ตอนที่ 21 โลกกลม
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
“ศาสตราจารย์คุณหมายความว่ายังไงกัน? คุณกำลังจะบอกว่าดวงดาวบนท้องฟ้าไม่ใช่เทพเ้าอย่างนั้นหรอ?” เมอร์ลินกล่าวออกมาอย่างใ
นับั้แ่เกิดมาผู้คนก็เชื่อว่าดวงดาวบนท้องฟ้าเ่าั้คือเหล่าเทพเ้า และมันจะมีการเกิดการดับของเหล่าเทพเ้าเสมอ ซึ่งคล้องจองไปกับการเกิดการตายของมนุษย์ ส่วนดวงดาวที่ยังคงอยู่บนฟ้าเสมอนั่นก็คือเทพเ้าที่แข็งแกร่งและไม่มีวันตาย ทั้งหมดนี้รวมไปถึงพระอาทิตย์และพระจันทร์ด้วย
“หากคุณเอาเื่แบบนี้ไปพูดแถวหมู่บ้านของผม บางทีคุณอาจจะถูกทุบตีจนตายก็ได้” เด็กน้อยกล่าวเตือน
“ใช่แล้ว อย่างที่นายบอก หากพูดเื่แบบนี้ออกไปอาจถูกทุบตีจนตาย แม้แต่ตัวตนในระดับพระอครคาร์ดินัลก็ไม่ใช่ยกเว้น”
เมอร์ลินที่ได้ยินดังนั้นก็อึ้งไปอีกครั้ง
“คุณอย่าบอกนะว่าเขาพูดมันออกมา” เมอร์ลินรู้สึกใเป็อย่างมาก เขาไม่คิดว่าตัวตนระดับนั้นจะกล้าทำเช่นนี้
“ใช่แล้ว เขาพูดมันออกมา แต่เขาก็ไม่ได้ถูกทุบตีในทันทีหรอกนะ อย่างที่บอกเขานั้นเป็นักบวชระดับสูงย่อมไม่ถูกทุบตีง่ายๆ แน่ ในตอนนั้นท่านเพลโตไหวตัวทัน เขาได้คิดหาเหตุผลอื่นเพื่อเชื่อมโยงกับพระเ้าและเทวะวิทยา แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่หยุดที่จะตั้งคำถาม จนทำให้เขากลายเป็ผู้ที่สร้างเวทมนตร์ในยุคสมัยใหม่ที่เรียกว่าเวทยาศาสตร์ขึ้นมา” ออสตินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล
“มันมีเวทมนตร์ในยุคเก่าด้วยอย่างนั้นหรอ?” เมอร์ลินเริ่มตั้งคำถาม
“แน่นอนว่าต้องมี ก่อนหน้านั้นมีผู้ที่ใช้พลังลึกลับที่ไม่สามารถอธิบายได้ พวกมันสามารถต่อกรกับพลังศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาจักรได้และศาสนจักรก็ได้ประนามว่ามันคือพลังของสิ่งชั่วร้าย”
“ทำไมพวกเขาถึงด่วนสรุปอย่างนั้น?”
