บันทึกการเดินทางต่างโลกของตัวละคร เลเวล MAX

    กองกำลังเอลฟ์

    บันทึกการเดินทางต่างโลกของตัวละคร เลเวล MAX กองกำลังเอลฟ์






         "ฟู่ว~ เสียเวลาชะมัด"

         ผมว่าพลางปาดเหงื่อข้างแก้ม สายตามองกองศพของพวกออร์คถูกปกคลุมด้วยเปลวไฟ มือทั้งสองข้างกำลังพยายามเช็ดดาบแห่งอัศวินคาไลน์นาเพื่อเอาคราบเลือดออก ขณะเดียวกันรอบข้างเองก็มีชาวบ้านยืนมองอยู่เช่นกัน

         การที่ผมพูดแบบนั้นไป นั่นก็เป็นเพราะว่าหลังจากจัดการเจ้าพวกออร์คเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมก็ต้องลากศพของพวกมันมากองรวมกันไว้ ทำการตามหาไม้แห้งจำนวนมากเพื่อจัดการเผาศพที่มากถึง 9 ศพ แถมแต่ละตัวก็สูงกว่า 4 เมตรอีกด้วยนะ

         แม้พวกชาวบ้านจะช่วยผมหาฟืน แต่มันก็กินเวลาไปเกือบครึ่งชั่วโมงเชียวล่ะ เฮ้อ... นอกจากต้องเสียเวลาฆ่าพวกออร์คแล้ว ก็ต้องมาเสียเวลาเผาศพพวกมันเพื่อป้องกันการเกิดเชื้อโรคอีกต่างหาก

         เมื่อเช็คสภาพดาบแห่งอัศวินคาไลน์นาว่าสะอาดดีแล้ว ผมก็ทำการเก็บมันเข้าฝักตามเดิม ก่อนจะหันไปตรวจเช็คสภาพของชาวบ้านแต่ละคน พวกเขาก็ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร เนื่องจากผมเป็นคนจัดการพวกออร์คเองทั้งหมด แต่ที่แปลกไปก็คงจะเป็นสายตาเลื่อมใสที่มองมายังผมนี่แหละ

         แน่นอนว่าตลอดระยะเวลากว่าครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา ผมได้รับคำขอบคุณจากพวกเขามาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว

         ภายหลังการตรวจสภาพจิตใจของพวกเด็ก ๆ แล้ว พวกเราก็เริ่มออกเดินทางต่ออีกครั้ง คราวนี้ผู้ชายทั้งสองคนมีความระแวดระวังเพิ่มขึ้น ผู้หญิงเองก็เอามือแตะด้ามจับอาวุธอยู่ตลอดเวลาเต็มไปด้วยความระมัดระวังเช่นเดียวกัน

         อันที่จริงนอกจากอาวุธพวกดาบ กับมีดแล้ว ยังมีหน้าไม้อยู่อีก 5-6 อัน แต่ด้วยความที่พวกชาวบ้านใช้งานไม่ค่อยเป็น บวกกับไม่มีเวลามาสอนใช้ สอนยิงอีก ผมก็จำต้องปล่อยให้มันจำศีลอยู่ในรถม้าไปโดยปริยาย

         ถ้าสงสัยว่าทำไมพวกเราถึงได้รีบออกเดินทางขนาดนี้น่ะเหรอ? สาเหตุก็มาจากหัวหน้าหมู่บ้านเลเว่นได้คาดการณ์เอาไว้แล้วว่า ทหารจักรวรรดิจะต้องขี่ม้าดิ่งกลับไปรายงานเหตุการณ์ที่เมืองชายแดนของจักรวรรดิฟาฟไฮน์ไม่น่าเกิน 2 วัน และในไม่กี่วัน พวกมันจะต้องส่งกองกำลังจักรวรรดิหลายร้อยคนมากวาดล้างป่าแห่งนี้เป็นแน่ ฉะนั้นหากสามารถเร่งเดินทางเพื่อหนีออกจากป่าร็อคเฮมฟ์เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี

         "ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน พอจะทราบหรือไม่ว่า ทำไมพวกออร์คถึงได้มาอยู่ที่แห่งนี้กัน?"

         ขณะกำลังลากรถม้าอยู่นั้น ผมก็หันไปถามหัวหน้าหมู่บ้านเลเว่นที่อยู่บนที่นั่งหน้ารถม้าเพื่อทำหน้าที่นำทาง สาเหตุของคำถามนั่นก็เป็นเพราะผมได้ยินมาจากปากของเขาเองว่ามอนสเตอร์ส่วนใหญ่มักจะอาศัยอยู่ในป่าลึกกัน แต่มอนสเตอร์อันตรายอย่างพวกออร์คกลับโผล่มาอยู่ในบริเวณป่าโปร่งเสียอย่างงั้น

         "โดยปกติแล้วพวกออร์คมักจะอาศัยอยู่ที่ภูเขาซองบลองบริเวณตีนเขาที่ตั้งอยู่กลางป่าขอรับ ซึ่งมันค่อนข้างห่างไกลจากจุดนี้เป็นอย่างมาก เป็นไปได้ยากที่พวกมันจะมาอยู่แถวนี้ขอรับ"

