ห้องนอนใหญ่กลางเรือนรับรองเต็มไปด้วยความวุ่นวายสับสน หมอชายหญิงแปลกหน้าหลายต่อหลายคนต่างพากันกรูเข้านอกออกในห้องนอนที่ถูกเปิดประตูกว้างไว้แทบตลอดเวลา บ่าวไพร่เกือบทั้งหมดภายในเรือนต่างวิ่งเข้าวิ่งออกกันขวักไขว่ ชิ้นเศษผ้าเปื้อนเลือด ถาดน้ำร้อนที่ถูกยกเข้าไป ก่อนจะถูกยกออกมาในสภาพที่มีเลือดนองอยู่แทนที่ ภาพเหตุการณ์ทั้งหมดล้วนอยู่ภายใต้ดวงตาแวววาวที่ถูกฉาบไว้ด้วยม่านน้ำตาของหญิงสาวที่ยืนเหม่อลอยอยู่ด้านหน้าฉากกั้นห้อง ที่กั้นระหว่างห้องรับรองกับประตูห้องนอนขนาดใหญ่ภายใน ก่อนที่นางจะรู้สึกตัวเมื่อมีมือใหญ่ตบลงที่ต้นแขนของนางเบาๆ
“ คุณหนูท่านไปพักผ่อนก่อนเถอะ เขามีหมอดูแลอยู่หลายคน น่าจะไม่เป็นอะไรแล้ว “ จากน้ำเสียงทุ้มของชายหนุ่ม ต่อให้เป็นคนที่โง่งมแค่ไหนก็ฟังออกว่าเสียงเปล่งออกมาของเขาเจือไปด้วยความไม่มั่นใจอย่างชัดเจน
กู้เซียนเซียนไม่ได้หันไปมองตามเสียงของบุรุษที่ยืนอยู่ด้านข้าง แต่นางกลับส่ายหัวไปมาช้าๆ แทน
เหล่าจางจึงได้แต่ยืนจ้องไปยังความวุ่นวายเบื้องหน้าสลับกับมองสตรีร่างเล็กที่ยืนตัวสั่นอยู่เงียบๆ เป็นเพื่อนนางเช่นนั้นต่อไปอีกสักพัก ก่อนจะขยับตัวไปเลื่อนเก้าอี้นั่งพนักสูงให้แก่หญิงสาวที่ยืนจนเริ่มโอนเอนไปมา
หลังจากที่กู้เซียนเซียนนั่งลงไปสักพัก เขาถึงได้ยินเสียงสะอึกสะอื้นดังแว่วออกมาเบาๆ
‘ ถือว่าท่านทำสำเร็จก็แล้วกัน ‘ ชายร่างสูงที่ยืนมองกู้เซียนเซียนนั่งขดตัวร่ำไห้จากเบื้องสูงคิดอยู่ในใจ
ล่วงเข้ากลางดึก หลังผ่านความสับสนวุ่นวายอยู่หลายชั่วยาม กู้เซียนเซียนถึงได้มีโอกาสเดินเข้าไปด้านในห้องนอนของบุรุษที่ยังคงนอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง
ท่ามกลางคำพูดของหมอที่ถูกเชิญมารักษาจนหมดหมู่บ้านและอำเภอเล็กๆแห่งนี้
“ โชคดีที่ไม่ได้แทงถูกอวัยวะสำคัญ หากเพียงเขาผ่านพ้นคืนนี้ไปได้ก็มีโอกาสรอดมากขึ้นอีกส่วนแล้ว “
“ แต่ข้าไม่คิดเช่นนั้น บาดแผลไม่สาหัส แต่เขาเสียเลือดมากเกินไป ไม่แน่ว่า… ”
“ หากมียาเซียน หรือโอสถจากสวรรค์ ก็ไม่แน่ว่าจะรอด ”
กู้เซียนเซียนที่ยืนก้มหัวข่มกลั้นน้ำตาที่พาลแต่จะไหลออกมาอยู่ตลอดเวลา กัดฟันถามอาการของเซียวหลงกับหมออาวุโสท่านหนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้ตัวที่สุด แม้จะได้ยินเสียงซุบซิบกันเบาๆอยู่แทบตลอดเวลาอยู่แล้ว
“ แล้ว.. จะเป็นแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน “
คำถามของนาง นางย่อมหมายถึงเมื่อไหร่เขาจะดีขึ้น เมื่อไหร่อาจารย์ของนางจะลืมตาขึ้นมาได้เสียที
หมอผู้นั้นส่ายหน้า เหลือบมองภายในห้องชั้นในแว่บหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าตอบคำถามของนางด้วยน้ำเสียงเจือความไม่มั่นใจอยู่หลายส่วน “ สุดแท้แต่ฟ้าลิขิตแล้ว แม้บาดแผลจะรักษาหาย ไม่แน่ว่าอาจส่งผลต่อร่างกายในระยะยาว ยังไม่รวมถึงพิษไข้ที่เขาเผชิญอยู่ตอนนี้ ข้าเพียงบอกเจ้าได้ว่า วันนี้พรุ่งนี้เขาจะยังคงมีลมหายใจอยู่ แต่วันต่อๆไปนั้น ข้าไม่อาจรับปาก “
