ในเมื่อตอนนี้มีหลายเรื่องที่แตกต่างไปจากเดิมแล้ว เช่นนั้นนางก็ยิ่งมั่นใจว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงโศกนาฏกรรมของทั้งตระกูลได้!
แม้จะไม่ได้ยินคำตอบที่ตนอยากได้ยิน แต่เมื่อไป๋ซิวจิ่นมองท่าทางตื่นเต้นกังวลของเด็กสาวตรงหน้า แววตาของเขากลับสงบนิ่ง
“คุณหนูสาม เจ้าติดค้างบุญคุณข้าไว้มากมายแล้ว”
“เจ้าค่ะ...” เสิ่นม่านซูรีบกล่าว “รอทุกอย่างสงบลงแล้ว ข้าจะทำอาหารที่ท่านชอบให้ท่านกินเยอะๆ ดีหรือไม่ หรือวันหน้าหากมีที่ใดที่ท่านไป๋ต้องการให้ข้าช่วย ข้าเสิ่นม่านซูจะยอมทำทุกอย่าง ไม่ว่าจะอันตรายแค่ไหนก็ตามเจ้าค่ะ!”
ข้าไม่ต้องการให้เจ้าเสี่ยงอันตรายเพื่อข้า
ข้าเพียงต้องการเจ้า...
“อื้ม”
เมื่อได้ยินอีกฝ่ายยอมเอ่ยปาก ความยินดีก็ฉายชัดขึ้นทั่วใบหน้าของเสิ่นม่านซู นางกล่าวอย่างตื่นเต้นว่า “ขอบคุณท่านไป๋เจ้าค่ะ!”
ฝนใหญ่ครั้งนี้ตกตลอดหนึ่งวันหนึ่งคืน
เดิมทีเสิ่นม่านซูกับพวกก็อยู่ท้ายขบวนอยู่แล้ว ดังนั้นตอนพวกเขาออกเดินทางอีกครั้งจึงไม่ได้พบผู้ใดเลย
หลังฝนหยุด คณะของพวกเขาก็ออกเดินทางต่อ แต่เพราะสภาพอากาศไม่ค่อยดีนัก เสิ่นม่านซูจึงนั่งรถม้าอย่างเชื่อฟัง
ตอนผ่านเมืองอวี๋โจว ไป๋ซิวจิ่นส่งคนไปแจ้งข่าวที่จวนตระกูลหลิน เพื่อไม่ให้คนทางนั้นเป็นห่วงเสิ่นม่านซู
เสิ่นม่านซูขอบคุณอีกฝ่ายอีกครั้ง แต่ในใจกลับรู้สึกเก้อเขินเล็กน้อย บัดนี้นางเหมือนจะติดค้างต้นขาทองคำไป๋ไว้มากมายเหลือเกิน
หากเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ นางจะตอบแทนอย่างไรดีเล่า
แต่เสิ่นม่านซูยังคงจดจำคำเตือนก่อนหน้านี้ของไป๋ซิวจิ่นอยู่ตลอดเวลา ที่เขาบอกว่าพวกเขาไม่เหมาะสมกัน
ดังนั้นแม้จะนั่งอยู่บนรถม้าคันเดียวกัน นางก็ยังนั่งห่างจากเขา ถึงขั้นชายเสื้อของทั้งสองคนยังไม่มีโอกาสจะสัมผัสกันเลยด้วยซ้ำ
ไป๋ซิวจิ่นเห็นทุกอย่าง แววตาจึงยิ่งเย็นเยียบมากขึ้น
ในที่สุด เมื่อถึงวันที่สาม รถม้าก็โคลงสะเทือนอย่างรุนแรงครั้งหนึ่ง
ไป๋ซิวจิ่นเป็นฝ่ายยื่นมือออกไปโอบเอวบางของเสิ่นม่านซูไว้
เจ๋อหลันเห็นดังนั้น ขณะกำลังจะอ้าปากพูด ก็ถูกเจียงกูกูที่อยู่ข้างกายดึงไว้เสียก่อน
ส่วนทางด้านเสิ่นม่านซู นางมึนงงไปโดยสิ้นเชิงแล้ว!