         หัวหน้าหมู่บ้านเลเว่นเอ่ยด้วยสีหน้าครุ่นคิด พลางหันไปมองทางซ้ายอันเป็นจุดของป่าไม้ชุกชุม แต่สิ่งที่เขามองหาใช่ต้นไม้พวกนั้นไม่ หากแต่เป็นภูเขาสูงแสนห่างไกลมากเสียจนมองจากตรงนี้ก็ยังไม่เห็นแม้แต่ปลายยอดเขา

         "ข้าสามารถคาดการณ์ได้ 2 สาเหตุที่ทำให้พวกมันมาอยู่ที่นี่ สาเหตุแรกพวกมันอาจจะกำลังหาที่อยู่อาศัยใหม่..."

         เขากล่าวพลางทำสีหน้าคร่ำเคร่ง สายตาเองก็หรี่มองเข้าไปในป่าลึกด้วยแววตาเคลือบแคลงใจ

         "...ส่วนสาเหตุที่สองพวกมันอาจจะถูกบางสิ่งขับไล่ให้หนีออกจากที่อยู่อาศัยเดิม"

         ได้ยินเช่นนั้นผมก็รู้สึกกังวลเล็กน้อย ทั้งที่พวกออร์คเป็นมอนสเตอร์สูงใหญ่ถึง 4 เมตร พละกำลังเองก็มหาศาลเช่นเดียวกัน แถมฟังดูแล้วพวกมันน่าจะอาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่มด้วย การมีสิ่งมีชีวิตที่สามารถขับไล่พวกมันจำนวนหลายตัวให้อพยพออกจากที่อยู่อาศัยเดิมได้ เห็นทีคงจะเป็นไปได้ยาก และหากเป็นไปได้เจ้าตัวนั้นมันจะต้องแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก

         แต่กังวลไปก็คงไม่ช่วยอะไร ในเมื่อรู้ว่าที่ภูเขานั้นมีอันตรายก็อย่าไปเดินเล่นแถวนั้นก็พอ นอกจากว่าสิ่งนั้นจะเป็นภัยคุกคามต่อผมน่ะนะ

         ผมกับหัวหน้าหมู่บ้านสนทนากันเป็นช่วงๆ ระหว่างเดินทาง บางครั้งคานญ่าก็เดินมาซักถามสภาพร่างกายของผมบ้าง แต่ด้วยร่างกายเหนือมนุษย์นี้แทบจะไม่มีความเหนื่อยล้าเลย ผมจึงตอบกลับไปว่าตัวเองไม่เป็นอะไรเพื่อไม่ให้เธอต้องรู้สึกกังวล

         ผมลากรถม้าไปเรื่อยๆ ตามเส้นทางที่หัวหน้าหมู่บ้านบอก จนกระทั่งท้องฟ้าเริ่มถูกย้อมสีแดงยามเย็น พร้อมกับบรรยากาศเริ่มเย็นยะเยือกขึ้น พวกเราจึงตัดสินใจตั้งแคมป์กันกลางป่า ขืนยังดื้อดึงเดินทางต่อไปทั้งความมืดอย่างนี้ คงไม่พ้นได้หลงทางเป็นแน่

         พวกชาวบ้านเริ่มตั้งกองไฟ และหุงหาอาหาร ส่วนผมก็ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้พวกเขา พร้อมกับชาวบ้านผู้ชาย และผู้หญิงบางส่วนมาช่วยคุ้มกันด้วย 

         แน่นอนว่าผมไม่ลืมเหน็บดาบยักษ์สีดำมาปักไว้บนพื้นข้างกายหรอกนะ

         หลังจากทานอาหารเย็น และจัดการธุระต่างๆ เสร็จหมดแล้ว พวกเขาก็เริ่มเข้านอนพักเอาแรงในเต็นท์ที่ทำจากผ้าอย่างง่าย 

         ด้วยความที่ว่าผมไม่จำเป็นต้องนอน ผมจึงทำหน้าที่เฝ้ายามทั้งคืนคู่กับชาวบ้านบางคนช่วยกันผลัดเวรยามมาเฝ้า

         ช่วงเวลาของอากาศหนาวเย็นยามค่ำคืนผ่านไป จนกระทั่งดวงอาทิตย์ยามเช้าโผล่พ้นขอบฟ้า ในที่สุดการสนทนากับชาวบ้านผลัดเวรเฝ้าชุดที่ 4 เพื่อฆ่าเวลาก็ได้จบลงสักที ผมจ้องมองชาวบ้านกำลังลุกออกมาจากเต็นท์ผ้าทีละคน พวกเขาต่างพากันอ้าปากหาวหวอดพลางบิดขี้เกียจ ก่อนจะพากันทำอาหารเช้าทานกัน

