“อีกอย่าง เธอตักผงนมมอลต์ของฉันไปกี่ช้อนก็ต้องคืนมาตามจำนวนที่ตักไปแล้วเธอก็ยังแอบกินไข่ของฉันไปอีกหกฟอง ก็ต้องคืนมาเหมือนกัน อ้อ!ยังมีน้ำตาลทรายแดงอีกหนึ่งห่อ แถมเมื่อก่อนเธอยังกินของฉันอีกตั้งเยอะไม่ใช่แค่หนึ่งหยวนหรอกนะ อย่างน้อยก็สิบกว่าหยวนถึงจะครบแต่นี่ฉันเห็นแก่มิตรภาพของยุวชนด้วยกัน เธอคืนฉันแค่สิบหยวนก็พอ ของไม่ต้อง”
“เธอนี่มัน!”
โจวเม่ยโกรธจนตาแดงก่ำ
หล่อนไม่เข้าใจเลยว่าทำไมแค่คืนเดียวซูเจียวเจียวถึงได้กลายเป็คนไร้น้ำใจและร้ายกาจถึงเพียงนี้!
แค่กินของของหล่อนไปนิดหน่อยทำไมต้องมานั่งคิดเล็กคิดน้อยขนาดนี้ด้วย!
คนอื่นๆเห็นซอสเนื้อที่เหลืออยู่เพียงก้นกระปุก ก็รู้สึกว่าโจวเม่ยทำเกินไปจริงๆ
ในชนบทที่ขาดแคลนเสื้อผ้าและอาหารเช่นนี้ใครเล่าจะไม่รู้ว่าซอสเนื้อวัวมีค่าแค่ไหน!
แถมยังเปิดกินเองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากซูเจียวเจียวและกินไปตั้งเยอะขนาดนี้!
แถมยังกินไข่ไปอีกหกฟองและใช้น้ำตาลทรายแดงไปอีกมากมาย…
น้ำตาลทรายแดงก็มีค่าไม่แพ้กันปกติแล้วผู้หญิงจะซื้อมากินเฉพาะตอนที่เพิ่งคลอดลูกเท่านั้น
แม้แต่จ้าวอวี้เฟินก็ไม่พูดแก้ตัวให้โจวเม่ยอีกต่อไปเธอเพียงเหลือบมองหล่อนด้วยสายตาเหยียดหยาม
ซูเจียวเจียวเหลือบมองโจวเม่ย“ในเมื่อเธอผัดวันประกันพรุ่งไม่อยากคืน งั้นฉันก็ไม่ลำบากเธอแล้วตอนนี้ฉันจะไปหาหัวหน้ากองผลิตและเลขาฯ ให้มาเป็คนกลางตัดสินให้ก็แล้วกัน”
พูดจบซูเจียวเจียวก็ก้าวเท้าเดินออกไป
โจวเม่ยได้ยินดังนั้นก็รีบขวางซูเจียวเจียวไว้ หล่อนพูดด้วยสีหน้ากังวลและเขินอาย“ฉะ… ฉันยังมีเงินห้าหยวน ฉันให้เธอได้ทั้งหมดเลย…เธออย่าไปหาหัวหน้ากองผลิตกับเลขาฯ เลยเื่เล็กน้อยแค่นี้รบกวนพวกท่านก็คงไม่ดีหรอกนะ”
“ได้สิ งั้นก็เอาเงินมา” ซูเจียวเจียวแบมือออก“ส่วนที่เหลือเธอก็เอาบัตรแลกเนื้อกับบัตรแลกธัญพืชมาแลกก็ได้”
โจวเม่ยไม่มีทางเลือกจึงต้องเอาเงินที่เหลือทั้งหมดออกมา รวมเป็เงินทั้งสิ้นห้าหยวนเจ็ดเหมา
สุดท้ายเธอก็ต้องจำใจเอาบัตรแลกเนื้อและบัตรแลกธัญพืชออกมาอีกสองสามใบจนในที่สุดก็รวบรวมได้ครบสิบหยวน
ซูเจียวเจียวเก็บเงินและบัตรทั้งหมดใส่กระเป๋าก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้อง ไม่นานนักเธอก็หิ้วกระเป๋าเดินทางออกมาหนึ่งใบกอดผ้าห่มออกมาหนึ่งผืน และสะพายเป้ไว้ด้านหลัง ซึ่งภายในใส่ของใช้ส่วนตัวของตนเองรวมถึงน้ำมันและเกลืออีกเล็กน้อยด้วย
ในลานบ้านพักจ้าวอวี้เฟิน หลินเฟิง และคนอื่นๆ มองซูเจียวเจียวแวบหนึ่งแล้วต่างคนต่างก็กลับไปทำธุระของตนเอง
โจวเม่ยจ้องมองเงาร่างของซูเจียวเจียวที่จากไปอย่างเจ็บแค้นใจแล้วหันหลังกลับเข้าไปในห้อง จากนั้นก็ปิดประตูเสียงดัง‘ปัง’ หล่อนฟุบหน้าลงกับผ้าห่มแล้วร้องไห้อย่างน้อยเนื้อต่ำใจ
อะไรกันนักหนา!
