บทที่ : 3 ร่วมโต๊ะ
สามวันผ่านไป ที่จริงนางอยากที่จะลุกออกไปด้านนอกั้แ่วันถัดมาจากที่นางรู้สึกตัวแล้ว แต่นางก็ตัดสินใจที่จะพักผ่อนต่อไป เพื่อที่จะไม่ให้ผู้คนสงสัยมากจนเกินไป และเพื่อที่จะได้เรียบเรียงแผนการต่างๆ ที่จะทำต่อไปในวันข้างหน้า เพื่อโดยภาพรวมแล้วตอนนี้นางรู้เพียงแค่ว่าบิดารักเ้าของร่างนี้มาก แต่ก็ไม่มีเวลามากพอที่จะดูแลนางไปตลอด
นอกจากนี้แล้วนางยังจำเป็ต้องรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างนางกับคนอื่นๆ ภายในจวนอย่างแท้จริงเสียก่อน ไม่ว่าจะเป็ระหว่างพี่น้อง คนรับใช้ ตลอดไปจนญาติๆ ที่อยู่ร่วมกันภายในจวน ว่าจะสามารถทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน...
ด้วยเหตุนี้เองที่เองสามวันมานี้นางจึงให้หัวข้อต่างๆ มาพูดคุยกับหญิงรับใช้คนสนิทจนนางเองก็ยังถามถึงความเปลี่ยนไปของผู้เป็นาย แต่เยว่ฮวาก็เฉไฉไปเรื่อยเปื่อย และพยายามที่จะเก็บข้อมูลที่พอจะใช้ได้ให้มากที่สุด
จริงอยู่ที่นางไม่อยากที่จะกลับไปเป็นางเหมือนก่อนที่จะสิ้นใจ แต่จะอย่างไรนางเองก็ไม่ใช่เด็กน้อยที่จะทำอะไรออกไปโดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยงใดๆ นางจึงพยายามที่จะสะสมข้อมูลให้ได้มากที่สุด เหมือนคำที่นางยึดถือเอาไว้เสมอ นั่นก็คือมีข้อมูลดีก็มีชัยเหนือศัตรู
ซึ่งสิ่งที่นางได้มาก็ทำให้นางรู้สึกแย่ไม่น้อย เพราะขนาดข้อมูลจากสาวใช้และบ่าวที่แวะไปเวียนมาอย่างคร่าวๆ ตัวนางในสายตาของคนอื่นภายในจวนเองก็ไม่ใช่อะไรที่ดีนัก ไม่สิต้องบอกว่าออกจะแย่มากเสียด้วยซ้ำ
อย่างแรกคือเหล่าเ้านายในจวนนั้นหลังจากที่มารดาของนางตายไป ก็ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับนางเท่าไรนัก ซึ่งสำหรับนางที่มาจากโลกอีกใบ และเคยอยู่ในวงการการค้าขายมาเองก็พอที่จะเข้าใจได้ เพราะสังคมนี้ไม่ใช่อะไรที่ง่ายดาย ไม่สิต้องบอกว่าทุกสังคมที่พ้นจากามาสักพัก ความโลภของกลุ่มคนบางกลุ่มก็จะเริ่มกัดกินไปเรื่อยๆ
สำหรับเด็กหญิงที่ไม่มีอะไรเลยนอกเสียจากความรักของบิดาแล้ว มันจะมีค่าอะไรอีก เพราะอย่างแรกก็อย่างที่ความฝันของนางได้บอกเอาไว้คร่าวๆ แล้ว ว่านางมีพี่น้องกี่คน และแต่ละคนมีความสามารถอะไรบ้าง แต่นั่นก็ไม่ได้สำคัญเท่ากับว่าฝั่งของนางนั้นไม่มีใครเลยนอกจากตัวนางที่เป็หญิงที่ไม่รู้ว่าจะแต่งออกไปวันไหน
