นี่เหลือเพียงแค่ซากปรักหักพังเท่านั้นเพราะในปี...” เขาบอกถึงปี ค.ศ. ออกมา “เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง ทุกสิ่งทุกอย่างก็เลยพังลงมา”
“น่าเสียดายนะคะ” จารุจันทร์พึมพำออกมาด้วยความเสียดายจริงๆ เพราะเธอััได้ถึงความยิ่งใหญ่ของมันหญิงสาวถ่ายรูปตามมุมต่างๆ ที่คิดว่าสวยที่สุดพร้อมกับฟังคำบรรยายของไกด์กิตติมศักดิ์ของเธอไปด้วยแต่เพราะมัวแต่เดินถ่ายรูปอยู่ หญิงสาวเลยไม่ทันได้ระวังตัวเท้าจึงไปเหยียบแผ่นหินแผ่นหนึ่งเข้าจนมันเอียงขึ้นมา
“ว้าย!” จารุจันทร์อุทานออกมาด้วยความใ เมื่อจู่ๆ ก็เกิดเสียหลักขึ้นมาซึ่งเ้าตัวเตรียมใจไว้แล้วว่าต้องเจ็บตัวแน่ๆ ทว่าก็ไม่เป็ไปอย่างที่คิดเมื่ออัลฟาที่ยืนอยู่ไม่ไกลนักวิ่งเข้ามารับตัวเธอเอาไว้ได้ทันชายหนุ่มประคองร่างบางไว้ในอ้อมแขนพลางมองดวงหน้าใสที่ยังอยู่ในอาการใอย่างเป็ห่วง เมื่อครู่นี้หากเขาไม่หันมามองเธอพอดีเธอคงได้ล้มจนเจ็บตัวเป็แน่
อัลฟาถอนใจออกมาด้วยความโล่งอกก่อนที่ความรู้สึกชนิดหนึ่งจะเข้าจู่โจมในหัวใจซึ่งจารุจันทร์ก็รู้สึกเช่นนี้เหมือนกัน หลังจากที่หายใแล้วหญิงสาวมองดวงหน้าคมสันของคนที่ช่วยเธอไว้นิ่งนาน ก่อนที่ใบหน้านวลจะร้อนผ่าวขึ้นมาแล้วหลบสายตาด้วยการหลุบเปลือกตาลงมองที่อื่นแทนเพราะไม่อาจสู้สายตาคมกริบของเขาได้ ซึ่งเธอก็ไม่รู้ว่าทำไมเธอรู้เพียงอย่างเดียวว่า ตัวเองรู้สึกใจสั่นและประหม่าทุกครั้งที่ได้สบตากับเขาใกล้ๆ แบบนี้
หนุ่มสาวยืนกอดประคองกันอยู่นานจนเอเลน่าที่ยืนมองยิ้มๆ อยู่ต้องเดินเข้ามาหาแล้วแกล้งถาม
“จันทร์...เธอเป็อะไรหรือเปล่า”
เมื่อมีคนมาขัดจังหวะอัลฟากับจารุจันทร์ก็รู้สึกตัวว่ากำลังตกอยู่ในลักษณะใดทั้งสองจึงแยกห่างจากกันอย่างรวดเร็วหญิงสาวก้มหน้างุดทำทีเป็ดูกล้องถ่ายรูปที่คล้องคออยู่ของตนเองแก้เขินส่วนอัลฟานั้นยกมือขึ้นลูบแถวท้ายทอยของตนเองแก้เขินเช่นกัน
“เอ้า...ฉันถามทำไมไม่ตอบล่ะเป็อะไรไปจ้ะ เขินเหรอ” เอเลน่าถามล้อๆซึ่งจารุจันทร์ก็รีบปฏิเสธเสียงสูง
“เขินอะไร้...ทำไมฉันต้องเขินด้วยล่ะเธอนี่ถามแปลกๆ นะ”
“แล้วทำไมไม่ตอบฉันล่ะ” เอเลน่าถามเสียงกลั้วหัวเราะเพราะรู้ว่าเพื่อนกำลังกลบเกลื่อนพิรุธของตนเอง
“ก็ฉันไม่ได้ยินนี่ถามใหม่สิ”
“ไม่ถามแล้วฉันเห็นแล้วว่าเธอสบายดีและไม่าเ็ตรงไหนเลยเพราะว่าพี่ชายของฉันเข้ามาช่วยรับตัวเธอไว้ได้ทันพอดีเธอต้องขอบคุณพี่อัลฟานะจันทร์”
“อืม...ขอบคุณนะคะพี่อัลฟาถ้าพี่ไม่มาช่วยไว้จันทร์คงได้เจ็บตัวแน่ๆ”จารุจันทร์กล่าวขอบคุณอย่างซึ้งใจและรู้สึกประทับใจยิ่งนัก