ก็แค่มีเงินไม่ใช่หรือไง?
หลังจากนี้หล่อนจะไม่พูดกับซูเจียวเจียวอีกแม้แต่คำเดียว!
ส่วนทางด้านเซียวหยวนิหลังจากเลิกงาน เขาก็รีบตรงกลับบ้านทันที
เมื่อกลับถึงบ้านเขาก็พบว่าในลานบ้านว่างเปล่า ไม่มีใครอยู่เลย ตรงมุมข้างๆมีกองเสื้อผ้าสกปรกกองอยู่หนึ่งกอง รวมถึงผ้าปูที่นอนด้วย
หัวใจของเขาก็พลันตื่นตระหนกขึ้นมาทันใด
เขารีบเดินตรงไปยังห้องผลักประตูเข้าไป ในห้องว่างเปล่า ไม่มีใครอยู่
ผ้าห่มบนเตียงพับเก็บเรียบร้อยบนเตียงเปลี่ยนผ้าปูที่นอนสะอาดผืนใหม่แล้ว
เขาก็รีบเดินไปที่ห้องครัวอีกครั้งในห้องครัวเงียบเชียบ ไม่มีร่องรอยของการทำอาหารเลย
เซียวหยวนิรู้สึกราวกับว่าเรี่ยวแรงในกายถูกดูดออกไปในพริบตาสีหน้าของเขาซีดเผือด เขาพยายามกดความตื่นตระหนกและความเสียใจในใจไว้แต่ก็ยังไม่ละความพยายาม เดินตรงไปยังห้องเก็บของ
ข้างในมีเพียงกองของสกปรกและรกเรื้อไม่มีสิ่งอื่นใดอีก
เซียวหยวนิทิ้งตัวลงบนเก้าอี้อย่างหมดเรี่ยวแรงเขาก้มหน้าซ่อนใบหน้าไว้ในมือทั้งสองข้าง
เจียวเจียว…เธอยังคงจากไปอยู่ดี
ใช่แล้วั้แ่รู้จักเธอมา เขาก็รู้มาตลอดว่าเธอไม่ชอบเขาแต่เขากลับตกหลุมรักหญิงสาวผู้มีผิวพรรณขาวผ่องและงดงามคนนี้ั้แ่แรกเห็น
เขายังจำได้ว่าเมื่อฤดูหนาวปีที่แล้วเธอมายืนอยู่ตรงหน้าเขาอย่างขี้อาย แล้วถามเขาว่า “จอบของฉันพังแล้วนายช่วยซ่อมให้หน่อยได้ไหม?”
ตอนนั้นเธอสวมเสื้อโค้ททหารหนาเตอะแต่ก็ไม่ได้ดูเทอะทะเลย กลับดูน่ารักน่าเอ็นดูเสียด้วยซ้ำผ้าพันคอสีแดงพันอยู่รอบคอของเธอ ขับส่งให้ใบหน้าขาวผ่องดูงดงามและสดใสราวกับแสงตะวันอุ่นๆ ในฤดูหนาว ที่สาดส่องเข้ามาในใจของเขาในทันที
ต่อมาแม้เขาจะรู้ว่าเธอแค่ใช้เขาทำงานเท่านั้น เขาก็ยังคงเต็มใจทำทุกอย่าง
เขารู้สึกว่าแค่เธอยินดีเข้าใกล้เขาพูดคุยกับเขาบ้าง ก็ถือว่าเป็เื่ดีแล้ว
เขารู้ว่าเขาเป็ชาวนาครอบครัวยากจน ฐานะไม่ดี การที่เธอไม่มองเขาเลยก็เป็เื่ปกติ
หลังจากนั้นเมื่อได้ยินว่าเธอยินดีแต่งงานกับเขาเขาก็แอบดีใจอยู่นาน…
คืนเข้าหอเมื่อคืนนี้ทำให้เขาคิดว่าเธอจะยอมรับเขาจริงๆ เสียอีก…
ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าก็ดังมาจากนอกลานบ้าน
พร้อมกับเสียงใสหวานของหญิงสาว“เซียวหยวนิ นายเลิกงานแล้วเหรอ?”