หยาดน้ำตาที่พยายามข่มกลั้นมาตลอดพลันไหลรินราวม่านมุก หยดแล้วหยดเล่า หญิงสาวยืนตัวสั่นอยู่ด้านหน้าฉากกั้นชั่วขณะหนึ่ง ราวกับต้องการจะปลดปล่อยความเสียใจออกไปให้หมดก่อนค่อยๆใช้สองมือปาดเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม และเดินกะโผลกกะเผลกผ่านเข้าไปยังห้องด้านในช้าๆ
ชายหนุ่มยังคงนอนหลับตาสงบนิ่ง สีหน้าไม่บ่งบอกถึงความเจ็บปวดแม้แต่น้อย เขายังคงมีใบหน้าเรียบนิ่งเย็นชา ไร้อารมณ์ เพียงแต่ริมฝีปากกลับแลดูซีดเซียวจนน่ากลัว กู้เซียนเซียนรู้ว่าอาจารย์ของนางไม่ได้ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกเลยตั้งแต่ถูกหามกลับเข้ามายังห้องนอนแห่งนี้ และไม่มีทีท่าจะฟื้นขึ้นมาในระยะเวลาอันใกล้แม้แต่น้อย
นางเดินลงไปนั่งคุกเข่าโขกศีรษะช้าๆที่ข้างเตียงของเขา ก่อนจะพยุงร่างสั่นเทาของตนเองขึ้นมา เดินอีกสองก้าวไปที่ข้างขอบเตียงของบุรุษหนุ่ม “ อาจารย์ ศิษย์อกตัญญูมาหาท่านแล้ว “ นางเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มเปรอะคราบน้ำตาทั้งใบหน้า ย่อกายทรุดตัวลงนั่งที่พื้นข้างเตียงของเขา ใช้มือสองข้างเช็ดคราบน้ำตาจนแห้งผาก เพราะน้ำตาถือเป็นสิ่งอัปมงคลสำหรับคนเจ็บคนตาย นางจะไม่ยอมให้มันไหลออกมาโดนเขาอย่างเด็ดขาด
“ ข้าอยากให้ท่านมองเห็นข้าตอนนี้จริงๆ ข้ามองเห็นใบหน้าของท่านแล้ว มองเห็นท้องฟ้ายามเย็นเมื่อครู่ ข้าเห็นละอองหมอกที่ท่านบอกข้าแล้วด้วย “ มือเล็กผอม ค่อยๆเอื้อมไปกอบกุมมือใหญ่ของเซียวหลงที่วางอยู่ข้างตัวก่อนจะเปลี่ยนเป็นประสานเกี่ยวกวัดกันไว้ด้วยนิ้วมือทั้งสองข้างของนาง
“ ข้า… มองเห็นท่านแล้วจริงๆ “ มือเล็กๆข้างหนึ่งเอื้อมไปลูบที่ข้างแก้มของชายหนุ่ม น้ำเสียงเจือสะอื้นกดทุ้มต่ำเผยความเข้มแข็งออกมาให้คนเบื้องหน้าได้รับรู้ “ อาจารย์ ท่านดูสิ.. ตอนนี้ ข้าแข็งแรง..จนแทบจะกินวัวได้ทั้งตัวเลยทีเดียว “ นางยังคงเอื้อนเอ่ยอยู่คนเดียวต่อไป เพียงแต่คำพูดติดตะกุกตะกักเพราะต้องคอยกลืนก้อนสะอื้นเป็นระยะ มือผอมเล็กผละจากใบหน้าของเขา เปลี่ยนเป็นยื่นไปตรงหน้าชายหนุ่มแทน “ นี่ไง ดู.. ท่านดูสิ “
หลังประตูห้องนอนเหล่าจางยืนกอดอกพิงประตูอยู่ตลอด เขาได้ยินเสียงหัวเราะแหบพร่าเหมือนเป็ด สลับกับเสียงพูดคุยเบาๆอยู่คนเดียวของลูกศิษย์เซียวหลงดังขึ้นลงเป็นระยะๆ สายตาของเขาลอบมองสลับไปมาระหว่างเงาร่างของคนสองคนภายในห้องกับหมอชาวบ้านที่นั่งๆยืนๆกันอยู่หลายคน เพียงแต่ระหว่างพวกเขาทำเพียงส่งสายตากันไปมา ไม่ได้ส่งเสียงขึ้นมารบกวนใดๆ จนทั่วทั้งห้องปกคลุมไปด้วยความอึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออก
ก่อนที่ชายหนุ่มที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ตลอดบ่ายจนค่ำจะเดินผละจากไปเงียบๆ
ก่อนย่ำรุ่งของวันใหม่ เสียงเอะอะโวยวายของสตรีผู้หนึ่งก็ดังขึ้นมาจากภายนอกห้อง
