ตอนที่ 6 คุณหลอกผมเล่นอีกแล้วเหรอ (1)
หลังจากเมืองหลวงเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง อากาศก็ค่อยๆ เย็นลง สายลมอ่อนๆ โชยพัด ใบไม้สีเหลืองสลัดตัวร่วงหล่น ปูเป็พรมสีทองอ่อนนุ่ม กู้อู๋เหยียนยืนอยู่ในสวนมองเ้าเอซที่เล่นใบไม้อย่างร่าเริงสุดขีด จิตใจก็พลอยเบิกบานผ่อนคลายไปด้วย เอซเป็สุนัขโกลเด้น รีทรีฟเวอร์ที่แสนรู้เป็อย่างยิ่ง เป็ของขวัญวันเกิดที่ลุงหยางมอบให้เขาตอนวันเกิดในวัย 12 ขวบ เอซอยู่เป็เพื่อนเขาั้แ่นั้นเป็ต้นมา มันเล่นกับเขา คอยเดินเคียงข้างขณะก้าวออกจากโลกอันเลวร้ายและสิ้นหวังทีละก้าว เหมือนเป็เพื่อนรู้ใจที่สุดคนหนึ่ง เวลาที่เขาหดหู่ มันจะใช้หัวเล็กๆ พาดบนตัวเขา และเลียกลางฝ่ามือเขาอย่างระมัดระวังเพื่อปลอบโยนจิตใจที่หดหู่ไร้ซึ่งหนทางของเขา...
ตอนที่กำลังเล่นเกมเก็บลูกบอลกับเอซอย่างสนุกสนาน โทรศัพท์ที่อยู่ในกระเป๋าก็มีเสียงเตือนอันเป็เอกลักษณ์ดังขึ้น กู้อู๋เหยียนขมวดคิ้ว หยิบโทรศัพท์ออกมาด้วยความหงุดหงิด พอเหลือบดูหน้าจอก็พบรูปซูมู่ปรากฏขึ้นมา เขากดรับสาย “จะให้ดีคือพี่มีธุระสำคัญ ไม่งั้นผมจะให้จี้หร่านออกเดินทางไปประเทศ F อาทิตย์นี้...”
เอซคาบลูกบอลวิ่งกลับมาอย่างเริงร่า พอเห็นเ้านายไม่สนใจมัน เลยหมอบตัวลงบนพื้นหญ้าข้างๆ อย่างแสนรู้ กู้อู๋เหยียนฟังเสียงแผดคำรามอย่างบ้าคลั่งในสาย ยกยิ้มมุมปากอย่างเ้าเล่ห์ สายตาหยุดมองเอซที่แลบลิ้นหายใจออกมาทางปาก ก่อนตบลงบนที่ว่างข้างๆ ตรงม้านั่ง ส่งสัญญาณให้มันะโขึ้นมา
“ถ้าพี่ยังไม่เข้าเื่อีก ผมจะวางสายแล้วนะ...”
“นี่ฉันไม่ได้มาถามไถ่นายด้วยความเป็ห่วงในฐานะพี่หรอกเหรอ! กลับประเทศไปเดือนกว่าๆ ความคืบหน้าเป็ยังไงบ้าง”
กู้อู๋เหยียนลูบขนนุ่มลื่นของเอซพลางพูดอย่างไม่ใส่ใจ “ก็ดี เป็ลูกชายว่านอนสอนง่ายที่ฝืนโอนอ่อนผ่อนตามมาเดือนกว่าๆ สองวันมานี้ก็ให้ผมไปรับ่หวนอวี๋ที่เละเป็โจ๊กนั่น”
ซูมู่ได้ยินดังนั้นก็หัวเราะลั่น “คิดไม่ถึงว่านายก็มี่เวลาที่ต้องกล้ำกลืนฝืนทนเหมือนกัน อยากจะเห็นสภาพนายโดนข่มเหงซะจริง...”
“พี่แน่ใจว่าอยากเห็นเหรอ”
ซูมู่ฟังประโยคคำถามเรียบง่ายในสาย แต่กลับััได้ถึงความเ็าอันน่าสยดสยอง จึงหัวเราะแหยๆ แล้วเอ่ย “ฉันว่าไม่ต้องดีกว่า ด้วยนิสัยเ้าคิดเ้าแค้นของนาย ฉันกลัวว่าถึงตอนนั้นก็จะไม่ได้เจอจี้หร่านแล้วละ
“แต่พ่อเฮงซวยนั่นของนาย ไม่คิดเลยว่าเขาจะให้นายเข้าไปในอาณาจักรตัวเอง”
“น่าแปลกตรงไหน หวนอวี๋ก่อตั้งมาสองปี ผลงานที่ลงทุนไปเสียหายมาตลอด เสียหายจนแทบจะทนดูต่อไม่ได้เลยละ เื่ที่เขาให้ผมรับ่บริษัท ด้านหนึ่งก็คิดอยากจะควบคุมคุณตาของผม อีกด้านคืออยากอาศัยเื่นี้เป็ข้ออ้างเตะผมให้พ้นทาง”
“จุ๊ๆๆ พ่อเฮงซวยของนายคนนี้คิดไตร่ตรองมาอย่างลึกซึ้งและรอบคอบ ยิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสองตัว!