อัลฟาส่งยิ้มให้พลางบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ไม่ต้องขอบคุณพี่หรอกพี่เต็มใจช่วยน้องจันทร์อยู่แล้ว”
หนุ่มสาวมองสบตากันพร้อมกับยิ้มกว้างเอเลน่าเองก็ยิ้มไม่หุบเช่นกันเพราะกำลังดีใจที่พี่ชายกับเพื่อนรักดูเข้ากันได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อหญิงสาวนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะคิดอะไรบางอย่างออกเธอจึงเอื้อมมือไปจับกล้องถ่ายรูปของเพื่อนรัก แล้วบอกด้วยน้ำเสียงร่าเริง
“จันทร์...ฉันขอยืมกล้องหน่อยสิ”
“ได้สิ จะถ่ายอะไรเหรอ” จารุจันทร์ถาม พลางยกสายกล้องที่คล้องคอไว้อยู่ออกส่งให้เพื่อนเอเลน่ารับมาด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะบอกถึงความ้าให้ฟัง
“ฉันจะถ่ายรูปเธอกับพี่อัลฟาน่ะสิเอ้า...มายืนชิดๆ กันตรงนี้เร็วเข้า” หญิงสาวชี้นิ้วบอกจุดให้ยืนเพราะ้าภาพพื้นหลังสวยๆจารุจันทร์กับอัลฟามองหน้ากันก่อนจะพากันเดินไปยังจุดที่เอเลน่าบอกด้วยท่าทางขัดเขินนิดๆเพราะั้แ่รู้จักกันมา เธอกับเขายังไม่เคยถ่ายรูปด้วยกันเลย “นี่...ฉันบอกให้ยืนชิดๆ กัน ไม่ใช่ยืนห่างกันเป็วาขนาดนี้ นี่ๆต้องยืนแบบนี้สิ”
หญิงสาวขัดใจที่ทั้งสองยืนห่างกันนักจึงเดินเข้ามาจัดแจงวางตำแหน่งการยืนเสียเองซึ่งเธอก็จับเพื่อนรักให้ยืนเยื้องๆ ด้านหน้าของพี่ชาย และให้ทั้งสองเขยิบตัวเข้ามาติดกันจึงดูเหมือนอัลฟากำลังยืนซ้อนอยู่ทางด้านหลังของจารุจันทร์ด้วยท่าทีที่สนิทสนม
“เอ้า...ยิ้มน้า”
สิ้นเสียงคนถ่ายพูดดาราหน้ากล้องทั้งสองคนก็ยิ้มบางๆ จนเอเลน่าต้องบอกให้ยิ้มกว้างๆ ทั้งคู่จึงทำตามและหลังจากนั้นทั้งสองก็ถูกลากไปถ่ายรูปคู่ที่มุมอื่นของเมืองโบราณอีกหลายภาพจนสมใจคนถ่ายทว่าคนถูกถ่ายก็รู้สึกสุขใจตามไปด้วย
เพราะบ่ายมากแล้วจึงไม่อยากไปถึงเฟสค่ำนักอัลฟาจึงตัดสินใจพาสองสาวเดินทางต่อ โดยไม่แวะไปเที่ยวย่านเมืองเก่าต่ออย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรกพวกเขามาถึงเมืองเฟสในเวลาพลบค่ำพอดี ชายหนุ่มพาสาวๆไปพักที่ริยาดเก่าแก่แห่งหนึ่ง ที่ได้สั่งจองห้องพักเอาไว้ก่อนเดินทางมาซึ่งอยู่ไม่ไกลจากย่านเมดิน่าของเฟสมากนัก เดินเพียงสิบกว่านาทีเท่านั้นก็ถึงแล้ว
ริยาดในเฟสและตามเมืองแหล่งท่องเที่ยวมีอยู่มากมายริยาดก็เหมือนกับโฮมสเตย์ซึ่งเ้าของบ้านจะดัดแปลงทำเป็ห้องพักให้นักท่องเที่ยวได้เช่าค้างคืนซึ่งทุกห้องจะมีการตกแต่งในสไตล์โมร็อกโกจึงเป็ที่ถูกอกถูกใจของนักท่องเที่ยวเป็อย่างมากริยาดส่วนใหญ่จะเป็บ้านเก่าที่เ้าของบ้านเอามาดัดแปลงภายนอกจะดูเรียบง่ายไม่ฉูดฉาดแต่ว่าภายในตกแต่งอย่างดีและสวยงามเป็อย่างมาก