“ อะไรกัน เกิดอะไรขึ้น ถอยไป ถอยไปให้หมด “ อินั่วอันตะโกนไล่ผู้คนไปตลอดทางก่อนจะผลักทุกคนที่ขวางทางออกแล้ววิ่งผลุนผลันตรงเข้ามายังห้องด้านใน ในสภาพของคนที่เพิ่งกลับมาจากการเดินทางไกล เพราะผมเผ้าที่กระเซอะกระเซิงจนเข้าขั้นรกรุงรัง ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบฝุ่น และเสื้อผ้าที่ยับย่นไร้ระเบียบ
“ บ้าจริง ข้าไปไม่กี่วัน ทำไมถึงเกิดเรื่องได้ถึงเพียงนี้ “ นางแผดเสียงเหวใส่ทุกคนที่ยืนขวางทางอยู่ ก่อนรีบก้าวเข้าไปภายในห้อง ก่อนจะเห็นสภาพอยู่ไม่สู้ตายของเซียวหลง
“ นั่นไง ข้าว่าแล้วเชียว ทำอะไรไม่ปรึกษากันก่อนเลย “ แม้ปากจะบ่นอย่างเก็บอารมณ์ไม่อยู่ แต่มือข้างหนึ่งก็คว้าต้นแขนกู้เซียนเซียนลากนางที่กำลังนอนฟุบอยู่ข้างเตียงออกไปอย่างไม่ทะนุทะนอม “ เจ้า ไสหัวออกไปก่อน “
กู้เซียนเซียนที่งัวเงียงุนงงจากการถูกคนปลุกและดึงตัวลากออกมากระทันหัน หลังจากยืนทรงตัวและเรียกสติกลับมาได้แล้ว จึงได้รีบถลาเข้าไปจับมือของหมอหญิง ละล่ำละลักเอ่ยขึ้นเร็วๆว่า “ ท่านรีบรักษาเขาเถอะ ได้โปรด “
“ เอ๋..เจ้ามองเห็นแล้วหรือ “ อินั่วอันหันมาถามอย่างแปลกใจ และเปลี่ยนเรื่องไปทันที นี่น่าตกใจเกินไปแล้วมิใช่หรือ หาวิธีรักษาแทบตาย กลับหายง่ายๆเช่นนี้
“ เช่นนั้นยิ่งอยู่ไม่ได้ หน้าอกศิษย์พี่จะให้เจ้าเห็นได้อย่างไร รีบออกไปเดี๋ยวนี้ “ อินั่วอันไม่แม้แต่จะอะลุ่มอะล่วย สะบัดแขนที่กู้เซียนเซียนกอบกุมไว้ พลางผลักนางให้เดินไปข้างหน้าเบาๆ คำพูดยังคงยืนกรานแข็งขันเช่นเดิม “ หากยังยืนเซ่ออยู่ตรงนี้ ข้าจะไม่รักษา ไม่ดูแผลให้เขา เจ้าไปเตรียมงานศพรอได้เลย “ ปากคอจัดจ้านเราะร้ายของหมอหญิง แม้กู้เซียนเซียนจะลังเล นางก็ทำได้เพียงค่อยๆถอยหลังและเดินจากไปช้าๆ แม้ระหว่างนั้นจะผินหน้ากลับมาดูเป็นครั้งคราวอยู่ตลอด
“ ให้หมอข้างนอกเข้ามาสองสามคน ที่เหลือไปรอต้มยา เอายาที่ข้าแบกกลับมาทั้งหมดไปเก็บด้วย “ นางตะโกนสั่งการออกมาอย่างรวดเร็ว ทำให้คนที่ยืนรออยู่ภายนอกมีการขยับตัวเดินกันขวักไขว่อีกรอบ ก่อนจะมีหมอสองสามคนเดินเรียงกันเข้าไปยังด้านในห้องนอนด้านใน
ภายในห้อง อินั่วอันจับชีพจรของเซียวหลงอย่างรวดเร็ว ก่อนเปิดดูบาดแผลบริเวณหน้าอกของเขา
“ ข้าก็ว่าแล้วเชียว ทำไมต้องไล่ข้าไปซื้อยา ทั้งๆที่ยาจะท่วมเรือนเก็บอยู่แล้ว แถมยาประหลาดๆรักษาบาดแผลรุนแรงพวกนั้นอีก ที่แท้ท่านเตรียมการไว้แล้วนี่เอง “ นางเอ่ยปากเปิดโปงเขาเบาๆ ไม่ให้กู้เซียนเซียนที่ยืนรออยู่ด้านนอกห้องได้ยิน
อินั่วอันใช้ลมปราณกดไปที่จุดชีพจรทั่วร่างของเซียวหลงสี่ห้าครั้ง ก่อนจะเห็นสีเลือดบนใบหน้าของเขาปรากฏขึ้นช้าๆ
“ ท่านก็ไม่ได้อยากตายนี่นา “ ที่นางเอ่ยเช่นนี้ เพราะนางคุ้นเคยกับลมปราณตีกลับเช่นนี้ดี เขาจะต้องสะกัดจุดตายของตัวเองไว้ก่อนที่จะเอาตัวเข้าไปรับคมกระบี่นั่นแล้ว มือแบบบางสองข้างค่อยๆแกะผ้าพันแผลบริเวณหน้าอกของเขาออก กระทั่งตรงไหนที่แกะไม่ออก นางก็ไม่ลังเลที่จะตัดมันด้วยมีดทันที
“ จุ๊ๆๆๆ นึกว่าตัวเองจะตายไม่เป็นหรือ “ ปากของนางเริ่มพ่นคำตำหนิออกมาอีกครั้งเมื่อมองเห็นบาดแผลฉกรรจ์ตรงหน้า
“ ไปเอาล่วมยาของข้ามา” นางหันไปสั่งหมอชาวบ้านที่ยืนนิ่งงันอยู่ด้านข้างอย่างไม่รู้จะช่วยเหลืออะไรดี