ศาสตราจารย์ออสตินเมื่อเห็นท่าทางที่ตั้งใจฟังของเมอร์ลินก็หัวเราะชอบใจ
“นายเหมาะที่จะเป็นักเวทที่ดีได้นะ”
เขาจ้องไปที่เด็กน้อยด้วยสายตาชื่นชม
แต่เด็กน้อยกลับมองท่าทางของเขาอย่างแปลกๆ
“เอาล่ะๆ ฉันจะพูดต่อ สาเหตุที่ท่านเพลโตถูกกล่าวขานว่าเขาเป็บิดาแห่งเวทมนตร์ยุคใหม่นั่นก็เพราะเขาได้คิดค้นกระบวนการทางเวทมนตร์ขึ้นมา นั่นก็คือการสังเกตและระบุปัญหา การตั้งสมมุติฐาน การทำการทดลอง การเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล และการสรุปผลการทดลองเป็ทฤษฎี”
“ท่านเพลโตยังคงสังเกตดวงดาวบนท้องฟ้าและการเกาะกลุ่มของมัน ดวงดาวบางดวงแทนที่จะเคลื่อนตัวไปข้างหน้า แต่วันหนึ่งมันกลับวิ่งย้อนถอยกลับ ถ้าโลกเป็ศูนย์กลางจริงๆ ดวงดาวก็ไม่ควรที่จะวิ่งสะเปะสะปะอย่างนี้”
“ท่านเพลโตจึงจินตนาการสร้างโลกความเข้าใจของตนเองขึ้นมา แล้วจำลองเอาดวงอาทิตย์มาเป็ศูนย์กลาง แล้วนำดวงดาวต่างๆ มาจัดเรียงรวมถึงโลกใบนี้ด้วย เมื่อจัดเรียงทั้งหมดก็จะทำให้ดวงดาววิ่งโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็วงกลม”
“เพราะเหตุนี้ท่านเพลโตจึงสามารถอธิบายการเกิดกลางวันกลางคืนของโลกได้ อีกทั้งยังอธิบายได้ว่าดวงจันทร์เป็ดาวบริเวณดวงเดียวของโลกเท่านั้น ซึ่งนั่นทำให้เกิดเหตุการณ์สุริยุปราคาและจันทรุปราคา”
เมื่อศาสตราจารย์ออสตินอธิบายมาถึงตรงนี้ เมอร์ลินก็เอ่ยถามขึ้นมา
“พวกมันคือเหตุการณ์อะไร?”
ดูเหมือนว่าตอนนี้เขาจะกลายเป็เ้าหนูทำไม ซึ่งท่าทางการสนใจของเขาในตอนนี้ดูเหมือนว่าจะทำให้เขาลืมเื่ราวความเศร้าที่พึ่งผ่านมาได้แล้ว จึงได้ดูร่าเริงเหมือนเด็กทั่วไป
ศาสตราจารย์ออสตินยิ้มก่อนจะพลิกฝ่ามือนำวัตถุสี่เหล่ารูปทรงจัตุรัสและสลักลวดลายแปลกตาออกมา
เมื่อเห็นว่าเมอร์ลินจะถาม ศาสตราจารย์ออสตินจึงไม่เปิดโอกาส เขาได้ทำการบรรจุพลังเวทลงไปที่วัตถุเวทมนตร์นั้น
ครืน ... ครืน ... ครืน ...
พลังเวททำให้พื้นผิวของวัตถุเวทมนตร์เปล่งแสง ก่อนที่มันจะปล่อยแสงสว่างออกมาขึ้นกลางอากาศ
เหนือศีรษะของเมอร์ลินปรากฎเป็ร่างเงาของดวงดาวออกมา ซึ่งดวงดาวที่ใหญ่โตและส่งพลังความร้อนแรงดวงนั้นน่าจะเป็ดวงอาทิตย์
“นี่คือ?”
“แบบจำลองการโคจรของดวงดาวยังไงล่ะ”
เมอร์ลินจ้องมองภาพนี้อย่างตื่นตาตื่นใจ
ตอนนั้นเองเขาก็ชี้ไปที่ดาวเคราะห์สีน้ำเงินที่ดูสวยงามดวงนั้น
“อย่าบอกนะว่านี่คือโลก แล้วทำไมมันถึงเป็ทรงกลมได้ล่ะ?” เมอร์ลินเอ่ยถามออกมาทันทีที่เขาสงสัย
“ทำไมล่ะ เ้าคิดว่าโลกแบนอย่างนั้นหรอ?” ศาสตราจารย์ออสตินกล่าวออกมาอย่างยิ้มๆ เขารู้สึกยินดีมากที่เมอร์ลินเอาแต่ตั้งคำถาม นั่นทำให้เขาคิดถึงตอนที่เขาได้สอนหนังสืออยู่ในมหาวิทยาลัยวินเซน แม้ว่าตอนนี้เขาจะเกษียณมานับร้อยปีแล้วก็ตาม
“มันจะเป็ไปได้ยังไง? ถ้าโลกไม่แบนแล้วพวกเราจะยืนอยู่บนโลกได้ยังไง?”