ได้ยินดังนั้นเซียวหยวนิก็เงยหน้าขึ้นอย่างกะทันหัน
นอกลานบ้านหญิงสาวมือหนึ่งหิ้วกระเป๋าเดินทาง อีกมือหนึ่งหิ้วผ้าห่มที่มัดรวมกันไว้ส่วนด้านหลังสะพายเป้ผ้าใบกำลังเดินเข้ามาหาเขา
แสงแดดสาดส่องทั่วร่างของเธอเธอราวกับนางฟ้าตัวน้อยที่บังเอิญร่วงหล่นลงมาจากสรวง์รอยยิ้มสดใสและอ่อนหวานกำลังมองมาที่เขา
บัดดลนั้นเองอารมณ์ขุ่นเคืองและความหม่นหมองที่ปกคลุมเซียวหยวนิพลันมลายหายไปกลับกลายเป็ความอ่อนโยนที่แผ่ซ่านออกมา
เขาได้สติกลับมาพยายามระงับความตื่นเต้นและความสุขในใจแล้วลุกขึ้นเดินไปข้างหน้าด้วยสีหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย“คุณไปบ้านพักยุวชนมาเหรอ?”
ขณะที่พูดเขาก็รับกระเป๋าเดินทางและผ้าห่มจากมือของซูเจียวเจียวมาถือไว้
“อืม ไปเก็บของมาน่ะ” ซูเจียวเจียวพยักหน้าสะบัดฝ่ามือที่ถูกเชือกรัดจนแดงก่ำ ผ้าปูรองนอนหนึ่งผืนกับผ้าห่มอีกหนึ่งผืนหิ้วมาเองแบบนี้มันหนักจะตายไป
เซียวหยวนิรีบนำกระเป๋าเดินทางและผ้าห่มเข้าไปในห้องซูเจียวเจียวเดินตามเข้าไปในห้องด้วย วางกระเป๋าลงบนโต๊ะ
เซียวหยวนิสังเกตเห็นฝ่ามือของเธอที่ถูกเชือกรัดจนแดงก่ำดวงตาของเขาก็พลันมืดมิดลง เขาเดินเข้าไปจับมือของเธอ แล้วนวดเบาๆ ที่ฝ่ามือของเธอ
มือของเธอเล็กมากแค่ครึ่งฝ่ามือของเขาเท่านั้นเอง ผิวขาวมากเมื่อถูกเชือกรัดจนเป็รอยเืจึงเห็นได้ชัดเจน
เขาไม่กล้านวดแรงเกินไปค่อยๆ นวดเบาๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ซูเจียวเจียวรู้สึกว่ามือของเธอไม่เจ็บเท่าไรแล้ว
แต่ท่าทางที่เขาตั้งใจนวดมือให้เธอนั้นช่างอ่อนโยนจริงๆ
“ทำไมไม่รอผมกลับมาก่อนล่ะ?”
เสียงทุ้มต่ำของเซียวหยวนิดังขึ้นไม่สามารถบอกได้ว่าเขาดีใจหรือโกรธ
“ไม่เป็ไรหรอก ของก็ไม่เยอะเท่าไร ฉันขนกลับมาหมดแล้วล่ะ”
จู่ๆซูเจียวเจียวก็เห็นรอยเืบนหลังมือขวาของเขา เป็รอยยาวเหยียดแถมยังมีคราบเืแห้งกรังติดอยู่ เธอรีบจับมือของเขาไว้ ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวล“เกิดอะไรขึ้น? มือคุณไปโดนอะไรมา?”
เซียวหยวนิรีบซ่อนมือขวาไว้ด้านหลัง“ไม่เป็ไรหรอก แค่โดนบาดตอนทำงานโดยไม่ระวังน่ะ”
ถ้าเจียวเจียวรู้ว่าเขาเกือบจะต่อยกับคนอื่นเธอก็คงจะไม่พอใจแน่
“คุณพักผ่อนก่อนนะ ผมจะไปทำอาหารเช้าเอง” เซียวหยวนิพูดทิ้งท้ายไว้แล้วเดินออกจากห้องไป
ซูเจียวเจียวรีบหยิบไข่ที่เหลืออีกสองฟองที่ห่อไว้แล้วออกไปแล้วเดินตามเข้าไปในห้องครัว “ให้ฉันทำอาหารเช้าเองดีกว่าค่ะ”
เธอเคยกินอาหารที่เซียวหยวนิทำแล้วมันช่าง… รสชาติบอกไม่ถูกจริงๆ!
แต่หลังจากที่เขาผันตัวไปทำธุรกิจเขาก็ได้เรียนรู้วิธีการทำอาหารชั้นเยี่ยม แต่ตอนนี้ฝีมือการทำอาหารของเขาแย่จริงๆ
ซูเจียวเจียวแย่งงานจากมือเขา“คุณทำงานมาทั้งเช้าแล้ว คงจะเหนื่อยน่าดู ไปพักผ่อนเถอะค่ะ”
เธอเห็นเซียวหยวนิยืนนิ่งไม่ยอมไปจึงพูดว่า “งั้นคุณช่วยก่อไฟให้หน่อยได้ไหมคะ?”