“ เพียงแค่นั้นหรือ “ หมอแปลกหน้าเอ่ยปากถาม
“ ไม่แค่นั้นหรอก ข้าจะบอกตัวยาที่ต้องใช้ ยาพวกนั้นข้าซื้อกลับมาหมดแล้ว ขอเพียงท่านออกไปต้มตามสัดส่วน แล้วรีบยกมาให้ข้าตอนนี้ก็พอ
“ กระสัยยาตัวไหนบ้าง” หมออีกคนที่ยืนอยู่ด้านข้างเอ่ยปากถามขึ้นมาบ้าง เขายืนดูอยู่สักพักแล้ว เห็นว่าฝีมือของแม่นางน้อยคนนี้ย่อมไม่สามัญ นางทำให้เลือดของคนป่วยไหลเวียนได้อย่างรวดเร็ว สีหน้าของเขาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แสดงว่าหมอหญิงผู้นี้ต้องเชี่ยวชาญการรักษาบาดแผลจากภายนอกรวมถึงจุดชีพจรทั่วร่างอย่างแน่นอน ลักษณะการกดจุด การกรีดปากแผล ทำได้อย่างชำนาญราวกับพบเจอมาทุกวัน
ที่พวกเขาคิดก็ไม่ผิดจริงๆ หมอที่อยู่ในสนามรบมาหลายปี ย่อมต้องเชี่ยวชาญบาดแผลเปิดจากภายนอกมากกว่าหมอชาวบ้านทั่วไปอยู่แล้วเพราะเป็นเรื่องที่พบเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน การสั่งการเฉียบขาด รวดเร็ว เพียงแต่.. น้ำเสียงกับกิริยาที่ไม่ค่อยเป็นมิตรนั่น ออกจะเกรี้ยวกราดอยู่ไม่น้อย
“ ยาภายนอกทั้งนั้น เขากินยาต้มอะไรได้ที่ไหนหล่ะตอนนี้ “ อินั่วอันเอ่ยตอบอย่างคนอารมณ์เสีย ก่อนจะผละเดินไปไล่สั่งตัวยาขึ้นมาไวๆนับสิบตัว มือก็ค้นหายาทำแผลที่นางมีอยู่ในล่วมยาและรีบเดินกลับมายังเตียงคนป่วย ภายใต้สายตาอยากรู้อยากเห็นของหมอชาวบ้านกลุ่มใหญ่ ก่อนที่บางคนจะช่วยนางพยุงตัวของเซียวหลงขึ้นมา บางส่วนรีบออกไปต้มยาตามที่นางแจ้งไว้
หลังจากทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง นางจึงหันไปใส่ผงยาที่มีอยู่ก่อนหน้าลงไปที่บาดแผลของเขาโดยตรง หากจุดใหนที่เทยาลงไปไม่ได้ นางไม่ลังเลที่จะใช้มีดอาบเหล้าขาวฤทธิ์แรงกรีดลงไปเปิดบาดแผลให้กว้างขี้นเพื่อให้ยาสามารถแทรกตัวลงไปได้ถ้วนทั่ว หากตอนนี้เซียวหลงยังคงรู้สึกตัวอยู่อย่างไรก็ต้องมีนิ่วหน้ากันบ้าง แต่เพราะตอนนี้ ถึงแม้ยาที่ใช้จะทำให้แผลปวดแสบร้อนเพียงใด คมมีดจะกรีดลึกลงไปบริเวณไหน คนป่วยก็ยังคงไม่รู้สึกตัวแม้สักส่วน
‘ ฮึ.. ถ้าไม่อยากตาย ทำไมต้องทำตัวเองถึงขนาดนี้ด้วย ‘ เขาต้องไม่อยากตายง่ายๆเช่นนี้อย่างแน่นอน ดูจากความตั้งใจที่ยิ่งใหญ่ของเขา ความมุ่งมั่นปราถนาของเขาที่จะทำให้บ้านเมืองสงบปราศจากสงครามและความหิวโหย ไม่มีทางที่คนอย่างศิษย์พี่จะมาทิ้งชีวิตไว้ง่ายๆเช่นนี้
“ เฮ้อ.. ให้ตายเถอะ! “ อินั่วอันพ่นลมหายใจออกมาอย่างหัวเสีย หลังจากช่วยกันกับหมออีกคนเช็ดเลือดที่ไหลหยดลงบนผ้าขาวบนเตียงอีกครั้ง
บริเวณสวนด้านนอก เหล่าจางยืนมองความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในห้องนอนเซียวหลงอยู่เงียบๆ
หากจะบอกว่าคนที่เข้าใจเรื่องทุกอย่างอย่างทะลุปรุโปร่งที่สุด คนที่มีส่วนร่วมในละครฉากนี้ ก็ควรจะต้องบอกว่าเป็นเขา ตามแผนเดิมที่พูดคุยกันไว้คร่าวๆก่อนหน้า เขาเพียงแค่ทำเหมือนแทงกระบี่ไปด้านหน้า ปลายกระบี่แค่ถากผิวบริเวณไหล่ แล้วชายผู้นั้นควรทำเพียงแค่ดันลมปราณออกมาต้านเพื่อให้มองดูเหมือนมีเลือดไหลทะลักออกมาจนน่าสะพรึงกลัวเท่านั้น ไม่คิดว่าแผนการณ์จะแปรเปลี่ยนไปจากเดิม กลับกลายเป็นเขาที่แทงกระบี่แหลมเข้าไปจนทะลุหน้าอกของคุณชายเซียวหลงผู้นั้นจนทะลุออกด้านหลัง