ด้วยแรงของรถม้า นางคิดว่าตนควรจะล้มไปทางขวา...ซึ่งก็คือฝั่งของเจ๋อหลัน เหตุใดอยู่ดีๆ ถึงล้มไปทางซ้าย ทั้งยังล้มเข้าไปในอ้อมกอดของต้นขาทองคำไป๋อย่างพอดิบพอดีอีกต่างหากเช่นนี้เล่า!
“ระวังหน่อย”
เห็นชัดว่าเป็นเพียงถ้อยคำเรียบง่าย แต่เมื่อเสิ่นม่านซูได้ยิน คำพูดประโยคนั้นกลับราวกับกระแทกที่ใจเข้าอย่างจัง!
ไหนจะมืออันร้อนผ่าวเสียจนแทบเอาชีวิตนั่นอีก
เสิ่นม่านซูพยายามนั่งตัวตรง จากนั้นหัวเราะแห้งแล้วกล่าวว่า “ขอบคุณท่านไป๋เจ้าค่ะ”
“คุณหนูสาม ต่อไปเจ้าไม่จำเป็นต้องใช้คำสุภาพกับข้า และไม่ต้องเรียกข้าว่าท่านไป๋ด้วย” เสียงของไป๋ซิวจิ่นยังคงสงบนิ่งเช่นเดิม เขากล่าวช้าๆ ว่า “เจ้าเรียกข้าว่าซิวจิ่นก็พอ”
เสิ่นม่านซูเงยหน้ามองไป๋ซิวจิ่นอย่างรวดเร็ว
เพราะตกใจเกินไป ดวงตางดงามของนางจึงเบิกกว้างจนแทบถลนออกมา!
ท่านผู้ยิ่งใหญ่ ท่านถูกคนอื่นทะลุมิติมาสิงร่างหรือเปล่า
บุคลิกของท่านเปลี่ยนไปอย่างรุนแรงเกินไปแล้วนะ!
ตอนนี้ใกล้จะถึงจุดหมายแล้ว เมื่อไปถึง พวกเขาก็คงมิอาจอยู่กันตามลำพังเช่นนี้ได้อีก
เพียงคิดถึงองค์ชายหลายคนที่จ้องนางตาเป็นมันเหล่านั้น โดยเฉพาะองค์ชายเจ็ดผู้มีเจตนาไม่บริสุทธิ์คนนั้น ไป๋ซิวจิ่นก็หลุบตาลงเล็กน้อย
เขากล่าวต่อ “ต่อไป...ข้าเรียกเจ้าว่าซูเอ๋อร์ได้หรือไม่”
สีหน้าของเสิ่นม่านซูมิอาจใช้เพียงคำว่าประหลาดใจมาบรรยายได้อีกแล้ว
นางอยากยื่นมือไปแตะหน้าผากของท่านผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้เหลือเกิน ดูว่าเขามีไข้หรือไม่
เหตุใดอยู่ดีๆ ถึงพูดจาเพ้อเจ้อขึ้นมา
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงความคิดในใจเท่านั้น นางไม่กล้ายื่นมือออกไปจริงๆ หรอก
หลังพยายามทำให้ตนเองสงบลงแล้ว เสิ่นม่านซูก็เยือกเย็นขึ้นมาก นางก้มหน้ามองลายดอกไม้ปักบนชายกระโปรงของตน แล้วกล่าวอย่างสุขุมว่า “ท่านไป๋ ทำเช่นนี้ไม่ค่อยเหมาะสมตามธรรมเนียม ถึงอย่างไรท่านก็เป็นสหายของบิดาข้า อีกอย่าง ก่อนหน้านี้ท่านก็เคยเตือนม่านซูไว้แล้ว ม่านซูจำไว้เสมอ จะไม่ล้ำเส้นอีกเจ้าค่ะ”
ไป๋ซิวจิ่น “...”