“นายบอกว่าพวกนายต่างก็เป็ลูกชายด้วยกัน แต่ได้รับการปฏิบัติแตกต่างกันมาก คนหนึ่งเหลือแค่ยังไม่โอ๋จนขึ้น์ ส่วนอีกคนก็ขาดแค่ยังไม่เอาชีวิต”
“เอาล่ะ ไม่คุยเื่นี้แล้วนะ ผมจะทำไปตามที่เห็นสมควร!
“แต่ครั้งก่อนเจอลุงซู เขาถามผมว่าพี่จะกลับมาเมื่อไร”
ทันทีที่ซูมู่ได้ยินอีกฝ่ายกล่าวถึงพ่อของเขาก็รู้สึกเครียดขึ้นมาทันที ถ้าเขากลับไปต้องหนีไม่พ้นกรงเล็บปีศาจของพ่อแน่ คิดอีกทีก็รู้สึกว่าไปจากเมืองหลวงยังยากยิ่งกว่าขึ้น์ “งั้นนายพูดกับท่านว่ายังไง”
“ผมบอกว่า่นี้พี่รับผิดชอบการพัฒนาโปรเจกต์ที่ค่อนข้างสำคัญสองสามอย่าง ไม่มีเวลากลับประเทศชั่วคราว”
ซูมู่เห็นว่าเขาไม่ได้ป่าวประกาศเื่ที่ตัวเองไล่ตามภรรยาออกมาก็หัวเราะลั่นแล้วเอ่ย “ก็รู้อยู่ว่าไม่ได้โอ๋นายเสียเปล่า...่เวลาสำคัญยังเข้าข้างพี่ของนาย”
“พี่บอกว่าพี่เป็ผู้สืบทอดหนึ่งในสี่ตระกูลั์ใหญ่ของเมืองหลวง วันๆ เอาแต่แกล้งทำเป็ผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ มีปณิธานต่อหน้าจี้หร่าน ถ้าวันนั้นอยู่ๆ ผมเกิดพลั้งปากพูดออกมาจะทำยังไง”
ซูมู่ขมวดคิ้วมุ่น พูดอย่างจนใจ “ว่ามาเถอะ ครั้งนี้นายอยากให้ฉันทำอะไร”
“ก็ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรหรอก พี่ให้ลี่เฟิงกลับมาเป็ผู้ช่วยของผมต่อไป...”
ก็รู้อยู่ว่ากู้อู๋เหยียน คนที่ไม่มีทางตื่นแต่เช้านั้น ถ้าไม่มีประโยชน์[1] จะมีจิตใจดีขนาดนี้ได้อย่างไร ที่แท้ก็เฝ้ารออยู่นี่เอง ถ้าลี่เฟิงกลับไป ทุกวันเขาก็ต้องเหนื่อยจนสายตัวแทบขาด แบบนั้นจะมีเวลาเอาใจภรรยาที่ไหน แต่สถานการณ์ในตอนนี้ เขาจำเป็ต้องเห็นด้วยกับอีกฝ่าย จึงได้แต่คร่ำครวญในใจ “ได้ สองวันนี้ฉันจะจัดการให้เขากลับประเทศ!”
กู้อู๋เหยียนสามารถจินตนาการภาพซูมู่ในเวลานี้ที่กำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน อยากจะเชือดเฉือนกลืนกินหัวใจของเขาเป็ๆ อยู่ในโทรศัพท์ จึงเอ่ยปลอบใจ “แต่ผมไม่ได้ให้พี่ส่งลี่เฟิงมาให้เปล่าๆ หรอกนะ”
“โอ๊ะ นายยังจิตใจดีขนาดนี้ด้วย แต่ฉันว่าช่างมันเถอะ ขอแค่นายไม่ต้องใช้ไม้ตายนี้มาข่มขู่ฉันบ่อยๆ ฉันก็ขอบคุณฟ้าดินแล้วละ!”
“ตอนแรกผมยังอยากบอกว่า ผมจัดการเื่ให้ฟู่อวี้เฉิงมาเข้าร่วมเรียบร้อยแล้วนะ ในเมื่อพี่มู่ไม่สนใจ งั้นก็ช่างมันเนาะ!”