อะไรที่ทำให้บุรุษผู้นั้นเปลี่ยนบทกระทันหัน โดยไม่ซักซ้อมกับเขาไว้ล่วงหน้าเช่นนี้
หากเมื่อวาน ไม่ใช่ว่าเขายั้งมือไว้ทันตอนที่ปลายกระบี่พุ่งทะลุไปแล้ว ไม่แน่ว่าวันนี้ในปีหน้าอาจเป็นวันเซ่นไหว้วันครบรอบวันตายของชายบ้าบิ่นคนนั้นไปแล้ว
ผลลัพท์จะเป็นอย่างไร อันที่จริงตัวเขาไม่ได้ใส่ใจ เมื่อไม่เล่นตามบทก็ต้องยอมรับสิ่งที่ตามมา แต่ละครนอกกรอบเรื่องนี้กลับทำให้เขาได้เห็นอะไรที่เหนือความคาดหมายอยู่บ้าง อย่างน้อยๆ หญิงสาวที่เป็นคนสำคัญของนายน้อย กลับสามารถมองเห็นและแสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมาได้เสียที แต่สิ่งที่เขาสะกิดใจมากที่สุดมาตลอดกลับไม่ใช่เรื่องนี้ เพราะแม่นางตัวน้อยจะเป็นอย่างไร หากไม่กระทบมาถึงเจ้านายของเขา นั่นย่อมไม่ใช่ธุระอันใดของเขาด้วยเช่นกัน แต่เพราะนางดูเหมือนจะไม่ได้เป็นเพียงแค่สิ่งของที่นายน้อยหยิบมาตั้งวางไว้ส่งๆเท่านั้น แต่เขากลับใส่ใจนางประหนึ่งต้นอ่อนของพรรณไม้ที่บอบบางเสียขนาดนั้น จนบางครั้งมันทำให้เขาอดคิดไม่ได้ว่า นี่ออกจะมากไปเสียหน่อยกับแค่อดีตบุตรสาวของนายท่านสกุลกู้ คุณชายของเขาดูเหมือนจะทุ่มเทเกินไปแล้วจริงๆ หากบอกว่าต้องการน้ำใจตอบกลับจากสตรีอ่อนแอผู้นั้น ก็ไม่น่าจะใช่อีก เพราะอย่างไร เมื่อเจ็ดวันก่อนหนานข่ายลี่ก็หมั้นหมายไปแล้วกับหญิงสาวที่คู่ควร สตรีที่เป็นกำลังสนับสนุนเขาได้ในอนาคต ไม่ว่านายน้อยของเขาจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม เฉพาะเมื่อเทียบกับสตรีที่เอาแต่ร้องไห้อยู่ข้างเตียงคุณชายหน้าหวานผู้นั้นนับเป็นอะไรได้
เหล่าจางยืนกอดอกดูภาพความวุ่นวายเบื้องหน้าอย่างไม่ใส่ใจ ราวกับเรื่องนี้ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับเขาทั้งนั้น ตราบใดที่ดาบนั้นไม่ได้ตกลงมาบนร่างของหนานข่ายลี่ เขาก็สามารถทำตัวประหนึ่งตัวประกอบผู้เฝ้ามองเหตุการณ์ที่ผ่านมาเท่านั้น
หลังคืนวันที่สองผ่านไป ชายหนุ่มที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงถึงได้เริ่มรู้สึกตัว ผ้าห่มหนาหนักคลุมทับร่างเขาอยู่ ขณะที่เซียวหลงพยายามขยับร่างกาย สิ่งแรกที่สัมผัสได้นอกเหนือจากความปวดหนึบบริเวณหน้าอกแล้วก็คือบริเวณข้อเท้าที่ขยับไม่ได้ของเขา ชายหนุ่มรีบก้มหนามองลงไป ถึงได้เห็นหญิงสาวร่างผอมบางฟุบหลับอยู่ด้านปลายเตียง มือข้างหนึ่งยังจับข้อเท้าของเขาไว้แน่น ใบหน้าตะแคงหันหน้ามาทางเขา จากใบหน้าเล็กๆนั่นดูอย่างไรก็เห็นชัดว่าคงนอนไม่สบายตัวเท่าไหร่เพราะลมหายใจที่ไม่สม่ำเสมอของนาง ผนวกกับคิ้วเล็กๆที่ขมวดเป็นระยะๆนั่นด้วย
“ เซียนเซียน “ นับเป็นประโยคแรกที่เซียวหลงเอ่ยขึ้นหลังจากนอนไม่ได้สติมานาน
เขาเรียกนางด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง และยังเรียกชื่อนางย้ำอีกสองสามครั้ง เพียงแต่ลูกศิษย์ตัวน้อยยังคงไม่ได้ยินอยู่เช่นเดิม ทำให้เขาต้องค่อยๆขยับเท้าข้างที่นางจับอยู่เบาๆก่อนจะได้ยินเสียงศิษย์น้องเอ่ยทักขึ้นมา