กับอีกฝ่ายที่มีแม่เลี้ยงผู้โเี้ที่มีลูกชายคนโตที่มากความสามารถ แม้ตอนนี้จะอายุเพียงแค่ยี่สิบปี ก็ยังสามารถแบ่งเบางานของบิดาได้บ้างแล้ว ไหนจะพี่ชายคนรองที่ออกไปฝึกฝนกับสำนักคุ้มภัยเลื่องชื่อ และมีผลงานโดดเด่นไม่น้อย
ที่แย่ไปกว่านั้นนางยังมีพี่สาวอีกคนที่กำลังจะแต่งออกไปในอีกไม่นาน ซึ่งตระกูลของอีกฝ่ายนั้นเห็นว่าเป็ถึงขุนนางขั้นสองเลยทีเดียว
เพียงเท่านี้ตัวเ้าของร่างนี้ก็ไม่มีแต้มต่อใดๆ อีกแล้ว ที่จะอยู่เหนืออีกฝ่ายได้เลย จะให้ผู้คนตีตัวออกห่างนางก็ไม่เห็นจะแปลกเท่าไหร่
ในส่วนของเหล่าชนชั้นล่างนั้นก็ไม่ได้ต่างกันมากมาย เพราะนอกจากบ่าวประจำตัวบางส่วนที่เกราะติดนายของตนด้วยความซื่อสัตย์แล้ว บ่าวส่วนใหญ่ในจวนเองก็ไม่ได้เป็เหมือนในซีรี่ย์ในนิยายเท่าไรนัก เพราะพวกเขาเพียงแค่ทำงานไปตามหน้าที่ของตนเอง เพราะสังคมสำหรับคนจนนั้นมันโหดร้ายมาก
อาจจะเป็เพราะโลกนี้เมืองนี้ที่นางอยู่อาศัย ไม่ได้มีกฎหมายอะไรมาคุ้มครองชนชั้นล่าง ทำให้พวกเขาต้องดิ้นรนกันเองเพื่อที่จะมีชีวิตรอดต่อไปในแต่ละวัน
“มันก็ไม่ได้อย่างที่คิด...” ในเช้าของวันที่สี่ เยว่ฮวาที่กำลังรวบรวมความคิดของนางอยู่ก็เปรยกับตัวเองเบาๆ “อย่างน้อยที่แน่ๆ โลกนี้คนไม่ถึงหนึ่งในร้อยส่วนเท่านั้นที่เหลี่ยมจัดแพรวพราว แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังคงซื่อสัตย์มากกว่าที่โน่น น่าจะพอทำอะไรได้บ้างสักอย่างสองอย่าง”
กล่าวพลางก็ขีดๆ เขียนๆ สิ่งที่คิดลงไปในสมุดหนาๆ ตามเทคโนโลยีที่ล้าหลัง จนทำให้กระดาษในยุคนี้สมัยนี้นั้นหนาเตอะ ส่วนดินสอเองก็ไม่มี มีแค่หมึกจีนที่ใช้งานได้ยากพอสมควรสำหรับคนที่ไม่เคยฝึกมา ซึ่งก่อนที่ดวงตะวันจะโผล่พ้นขอบฟ้านางก็สามารถร่างแผนการคร่าวๆ ได้สำเร็จ
ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือนางไม่จำเป็ที่จะต้องหวาดกลัวว่าจะมีใครมาอ่านมันเลย เพราะต่อให้มีคนได้ไปก็คงไม่มีใครอ่านมันออกอยู่ดีนั่นแหละ...
“เท่านี้น่าจะพอ...”
หญิงสาวกล่าวกับตัวเองเบาๆ หลังจากที่อ่านทวนสิ่งที่บันทึกเอาไว้อีกครั้ง แล้วหันไปมองท้องฟ้าที่ตอนนี้แสงสีทองสาดส่องเข้ามาเข้ามาที่หน้าต่าง....
.
.
.