ซูมู่ที่อยู่ด้านนั้นเหมือนจะประหลาดใจจนแทบทนไม่ไหว ปลายสายมีเสียงกระแทกกับมุมโต๊ะดังชัดเจน เขาร้องด้วยความเ็ป “ซี้ด...จริงหรืออำเนี่ย ก่อนหน้าตอนฉันกับพ่อไปเป็แขกบ้านสกุลฟู่ก็เคยเจอเขามาก่อน เขาเป็ถึงเ้าของที่ทะนงตน แถมสกุลฟู่ในฐานะที่เป็ตระกูลร่ำรวยที่สุดในสี่ตระกูลใหญ่ ปกติก็รังเกียจที่จะใกล้ชิดกับพวกเราจนเกินไป ครั้งนี้เขาเห็นด้วยกับข้อเสนอนายได้ยังไง น่าประหลาดจริงๆ”
“อาจเป็เพราะเสน่ห์ของผมล้นหลาม ไม่เหมือนพี่หรือลุงเฉิ่มๆ ที่ไม่มีแรงดึงดูดอะไร”
ซูมู่ฟังเสียงหัวเราะเยาะสามส่วนในสาย หลังจากแอบด่าเบาๆ ไม่กี่ประโยคก็เอ่ยถาม “ฟู่อวี้เฉิงจะมาเมื่อไร”
“ในครึ่งเดือนนี้นั่นแหละ ตอนแรกเขาเรียนอยู่ในประเทศ M ถึงตอนนั้นผมจะให้เขาติดต่อพี่โดยตรง”
“ได้ ทำตามที่นายว่านั่นแหละ!”
อยู่ๆ กู้อู๋เหยียนก็ได้ยินเสียงสดใสของหญิงสาวดังมาจากฝั่งซูมู่ เขาเงยหน้ามองเวลา ตอนนี้ประเทศ M เป็เวลาก่อนรุ่งสาง คิดไม่ถึงเลยว่าตนเองเพิ่งจากไปได้เดือนเดียว พวกเขาก็มาอยู่ด้วยกันแล้วเนี่ยนะ ซูมู่นี่ปฏิบัติการฉับไวซะจริง
“พี่มู่ ผมไม่กวนโลกสองเราของพวกพี่แล้วนะ วางสายก่อนละ มีอะไรก็ส่งข้อความมานะ!”
เมื่อวางสายแล้ว กู้อู๋เหยียนก็มองเ้าเอซที่ซบบนขาตัวเอง พลางขยี้หัวน้อยๆ ของมันแล้วหัวเราะ ก่อนเอ่ยเย้ยหยันตัวเอง “เอซ คนโสดอย่างแกนี่น่าสงสารจริงๆ!”
-------------------------------------
รถซีดานเบนซ์ขนาดเล็กสีขาวคันหนึ่งวิ่งอยู่บนถนน มุ่งหน้าไปยังจิ่นหฺวาหลี่ เสิ่นซีโหลวนั่งอยู่บนเบาะหลัง เขามองจับจ้องแม่ผู้มีพระคุณที่ขับรถอยู่ด้านหน้า ถามอย่างขัดใจเป็ครั้งสุดท้าย “ผมจะต้องอยู่กับกู้อู๋เหยียนจริงๆ เหรอ” พอคิดถึงคำพูดในครั้งแรกที่เจอหน้ากันหลังจากแอบฟังแล้วถูกข่มขู่ ร่างเขาก็สั่นเทิ้มโดยไม่รู้ตัว
โหลวอีหรานที่กำลังขับรถมองถนนตรงหน้าอย่างจดจ่อ ไม่แม้แต่จะชำเลืองมองคนที่อยู่ด้านหลัง เธอเอ่ยปากพูด “นี่ลูกถามไร้สาระอะไร พักกับเสี่ยวเหยียนมีอะไรไม่ดีกัน ลูกไม่สร้างปัญหาให้คนอื่นก็ถือว่าดีแล้วนะ”
เอาเถอะ ใครใช้ให้กู้อู๋เหยียนมักจะทำตัวอ่อนโยนเป็มิตร สุภาพมีมารยาทกับคนอื่นกันล่ะ ขอแค่เขาพูดถึงกู้อู๋เหยียนไม่ดีนิดเดียว แม่ของเขาก็คิดว่าเขาแยกแยะผิดชอบชั่วดีไม่ได้แล้ว...
เชิงอรรถ
^ อุปมาถึงคนที่กระทำการใดๆ เพราะหวังประโยชน์และกำไร หากสิ่งที่ทำไม่มีประโยชน์หรือผลดีต่อตัวเอง ก็จะไม่ทำหรือไม่เพียรพยายามทำในสิ่งนั้นๆ