“ฟื้นได้เสียที นึกว่าจะได้ข้ามสะพานยมโลกไปเสียแล้ว “ หากเป็นสหายทั่วไป ประโยคนี้นับว่าไม่ชวนฟังไม่น้อย แต่เพราะออกมาจากปากของอินั่วอัน เซียวหลงจึงไม่ได้ใส่ใจจะโต้ตอบ เขาทำเพียงชำเลืองมองไปทางเจ้าของเสียงเท่านั้นและเอ่ยเรื่องที่อยากรู้มากที่สุดออกมา
“ ข้าหลับไปกี่วันแล้ว “
อินั่วอันที่กำลังหันหลังให้เขากำลังขยุกขยิกกับการเตรียมยา และเทน้ำชาให้เขา ก่อนที่จะต้องรีบหันขวับมาตอบคำถามของเขาทันที “ แค่สองวันเท่านั้น “
คำตอบนี้ทำเอาเซียวหลงนิ่วหน้า ด้วยไม่คิดว่าตนเองจะอ่อนแอถึงเพียงนั้น แค่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยถึงกับไม่ได้สติจนล่วงเลยมาป่านนี้ เช่นนั้นเขาคงต้องรีบแล้ว
“ เจ้าให้คนมาพาเซียนเซียนออกไปพักผ่อนให้ดี เรียกเหล่าจางมาด้วย “ แม้น้ำเสียงจะอ่อนแรงแต่คำพูดของเขาก็ชัดเจนจนอินั่วอันถึงกับต้องมองค้อน
“ นางแค่ดื้อจะนอนเฝ้าท่านเท่านั้น ข้าให้ยานอนหลับนางแล้ว ไม่ได้ลำบากนักหรอก และคงไม่ตื่นอีกนาน ท่านก็ให้นางนอนอยู่ที่นี่แหล่ะ “ ก่อนจะคิดต่อในใจว่า ‘ คนที่ลำบากจริงๆคือข้าต่างหาก ตั้งแต่กลับมาถึงเรือนหลังนี้ ก็แทบไม่มีเวลาได้งีบหลับดีๆกับใครเขาบ้างเลย ‘
“กู้เซียนเซียนนางเป็นอย่างไรบ้าง “ เซียวหลงเอ่ยถามขึ้นมาเป็นประโยคถัดไป เมื่อรู้ว่าตอนนี้ถึงอย่างไรนางก็คงไม่ได้ยินแล้ว
“ นางไม่เป็นอะไรแล้ว ก็ใครล่ะ ทำให้นางตกใจราวกับเห็นผีอย่างนั้น จำเพาะร่างกายยังจำเป็นต้องใช้เวลาในการรักษาอยู่บ้าง ข้าเองก็ไม่รู้ว่าจริงๆแล้ว เมื่อสภาพจิตของนางดีขึ้นสภาพร่างกายของนางจะดีขึ้นกี่ส่วนแต่อย่างน้อยๆ เกินครึ่งก็ต้องดีกว่าทุกวันนี้แน่นอน เรื่องนี้ท่านวางใจได้ ต่อให้ไม่ใช่ข้ารักษา ในอนาคตหมอทั่วไปก็ดูแลนางได้ ขอเพียงไม่หักโหม ใช้เวลาอีกปีสองปี นางน่าจะหายดี หรือเกือบปกตินั่นแหล่ะ “ อินั่วอันอธิบายออกมาเป็นฉากๆ เพราะไม่อยากให้เซียวหลงไม่สบายใจ ใหนๆเขาก็ทุ่มเทแสดงละครจนบาดเจ็บขนาดนี้แล้ว หากลูกศิษย์ไม่หาย รอบหน้าคงได้ตายต่อหน้านางจริงๆ แล้ว
ระหว่างที่ทั้งสองพูดคุยกันไปเรื่อยๆ อินั่วอันสังเกตว่า ดวงตาเข้มของเซียวหลง จับจ้องนางอย่างไม่วางตา จนหมอหญิงรู้สึกกระสับกระส่าย ลักษณะเช่นนี้เหมือนตอนที่ศิษย์พี่ไต่สวนนักโทษไม่มีผิด เวลาที่เขาต้องการความจริง เขามักไม่เลือกวิธีการ ทั้งสายตาและท่าทางล้วนไม่เป็นมิตร รอบนี้นางรู้ดีกว่าหากนางกล่าวเท็จแม้เพียงเล็กน้อย สงสัยว่าเขาจะลังเลหรือไม่ที่จะจับนางเข้าไปอยู่ร่วมกับเสือหิวโหยในกรงเดียวกันอย่างแน่นอน
“ ศิษย์พี่ท่านมองข้าเช่นนั้นหมายความว่ายังไง ที่ข้าบอกท่านล้วนเป็นความจริงทั้งนั้น ให้หมอคนอื่นมาตรวจก็ได้หากท่านไม่เชื่อข้า ” อินั่วอันรีบผลักภาระไปให้หมอคนอื่นๆในเรือนนี้ทันที
แต่เซียวหลงกลับส่ายหน้า เขาเชื่อที่นางพูด เพียงแต่ต้องการยืนยันให้แน่ใจเท่านั้น