ยามเฉิน
วันนี้ก็เป็อีกวันหนึ่งที่ค่อนข้างพิเศษสำหรับบ้านสกุลจาก เพราะเป็วันที่นายท่านใหญ่จางนั้นว่างและได้อยู่บ้าน ซึ่งแต่ละปีนั้นมักจะมีวันแบบนี้เพียงไม่กี่วันเท่านั้น ยิ่ง่เข้าสู้ต้นหน้าร้อนที่การค้าขายค่อนข้างยุ่งแบบนี้ หาได้ยากที่คหบดีจางจะสามารถว่างเว้นการเดินทางได้
และเนื่องจากเหตุนี้เองวันนี้จึงเป็หนึ่งในวันที่เหล่าเ้านายสกุลจางสายหลักจะมาร่วมโต๊ะอาหารกันในยามเช้า ทำให้คนในบ้านต่างก็วุ่นวายจัดแจงสิ่งต่างๆ กันั้แ่เช้า
และตอนนี้ก็เป็เวลาที่ทุกคนจะมารวมตัวกันเพื่อที่จะมาทานอาหารตามปกติ ซึ่งหลายชีวิตก็ทยอยกันเข้ามาภายในห้องโถงหลักกันตามลำดับ เพื่อเฝ้ารอนายท่านจางมาถึง
แน่นอนว่าคนที่มาเป็ลำดับแรกๆ และคอยมาจัดแจงทุกอย่างก่อนใคร ก็คือฮูหยินรองแห่งสกุลจาง จางอี้ซินในวัยสามสิบหกปี ตามมาด้วยลูกๆ ทั้งสามของนาง ที่นางภาคภูมิใจมาโดยตลอดได้แก่
จางจ้าวเฉิง ชายหนุ่มรูปงามท่าทางสุขุมผู้มากความสามารถ ด้วยวัยเพียงยี่สิบปีเขาก็สามารถติดตามบิดาไปเพื่อที่จะแบ่งเบาภาระของเขาได้บ้างแล้ว
ต่อมาก็เป็บุตรชายคนรอง จางหลั่วเทียนวันสิบแปดปี ที่เพิ่งจะกลับมาพร้อมกับผู้เป็บิดา เขาคือชายหนุ่มที่มีรูปร่างกำยำสมส่วนกับท่าทางที่องอาจกล้าหาร ที่ไปฝึกฝนวรยุทธ์มาจากสำนักคุ้มภัยอันดับหนึ่ง แม้จะไม่ฉลาดหลักแหลมเท่าผู้เป็พี่ชาย แต่ก็แข็งแกร่งพอที่จะสามารถวางใจได้
สุดท้ายก็เป็บุตรสาวคนสุดท้องของฮูหยินรอง จางถิงๆ ในวัยสิบหกปี ที่เก่งกาจงานในบ้านทั้งยังมากความสามารถเพราะถูกมารดาเคี่ยวเข็ญมาั้แ่เด็ก จนไม่ว่าจะเป็ภาพวาดโคลงกลอน หรือขับร้องร่ายรำก็ทำได้ดีในระดับหนึ่ง แม้จะอยู่ในตระกูลคหบดี ก็ยังเป็ที่โจษจันของผู้คนทั่วไป ว่าเป็ดอกไม้งามผู้หนึ่ง
ส่วนนายผู้เฒ่ากับฮูหยินผู้เฒ่านั้นแยกออกไปอยู่กันเป็ส่วนตัวตามประสาผู้ชรา น้อยครั้งนักที่จะมาร่วมโต๊ะด้วย แต่วันนี้ทั้งสองเองก็มาเช่นกัน ทำให้โต๊ะอาหารในวันนี้ค่อนข้างครึกครื้นเป็พิเศษ
โดยที่ทุกคนไม่มีทางรู้เลยว่า หลังจากนี้พวกเขาจะต้องเจอกับอะไรบ้าง...
เมื่อทุกคนมากันจนเกือบครบแล้ว นายใหญ่จางผู้เป็เ้าบ้านก็มาถึงเป็คนสุดท้าย แล้วนั่งลงที่หัวโต๊ะอย่างปกติทุกครั้ง
“ในเมื่อทุกคนมากันครบแล้วเช่นนั้นพวกเราก็ทานกันเถอะ” ชายวัยกลางคนกล่าวด้วยน้ำเสียปกติ ก่อนที่จะหยิบตะเกียบขึ้นมา หมายที่จะคิบอาหารเป็คนแรกตามธรรมเนียม เพื่อให้คนอื่นได้กินบ้าง แต่ก่อนที่เขาจะทันได้คีบอาหาร ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาเรียกความสนใจของคนทั้งห้อง
“วันนี้ขอข้าร่วมโต๊ะด้วยคนได้หรือไม่เ้าคะ?”
......................
ยามเฉิน (辰:chén) คือ 07.00 – 08.59 น.