การที่อัลฟาเลือกมาพักที่ริยาดแทนการเข้าพักโรงแรมระดับห้าดาวแบบหรูๆก็เพราะพอจะเดาใจหญิงสาวออกว่า้าแบบไหน ซึ่งความคิดของเขาก็เป็จริงเมื่อเธอออกอาการดีใจสุดๆ ยามได้เข้ามาเห็นการตกแต่งภายในห้องพักและเธอก็ไม่พลาดที่จะถ่ายรูปเอาไว้เหมือนเคย
หลังจากเข้าห้องพักและทำธุระส่วนตัวกันเรียบร้อยแล้วทั้งสามคนก็ออกไปหาอะไรทานกันข้างนอกและถือโอกาสเดินดูบรรยากาศในยามค่ำคืนของเมืองเฟสในรอบๆริยาดไม่ไกลนัก ก่อนที่ทุกคนจะกลับริยาดเพื่อพักผ่อนเพราะวันนี้เดินทางมาทั้งวันจนเพลียไปหมด
สองสาวพักอยู่ห้องเดียวกันในขณะที่จารุจันทร์กำลังนั่งดูรูปในกล้องถ่ายรูปอยู่บนเตียงเอเลน่าที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จก็เดินมาทิ้งตัวลงนอนคว่ำบนเตียงอีกด้านแล้วร้องครางออกมาเบาๆ ด้วยความรู้สึกสดชื่นขึ้นหลังจากได้อาบน้ำจารุจันทร์เงยหน้าขึ้นมองเพื่อนรัก แล้วยกมือทั้งสองข้างขึ้นเท้าคางพลางเอ่ยถามเพื่อนสาวด้วยความอยากรู้
“นี่จันทร์ฉันขอถามอะไรหน่อยสิ”
จารุจันทร์ละสายตาจากหน้าจอของกล้องถ่ายรูปมามองคนถามก่อนจะเลิกคิ้วสูงแล้วถามสั้นๆ
“ว่า...”
“ในสายตาของเธอพี่อัลฟาของฉันเป็ยังไงบ้าง”
คนถูกถามหลบตาทันทีก่อนจะตอบเสียงอุบอิบ
“ก็...เป็คนน่ารักมากเป็สุภาพบุรุษสุดๆ แล้วก็มีน้ำใจมากๆ”
“แล้วถูกใจมากด้วยหรือเปล่า” เอเลน่าถามอย่างลุ้นๆ แต่กลับถูกเพื่อนรักตีหน้าดุใส่
“ถามแบบนี้ทำไมยะ”
“ก็อยากรู้เฉยๆ ฉันอยากรู้ว่าเธอชอบพี่ชายฉันบ้างหรือเปล่าเท่านั้นเอง”
“ชอบของเธอนี่มันระดับไหนไม่ทราบ” จารุจันทร์ถามกลับอย่างกวนๆ
เอเลน่าหัวเราะคิกคักแล้วตอบด้วยสีหน้าซุกซน
“ก็ระดับที่พอจะเป็แฟนได้ไหมน่ะสิ”
“บ้า!” จารุจันทร์ต่อว่าด้วยใบหน้าที่ร้อนผ่าวขึ้น “ฉันกับพี่ชายเธอเพิ่งจะรู้จักกันเองนะจะให้ชอบแบบนั้นได้ยังไงกันล่ะยะ”
“การที่เราจะชอบใครสักคนไม่จำเป็ต้องใช้เวลานานหรอกนะจันทร์ บางคนเจอหน้ากันครั้งแรกก็ชอบเลยก็มีบางคนแค่เพียงเห็นแค่รูปถ่ายใบเดียวเท่านั้นก็ชอบแล้วก็มี”เอเลน่าเอ่ยเป็นัยๆ แต่เพื่อนรักของเธอกลับหัวเราะขำ พร้อมกับส่ายหน้าไม่เชื่อ
“ไม่มีหรอก”
“มีจริงๆ นะว่าแต่ว่าเธอไม่คิดจะชอบพี่ชายฉันบ้างเหรอ”คราวนี้เอเลน่าลุกขึ้นมานั่ง แล้วมองหน้าเพื่อนด้วยสายตาจริงจังไม่มีแววล้อเล่นเหมือนเคย
จารุจันทร์สบตาด้วยครู่หนึ่งก่อนจะวางกล้องลงแล้วลุกขึ้นไปยืนอยู่ที่หน้าต่าง แล้วเอ่ยออกมาเหมือนทีเล่นทีจริง
“แล้วถ้าชอบล่ะเธอจะว่ายังไง”