และประโยคปีถึงสองปีที่อินั่วอันเอ่ยออกมานั้น ค่อนข้างนานในความรู้สึกของเซียวหลง แต่จะให้เขาทำอย่างไรได้ดีไปกว่านี้อีก อย่างน้อยวันนี้ขอเพียงอาการไม่ทรุดลง ใช้ชีวิตได้ตามปกติเขาควรจะพอใจได้แล้ว
“ เจ้าพานางไปพักผ่อนเถอะ”
คำขอของศิษย์พี่ สุดท้ายนางก็พยักหน้ารับ อินั่วอันหมุนตัวออกไปเรียกบ่าวหญิงร่างใหญ่สองคนเข้ามาช่วยพยุงกู้เซียนเซียนกลับไปยังห้องของนาง รวมถึงตัวนางเองก็เดินหายออกไปด้วย ผ่านไปเกือบสองเค่อ อินั่วอันถึงกลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับเหล่าจางและชามยาอุ่นๆสีดำในมือ นางยื่นยาไปตรงหน้าชายหนุ่มบนเตียงที่ตอนนี้เขาขยับตัวขึ้นมานั่งบนเตียงแล้ว
เซียวหลงรับมาดื่มรวดเดียวจนหมดอย่างไม่รีรอ และหันไปพูดคุยกับเหล่าจาง โดยไม่สนใจชาร้อนๆที่อินั่วอันยื่นมาให้ตรงหน้า
“ ขอบคุณที่ช่วยเหลือมาตลอด ”
เหล่าจางเลิกคิ้วหนาขึ้น ประโยคนี้แท้จริงแล้ว คุณชายเบื้องหน้าไม่ควรเอ่ยออกมาแท้ๆ เพราะถึงอย่างไร อาการบาดเจ็บเจียนตายของเขา ก็มาจากปลายกระบี่ของตนเอง เหล่าจางจึงกระแอมออกมาเบาๆ ก่อนจะเอ่ยตอบอย่างสุภาพ “ ผู้น้อยต่างหากที่ควรจะขออภัยคุณชาย หากมิใช่เพราะผู้น้อยสับเพร่า ประมาทเกินไป คุณชายคงไม่บาดเจ็บถึงเพียงนี้ “ หรืออีกนัยหนึ่งที่เขาไม่ได้เอ่ยออกมา ‘ ท่านมิใช่จะอ่อนแอเกินไปแล้วหรอกหรือ ’
เซียวหลงยกยิ้มที่มุมปาก มองตรงไปที่ชายร่างสูงด้านข้าง เขาคิดไม่ผิดจริงๆว่าชายผู้นี้จะต้องมีฝีมือในเชิงยุทธไม่น้อย หากไม่มั่นใจ เขาคงใช้ฉินสี่หรือฉินหกแทนไปแล้ว ครานี้ดีเลย ได้เห็นว่าคนสนิทของหนานข่ายลี่ แท้จริงแล้วก็เป็นยอดฝีมือที่ใช้ได้คนหนึ่ง วันข้างหน้า หากเขายังคงติดตามหนานข่ายลี่ ก็น่าจะคอยช่วยเหลือลูกศิษย์ตัวน้อยของเขาได้ด้วย
“ ไม่ต่อสู้ ไม่รู้จักกัน กระบี่ไม่มีตาอย่าได้โทษตัวเองเลย “ เซียวหลงเอ่ยตอบอย่างสุภาพกลับไป ก่อนจะเอ่ยถึงเรื่องที่เขาคิดอยู่ขึ้นมาต่อ “ รบกวนท่านอีกเรื่อง ช่วยเตรียมรถม้าไว้ให้ข้าด้วยเถอะ ภายในไม่กี่วันนี้ ข้าจะไปจากที่นี่แล้ว “
ประโยคนี้ทำเอาเหล่าจางและอินั่วอันต่างมองตรงไปที่เขาด้วยประกายตาตั้งคำถามอย่างไม่คิดปิดบัง
“ เพราะอะไรถึงต้องรีบร้อนขนาดนี้ ท่านอยู่รักษาตัวก่อนเถอะ รอให้คุณชายกลับมาแล้ว ค่อยไปก็ยังไม่สาย “ เหล่าจางเอ่ยเตือนขึ้นมา อีกไม่นานหนานข่ายลี่จะเสร็จงานที่จวนแล้ว อย่างไรเขาก็ตั้งใจจะรีบมาพบกับเซียวหลงก่อนที่ชายหนุ่มจะจากไป อยากหารือเรื่องราวต่างๆทั้งสถานการณ์บ้านเมือง สงครามชายแดน และสำคัญที่สุดเกี่ยวกับลูกศิษย์สาวของเขา
เซียวหลงนิ่งเงียบไปสักพัก เขาคงอยู่ที่นี่ต่อได้ไม่เกินสามสี่วันนี้ เพราะงานใหญ่รอเขาอยู่ ไม่อาจเสียเวลาชักช้าได้อีก บาดแผลแค่นี้สำหรับเขาแล้วนับเป็นอะไรได้ ที่เขาล้มหมอนนอนเสื่อรอบนี้ ตัวเขารุู้ดีว่าเป็นผลมาจากอาการบาดเจ็บภายในที่เป็นอยู่แต่เดิมก่อนเร่งออกเดินทางมาที่นี่
ชายหนุ่มเอ่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงเบาแต่หนักแน่น “ ข้ายังมีงานที่ต้องทำอีกมาก ไม่อาจเสียเวลาอยู่ที่นี่ต่อได้อีก เรื่องรถม้าสำหรับเดินทางเข้าเมืองหลวงต้องรบกวนท่านแล้ว “ นั่นคือไม่มีทางเปลี่ยนใจแล้วนั่นเอง