“จริงๆ แล้วเื่นี้ท่านเพลโตก็สามารถอธิบายได้ นั่นก็เพราะว่าโลกนี้มีขนาดใหญ่มากยังไงล่ะ และมันก็ได้รับการพิสูจน์ว่าโลกกลมเมื่อเกิดเหตุการณ์จันทรุปราคา”
ว่าแล้วศาสตราจารย์ออสตินก็กระตุ้นอุปกรณ์เวทมนตร์ จนขยายภาพให้เหลือเพียง ดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ที่ถูกจัดเรียงอยู่ในแนวเดียวกัน
แล้วตอนนั้นเองภาพนั้นก็เปลี่ยนมุมมองไปที่ด้านมืดของโลก ซึ่งเป็เวลากลางคืน
ภาพเปลี่ยนไปอีกครั้งมันฉายไปที่ดวงจันทร์เพียงดวงเดียว
เมื่อโลกอยู่ตรงกลาง แสงอาทิตย์ที่ส่องมายังโลก ทำให้เงาของโลกทาบลงบนดวงจันทร์
เงาที่ปรากฏนั้นมีรูปทรงโค้ง ดังนั้นจึงอนุมานได้ว่าโลกนั้นเป็ทรงกลมอย่างแท้จริง
“ถ้าโลกแบนอย่างที่เ้าเข้าใจ เงาที่ปรากฏบนดวงจันทร์มันจะไม่โค้งแบบนี้หรอกนะ” ศาสตราจารย์ออสตินกล่าว
“มันเป็แบบนั้นจริงๆ นี่เป็ขั้นตอนการทดลองของท่านเพลโตอย่างนั้นหรอ?” เมอร์ลินเอ่ยอย่างตื่นเต้น
“โอ้ ดูเหมือนว่าเธอจะเข้าในใจความสำคัญของเวทยาศาสตร์บ้างแล้ว”
เมอร์ลินที่ถูกชมเขายิ้มอย่างเขินๆ แล้วเอ่ยต่อ “แล้วท่านเพลโตได้เก็บรวบรวมข้อมูลมากกว่านี้ไหมครับ หรือแค่การทดลองนี้แค่อย่างเดียว”
“เป็คำถามที่ดี เธอมีศักยภาพที่จะเป็นักวิชาการเวทที่ดีได้ เหตุการณ์จันทรุปราคาไม่ใช่ข้อมูลเพียงแหล่งเดียวที่พิสูจน์สมมุติฐานโลกกลมหรอกนะ เมื่อครั้งที่เหล่านักเวทแยกตัวออกมาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาได้เดินทางมาทางมหาสมุทรและพวกเขาได้พบกับเหตุการณ์หนึ่ง นั่นคือเรือที่อยู่ไกลออกไป แม้จะเดินทางในเส้นทางเดียวกัน แต่สิ่งแรกที่พวกเขาเห็นจากเส้นขอบของทะเลก็คือปลายยอดของธงเรือ ซึ่งตัวเรือนั้นได้ลับตาไป เพราะมันพ้นความโค้งมาก่อน”
“ผิวน้ำในทะเลมีความโค้งเพราะโลกที่กลม นั่นจึงทำให้มีความเชื่อว่าหากเดินทางเป็เส้นตรงไปเรื่อยๆ สักวันพวกเขาอาจจะสามารถเดินทางมาถึงจุดเดิมได้ แต่น่าเสียดายที่เื่นี้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ เพราะทะเลเป็สถานที่ที่อันตรายเกินไป มิหนำซ้ำมันยังมีดินแดนที่นอกเหนือจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์และดินแดนเวทมนตร์ที่อันตรายมากเช่นกัน”