“ฉันก็จะเป็แม่สื่อให้น่ะสิเอาไหม” เอเลน่าเอ่ยออกมาด้วยความตื่นเต้นก่อนจะเดินเข้าไปหาเพื่อนรักแล้วถามซ้ำอีกครั้ง “เอาไหมล่ะฉันจะช่วยเป็แม่สื่อให้” เมื่อเห็นเพื่อนยังเงียบอยู่หญิงสาวก็พูดอวดคุณสมบัติของอัลฟายกใหญ่ ว่าดีอย่างนี้อย่างนั้นเก่งทุกอย่างบ้างล่ะ เป็คนดีและรักใจเดียวบ้างล่ะจนจารุจันทร์เริ่มหูชาต้องบอกให้หยุดพูด
“พอๆฉันรู้แล้วว่าพี่อัลฟาเพอร์เฟกต์แค่ไหนเอาเป็ว่าถ้าฉันอยากจะขอความช่วยเหลือจากเธอเมื่อไหร่ ฉันจะบอกเองก็แล้วกันนะ”
สีหน้าเบิกบานของเอเลน่าจ๋อยลงทันทีเมื่อถูกเพื่อนปฏิเสธ และก็ตีความไปเองว่าจารุจันทร์ยังไม่ชอบอัลฟาหญิงสาวถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะถามเสียงอ่อยๆ
“จันทร์...ฉันขอถามเธอตรงๆเลยนะ ถ้าสมมุติว่าพี่อัลฟาคิดจะจีบเธอขึ้นมาจริงๆ เธอจะรังเกียจเขาไหม”
จารุจันทร์อมยิ้มขำกับคำถามและสีหน้าท่าทางของเพื่อนพลางถามออกไปบ้าง
“นี่เธอคิดจะเชียร์พี่ชายเธอให้ฉันจริงๆเหรอเอเลน่า”
“ใช่”ตอบเสียงจริงจัง “พี่อัลฟาเป็คนดีเป็พี่ชายที่แสนดีที่ฉันรักมากที่สุด ส่วนเธอก็เป็เพื่อนที่ดีมากๆแล้วฉันรักมากเหมือนกัน ฉันจึงอยากให้คนที่ฉันรักมากทั้งสองคนได้รักกัน”
“แล้ว...พี่อัลฟายังไม่มีแฟนจริงๆเหรอ” จารุจันทร์ถามพลางหลุบเปลือกตาลงเพื่อซ่อนประกายบางอย่างเอาไว้
“ยังไม่มีหรอก โสดสนิทจริงๆว่าแต่เธอยังไม่ได้ตอบฉันเลยนะ ว่าจะรังเกียจพี่เขาไหม หากเขาคิดจะจีบเธอ”
หญิงสาวอมยิ้มแล้วเดินกลับมานั่งที่เดิมมือบางคว้ากล้องถ่ายรูปขึ้นมากดภาพถ่ายอีกครั้ง ก่อนจะตอบคำถามเพื่อนออกไป “ไม่คิดรังเกียจหรอกแต่ฉันคิดว่ายังไงพี่อัลฟาก็คงไม่ชอบผู้หญิงอย่างฉันหรอกมั้ง”
“ไม่จริงหรอก พี่...” เอเลน่าหยุดชะงักและกลืนคำที่เตรียมจะพูดออกมาลงคอไปเพราะพูดไม่ได้ก่อนจะย้ำประโยคแรกออกไปอีกครั้งแทน “ไม่จริงหรอกฉันมั่นใจ”
“จ้าๆ ไปนอนได้แล้วไปพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้ากันไม่ใช่เหรอ”
“แล้วเธอล่ะ เมื่อไหร่จะนอน”
“เดี๋ยวดูรูปอีกนิดก็จะนอนแล้วล่ะ” จารุจันทร์ตอบแล้วลงมือดูรูปต่อไป เวลาผ่านไปไม่นานหญิงสาวก็หันไปมองเพื่อนรักที่บัดนี้หลับสนิทไปแล้ว เธอยิ้มด้วยความเอ็นดูก่อนจะก้มลงมองรูปในกล้องอีกครั้ง ซึ่งรูปที่เธอเปิดค้างไว้เป็รูปคู่ที่เธอกับอัลฟาถ่ายด้วยกันเมื่อบ่ายนี้
จารุจันทร์นั่งมองรูปด้วยรอยยิ้มและสายตาอ่อนโยนเธอนึกถึงคนในภาพที่ตอนนี้พักอยู่ห้องข้างๆ ซึ่งก็ไม่รู้ว่า หลับไปแล้วหรือยังหญิงสาวคิดทบทวนถึงคำพูดเมื่อครู่นี้ของเพื่อนรักแล้วดวงตาคู่งามก็ฉายแววความรู้สึกอย่างหนึ่งออกมา
จารุจันทร์มองภาพคู่อีกครั้งก่อนจะกดปิดกล้องแล้วเข้านอนตามเพื่อนรักไป ทั้งที่ในหัวยังมีเื่ให้คิดอยู่ทว่าเพียงไม่กี่นาทีหลังจากนั้น หญิงสาวก็หลับสนิทเพราะอ่อนเพลียจากการเดินทาง