บทที่ 104 เช่นนั้นเจ้าก็แต่งงานเพื่อตอบแทนเถิด
ไป๋ซิวจิ่นมองเด็กสาวที่กำลังก้มหน้าตรงหน้าตน ท่าทางว่านอนสอนง่าย ทว่าคำพูดที่กล่าวออกมากลับเด็ดขาดยิ่งนัก
เด็กคนนี้ช่างแค้นฝังหุ่นจริงๆ
แต่ก่อนหน้านี้ก็เป็นความผิดของเขาจริงๆ ที่พูดถ้อยคำเช่นนั้นออกไป
“อืม”
เสิ่นม่านซูก้มหน้าลงต่ำ ได้ยินอีกฝ่ายขานรับเบาๆ เสียงหนึ่ง จู่ๆ นางก็เดาไม่ออกว่าแท้จริงแล้วอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่กันแน่
เดี๋ยวก็เข้ามาใกล้ เดี๋ยวก็ถอยห่าง เดี๋ยวหยอกล้อ เดี๋ยวก็พูดจาแทงใจ
ใครจะรับไหวกันเล่า!
จู่ๆ เสิ่นม่านซูก็รู้สึกว่าต้นขาทองคำไป๋ก็คือต้นขาทองคำไป๋จริงๆ ไม่ใช่คนธรรมดาอย่างนางจะเข้าใกล้ได้เลย
หลังจากนั้นภายในรถม้าก็เงียบสงัดจนน่ากลัว
เจียงกูกูมองทั้งสองคน สุดท้ายก็ถอนหายใจอย่างจนใจ
หลังรถม้าเดินทางต่ออีกหนึ่งวัน ระหว่างทางยังเปลี่ยนไปขึ้นเรือข้ามฟากอีกครั้ง ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงจุดหมาย
เสิ่นม่านซูถอนหายใจโล่งอก
ตลอดทางนี้ นางเสียใจนับครั้งไม่ถ้วนที่ร่วมเดินทางมากับต้นขาทองคำไป๋
โชคดีที่ในที่สุดบรรยากาศคลุมเครือชวนให้คิดฟุ้งซ่านนั้นกำลังจะจบลงเสียที
แต่ในตอนที่นางเพิ่งจะลงจากรถม้า จู่ๆ ก็มีมือข้างหนึ่งโอบเอวนางไว้ แล้วดึงนางถอยกลับไปอย่างแรง
หากไม่รู้ว่าคนด้านหลังคือใคร เกรงว่าเสิ่นม่านซูคงเหวี่ยงหมัดออกไปแล้ว!
และในชั่วพริบตาที่นางมึนงงนั้น ทั้งร่างก็ถูกไป๋ซิวจิ่นกอดไว้ในอ้อมแขน!
เจียงกูกูกับเจ๋อหลันลงจากรถไปแล้ว เวลานี้ยังได้ยินเสียงพวกนางสนทนากับจินหลิง ไป๋จื่อ และคนอื่นๆ ดังแว่วมาจากนอกรถม้า
หัวใจนางเต้นรัวราวกับกลองศึก เสิ่นม่านซูรู้สึกว่าหัวใจของตนแทบจะกระโดดออกมาจากลำคอแล้ว!
นางกัดลิ้นบังคับให้ตนเองสงบสติลงอีกหน่อย “ทะ...ท่านไป๋ ท่านจะทำอะไรเจ้าคะ”
“เรียกข้าว่าซิวจิ่น”
ครั้นไออุ่นจากลมหายใจของบุรุษพุ่งตรงมาข้างหูของเสิ่นม่านซู ติ่งหูกลมมนแสนน่าเอ็นดูของนางพลันแดงระเรื่อขึ้นมาในทันที
เสิ่นม่านซูยอมตามน้ำอย่างว่าง่าย “ซิวจิ่น ทะ...ท่านจะทำอะไร”
“ซูเอ๋อร์ ก่อนหน้านี้เจ้าเคยพูดว่าเจ้าจะตอบแทนบุญคุณที่ข้ามีต่อเจ้าด้วยตัวเอง”
“ใช่”
“ข้าตกลงแล้ว เช่นนั้นเจ้าก็แต่งงานกับข้าเพื่อตอบแทนเถิด”
เสิ่นม่านซู “...”
นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายปล่อยมือไปตั้งแต่เมื่อใด นางลงจากรถม้าและเดินตามเจียงกูกูกับคนอื่นๆ ไปยังที่พักชั่วคราวของบิดาอย่างมึนงง
ทว่าเดินไปได้ไม่กี่ก้าว เสิ่นม่านซูก็หันกลับไปมองด้านหลัง
เห็นบุรุษรูปงามในชุดสีขาวจันทร์เสี้ยวผู้นั้นยืนอยู่ข้างสะพานโค้ง กำลังยิ้มให้นางเล็กน้อย
เสิ่นม่านซูยกมือขึ้นมากัดข้อมือตนเองทีหนึ่งคำ
ซี๊ด!
เจ็บจริงๆ ด้วย!
ดูท่าคงไม่ได้ฝันไป
ส่วนไป๋ซิวจิ่นที่เห็นทุกอย่างก็ยกมุมปากยิ้มเอ็นดู
แม่นางน้อยของเขาช่างน่ารักจริงๆ
ไป๋จื่อยืนอยู่ด้านข้างมองรอยยิ้มที่มิอาจบรรยายเป็นคำพูดได้บนใบหน้าเจ้านายของตน แล้วถอนหายใจยาวโล่งอกอย่างรู้สึกปลื้มใจยิ่งนัก
กลับเป็นไป๋จี๋เจ้าคนซื่อที่ยังพร่ำบ่นอยู่ด้านข้าง “นายท่าน อีกสองวันพวกเราต้องไปแคว้นกู่เย่ว์จริงๆ หรือขอรับ เฮ้อ เดิมทีบ่าวนึกว่าจะอยู่ทางนี้ได้นานกว่านี้เสียอีก”
ไป๋ซิวจิ่นมองเขาอย่างเรียบเฉยแวบหนึ่ง ก่อนกล่าวกับผู้ที่อยู่ด้านหลังว่า “ไป๋เฉียน เจ้ารั้งอยู่ที่นี่ ไปอยู่คุ้มครองข้างกายคุณหนูสาม”
“ขอรับ”
ไป๋เฉียนที่ราวกับเงาร่างสายหนึ่งพุ่งหายไปอีกครั้ง
พอไป๋จี๋ได้ยิน ก็ร้องไห้กระซิกกล่าวทันทีว่า “นายท่าน นายท่านให้ข้าไปคุ้มครองคุณหนูสามเถิดขอรับ ถึงอย่างไรข้าก็คุ้นเคยกับสาวใช้ บ่าวชาย และกูกูผู้ดูแลของนางเป็นอย่างดี!”
แววตาของไป๋ซิวจิ่นเฉียบคม เขามองไป๋จี๋แล้วจู่ๆ ก็กล่าวว่า “ข้าจำได้ว่าก่อนหน้านี้เจ้าเคยลอบเข้าไปในห้องหอของคุณหนูสามยามค่ำคืนด้วยใช่หรือไม่”
ไป๋จี๋ “!!!”
เขากะพริบตาปริบๆ จู่ๆ ก็ไม่เข้าใจว่า อยู่ดีๆ เหตุใดนายท่านถึงใช้สายตาน่ากลัวเช่นนี้พูดถึงเรื่องนี้!
ไป๋จื่อที่อยู่ด้านข้างได้จุดเทียนไว้อาลัยให้สหายในใจเงียบๆ แล้ว
อยู่ดีไม่ว่าดี ดันไปลอบเข้าห้องหอของคุณหนูสามเสิ่นเสียได้!
ส่วนทางด้านเสิ่นม่านซู หลังได้พบกับบิดา นางก็ได้สติกลับมาในที่สุด