เหล่าจางพยักหน้ารับ แต่ยังไม่มีทีท่าจะขยับตัวผละจากไป เขายืนลังเลๆอยู่อีกสักพักจนตัดสินใจเอ่ยถามขึ้นมา “ บาดแผลของท่าน เอ่อ.. ดาบนั้น ท่านตั้งใจทำอะไรกันแน่ “
เซียวหลงหันมามองหน้าเขา นิ่งไปชั่วครู่ราวกับนึกทบทวนเหตุการณ์ในวันนั้น
ภาพกระบี่ที่พุ่งตรงเข้ามา และเป็นเขาที่เลือกจะใช้ลำตัวเข้าไปรับคมนั่น แม้จะเลือกตำแหน่งที่จะถูกแทงไว้แล้ว แต่ผลของมันก็ยังทำให้เขาบาดเจ็บได้ถึงเพียงนี้ หากไม่ใช่เพราะบ่าวคนสนิทของหนานข่ายลี่ยั้งมือไว้ได้ทัน ไม่แน่ว่าเขาอาจจะยังคงนอนติดเตียงไม่ได้สติไปอีกหลายวัน
“ เพราะข้ามั่นใจว่าสามารถรับคมกระบี่ของท่านได้โดยไม่ตาย “ เมื่อได้รับคำตอบที่แปลกประหลาด แต่ไม่ตรงกับเจตนาของคำถาม เหล่าจางจึงไม่ได้ซักไซร้ต่อ เขาขอตัวผละจากไปในที่สุด
แท้จริงแล้ว เซียวหลงอยากจะบอกว่า คำว่ามั่นใจในความหมายของเขาคือ มั่นใจว่าหากกู้เซียนเซียนเห็นเขาบาดเจ็บล้มลงต่อหน้า ไม่ว่าเขาจะตายหรือไม่ก็ตาม ตัวเขาน่าจะมีค่าพอให้นางเสียใจจนเปิดหัวใจออกมาได้อีกครั้ง แต่หากไม่เป็นเช่นนั้นก็ถือว่าเค้าเจ็บตัวเสียเปล่าแล้ว คนอย่างเขา หากคิดว่าจะทำการใดไม่สำเร็จ สู้ไม่ทำเลยเสียดีกว่า หากสิ่งไหนที่ลงมือทำแล้วเขาล้วนมั่นใจเต็มสิบส่วนว่า การนั้นจะต้องสำเร็จ หรืออย่างน้อยจะต้องบรรลุวัตถุประสงค์ใดวัตถุประสงค์หนึ่ง อย่างไร้ข้อกังขา เพียงแต่ในวันนั้น หากการบาดเจ็บเป็นแค่รอยถาก แผนการเจ็บตัวเพื่อรักษากู้เซียนเซียนอาจจะไม่สำเร็จ เขาจึงเลือกที่จะเปลี่ยนแผนในห้วงเวลาสุดท้าย โดยเลือกให้กระบี่นั้นเสียบทะลุผ่านร่างของเขาไปโดยตรงแทนประกอบกับตัวเขาเองนั้นถูกบีบด้วยเงื่อนเวลา ไม่อาจอยู่ดูแลลูกศิษย์ตัวน้อยไปได้ตลอด เขายังมีภารกิจเพื่อบ้านเมืองที่จะต้องเร่งทำ เรื่องส่วนตัวนั้นนับเป็นอะไรได้ ดังนั้นหนทางที่เลือกเดินต้องเด็ดขาด ตัดจบเรื่องนี้โดยเร็ว หากไม่ใช้วิธีการเจ็บตัวแล้ว เขาก็นึกวิธีการอื่นไม่ออกจริงๆ
และผลที่ได้ ก็เป็นไปอย่างที่เขาต้องการ
เซียวหลงยกยิ้มให้กับตัวเอง สีหน้าล้วนแสดงออกอย่างพึงพอใจอย่างไม่ปิดบัง เขายังคิดต่อไปอีกว่า กับสภาพการเช่นนี้ เอาไว้สักพักหลังจากเวลาล่วงไปอีกสองสามปี เขาจะหาที่อยู่เป็นหลักเป็นแหล่งให้กับนาง กระทั่งอาจหาคู่หมั้นคู่หมายที่ดี ฝากอนาคตของนางไว้กับบุรุษผู้นั้น แค่นี้ก็ไม่ผิดต่อมโนสำนึกในใจของเขาแล้ว
“ ไปเตรียมการเถอะ ในเมื่อทางนี้ไม่มีอะไรแล้ว พวกเราก็ควรไปเสียที “ ชายหนุ่มที่ยังคงมีสีหน้าซีดเซียวผิดกับจิตใจที่แจ่มใสกระจ่างชัด เอ่ยปากบอกแก่หญิงสาวคนเดียวที่เหลืออยู่ภายในห้องนอน
แม้อินั่วอันจะไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจเดินทางจากไปอย่างกระทันหันเช่นนี้ของเขา แต่อย่างน้อยรอบนี้ เขาก็ยังรู้จักพานางไปด้วย อย่างไรระยะทางจากเมืองตอนใต้ถึงเมืองหลวงก็กินเวลาหลายสิบวัน ให้คนป่วยนั่งๆนอนๆ รักษาตัวระหว่างเดินทางก็คงพอไหว