เมื่อสภาพแวดล้อม สังคม วัฒนธรรมเดิมๆ ถูกเปลี่ยนไป ผู้คนต่างก็มุ่งหาแต่เงิน และโดยมีแรงจูงใจว่า"ต้องทําให้ชีวิตดีขึ้น" โดยไม่ได้คํานึงเลยว่ามันจะดีขึ้นทางด้านใด แต่เมื่อมองดูสิ่งที่ ทุกคนยอมเหน็ดเหนื่อยเพื่อวิ่งหาเงินมาซื้อมาสร้างและแข่งขันกันก็คือวัตถุที่มองเห็นได้จากภายนอก หรือวัตถุนอกกายนั่นเอง ซึ่งเป็การแข่งขันที่เข้มข้นอย่างมาก เหมือนเอาชีวิตเป็เดิมพันก็ว่าได้ คู่แข่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คือแข่งกับญาติ พี่น้อง เพื่อน ครู อาจารย์ คนรู้จักกันทั้งนั้นแข่งเพื่อให้ได้มาซึ่งชนะ แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าเกมการแข่งขันนี้มันจะจบลงเมื่อไหร่ และไม่มีกรรมการมาคอยตัดสินให้เลย
มันเป็ยุคที่คนเราแข่งขันกันเพื่อวัตถุภายนอก วิ่งเข้าหาความเจริญทางโลก ความสะดวกสบายภายนอก แต่ความเจริญภายใน ความสบายใจ สุขใจเหมือนอิ่มบุญเมื่อก่อนกลับหาไม่ได้ จิตใจคนยึดติดกับวัตถุจึงมีแต่ความทุกข์ที่ไม่สามารถหลุดพ้นได้ อาจจะทําได้เพียงแค่บางครั้งบางคราว เช่น ไปปฏิบัติธรรม ไปฟัง ธรรม ไปทําบุญที่วัด เป็ต้น สิงห์ก็ต้องปรับตัวเหมือนกับคนทั่วไป ต้องจําใจเดินทางออกจากบ้านเกิดเมืองนอนเพื่อมุ่งหน้าไปหาสิ่งที่ทุกคน้าคือเงิน และต้องปรับตัวเข้ากับสังคมยุคใหม่ การใช้ชีวิตในรูปแบบใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม มันคงจะเป็สัญชาตญาณเอาตัวรอดของคนหรือสัตว์ที่้าเอาตัวรอดหรือปรับ ตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง ชีวิตของคนก็คงมีขึ้นมีลงเหมือนน้ำขึ้นน้ำลงหรือคงจะเป็ไปตามธรรมะสุภาษิตที่ว่า"สัตว์โลกย่อมเป็ไปตามกรรม"ไม่ว่าจะเป็กรรมดีหรือกรรมชั่ว (กรรมดีก็คือบุญงามความดีที่เคยทําไว้ส่งเสริมให้มีชีวิตดีและมีความสุขสบาย กรรมชั่วก็คือบาปกรรมที่เคยทําไม่ดีไว้ส่งผลให้ชีวิตตกทุกข์ได้ยากลําบากทั้งกายและใจ)
สิงห์ได้ทํางานและแต่งงานมีครอบครัว โดยใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ที่มองออกไปทางไหนเห็นแต่ตึกสูง ลักษณะเป็คอนกรีตบ้าง เป็กระจกบ้างอยู่สองฟากฝั่งของถนน รถยนต์วิ่งไปมาเยอะแยะเต็มท้องถนน ถนนบางแห่งรถติดนิ่งเหมือนมันจอดอยู่บนท้องถนนอย่างนั้นแหละ มลภาวะก็มาก อากาศก็ไม่ค่อยจะบริสุทธิ์ อุณหภูมิก็แสนร้อน ไม่มีฤดูหนาว มีแต่ฤดูร้อนกับฤดูฝน หน้าฝน ฝนตกมาน้ำก็ท่วมถนน ท่วมรถยนต์ที่สัญจรอยู่ ผู้คนก็เร่งรีบดูแก่งแย่งชุลมุนวุ่นวายไปหมด เมืองนี่แหละที่คนเรียกว่า "เมืองคอนกรีต" สภาพแวดล้อมความเป็อยู่เป็แบบสังคมคนเมือง ซึ่งคนในหมู่บ้านเดียวกันหรือแม้กระทั่งคนที่มีรั้วบ้านติดกันก็ไม่รู้จักกัน ไม่มีงานบุญงานวัดในหมู่บ้านเพื่อให้คนในหมู่บ้านไปรวมตัวช่วยงานวัดและทําบุญร่วมกัน ฟังธรรมร่วมกันเหมือนบ้านเกิดของสิงห์ เมื่อตอนสิงห์เป็เด็ก สังคมเมืองมีทั้งคนอยู่บ้านและอยู่คอนโด วัดก็อยู่อย่างอิสระไม่ได้ระบุว่าเป็วัดหมู่บ้านอะไร คนมาทําบุญในวัดก็ต่างคนต่างมา ใช้เวลาอยู่ในวัดแป้ปเดียวก็กลับ กิจกรรมทางวัดก็ไม่ค่อยเหมือนกับที่วัดแถวบ้านของสิงห์ตอนเป็เด็ก หลายอย่างเปลี่ยนไปตามยุคสมัยจริงๆ มันชั่งแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับบ้านที่สิงห์เกิดมาในสมัยนั้น สิงห์ก็ยอมรับการเปลี่ยนของสังคม แต่ลึกๆในใจของสิงห์แอบมีคำถามอยู่ว่า บางอย่างมันเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นหรือไม่? แต่ถึงจะอย่างไรสิงห์ก็ยังเป็คนที่ใฝ่ในพระธรรมคําสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเ้า เคารพนับถือในองค์พระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สิงห์จึงได้สวดมนต์ภาวนา และพยายามทําความดีตามบุญกิริยาวัตถุ 10 หรือทําบุญ 10 วิธี จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต สิงห์ได้จากโลกใบนี้ไปอย่างสงบด้วยอายุขัย 80 ปี