         ทานอาหารเช้าเสร็จก็ออกเดินทาง จากนั้นก็พักทานอาหารกลางวัน พอตกเย็นก็หยุดตั้งแคมป์ทานอาหารแล้วค่อยนอน เหตุการณ์นี้ดำเนินซ้ำกันประมาณ 4 วันติดได้ และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็ไม่ได้ถูกสัตว์ร้าย หรือมอนสเตอร์เข้าโจมตีเลยสักครั้ง นอกจากการโจมตีของพวกออร์คในวันแรกเท่านั้น

         ทั้งที่ลากรถม้าบรรทุกของหนักทีเดียว 3 คัน ติดต่อกันหลายวันแบบนี้ แต่ร่างกายสุดแกร่งของอาทัสก็ไม่มีท่าทีของอาการปวดเมื่อยล้าแต่อย่างไร คิดได้แบบนี้ทำเอาผมรู้สึกทึ่งกับร่างกายนี้จริง ๆ

         จนกระทั่งวันที่ 5 ช่วงเวลาบ่าย...

         ขณะที่ผมกำลังลากรถม้าตีคู่กับคานญ่าเดินตามอยู่ด้านข้างนั้น สัญชาตญาณของผมก็ร้องเตือนขึ้น หมวกเกราะพลันผุดขึ้นมาจากชุดเกราะปกคลุมใบหน้าทันที

         "หยุด!"

         ผมตะโกนสุดเสียงสั่งให้ทุกคนที่เดินอยู่ข้างรถม้าเป็นอันต้องชะงักกึก สายตาใต้หมวกเกราะกวาดมองด้านหน้าไปมา จนกระทั่งสบเข้ากับบางสิ่งบางอย่างบนต้นไม้

         "นั่นใครอยู่บนต้นไม้น่ะ!"

         ผมว่าพลางกระชากดาบยักษ์สีดำบนรถม้าชี้ไปยังต้นไม้ที่ผมสังเกตเห็น ทุกสิ่งทุกอย่างพลันเงียบสงัด ไม่ได้ยินเสียงใดนอกจากเสียงลมพัดผ่าน บรรยากาศเช่นนี้ดำเนินไปเกือบ 30 วินาที จนกระทั่งบุคคลที่แฝงตัวอยู่บนต้นไม้โผล่ออกมา และไม่ได้มีแค่คนเดียว บนต้นไม้ต้นอื่นเองก็มีบุคคลปริศนาโชว์ตัวออกมาด้วย

         พวกเขา และพวกนางต่างมีรูปโฉมแสนงดงาม เรือนผมสีทองยาวเป็นประกาย ทุกคนต่างสวมชุดเกราะเบาสีเขียวอ่อน ข้างเอวเหน็บดาบโค้งเก็บอยู่ในฝัก และในมือของทุกคนต่างง้างสายธนูเตรียมปล่อยลูกธนูได้ทุกเมื่อ

         นอกจากนี้ใบหูของพวกเขายังยาวแหลมอีกด้วย...

         การแสดงตัวของกลุ่มคนปริศนาสร้างความแตกตื่นให้แก่ชาวบ้านเป็นอย่างมาก หลายคนรีบชักอาวุธออกมาถือด้วยท่าทางลนลาน แต่โชคยังดีที่พวกกลุ่มคนหูยาวไม่ได้ยิงธนูใส่ด้วยเหตุเช่นนั้น

         ผมกวาดสายตามองดูสถานการณ์โดยรอบ ก็พบว่าในตอนนี้พวกกลุ่มคนหูยาวปริศนาได้กระจายกำลังล้อมรอบรถม้าไว้เรียบร้อยแล้ว และในมือของพวกเขาต่างก็ถือธนูถูกง้างสายจนสุดเตรียมยิงได้ตลอดเวลา 

         ค่อนข้างเสียเปรียบแฮะ...

         "พวกเจ้าเป็นใคร"

         ชายหูยาวบนต้นไม้ด้านหน้าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งขณะง้างสายธนูเตรียมยิง ดูท่าทางอันองอาจแล้วน่าจะเป็นหัวหน้าของคนกลุ่มนี้เป็นแน่

         "พวกข้าเป็นแค่ชาวบ้านที่อพยพหนีมาจากการตามล่าของทหารจักรวรรดิ ส่วนท่านผู้นี้คือคนคุ้มกันของพวกเราเอง"

         หัวหน้าหมู่บ้านเลเว่นลงจากรถม้าเดินมาอยู่ด้านหน้าผม พลางเอ่ยตอบด้วยสีหน้าหวั่นวิตก กลุ่มคนหูยาวบนต้นไม้ได้ยินเช่นนั้นก็มีการส่งสายตากันไปมาราวกับกำลังสื่อสารกัน ผมที่ยืนมองชี้ดาบหนักด้วยมือขวาข้างเดียวอยู่นานสองนานจึงพูดออกมาบ้าง

         "แล้วพวกเจ้าล่ะเป็นใคร"

         ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำสุขุมเยือกเย็น ดวงตาหมวกเกราะพลันเปล่งแสงสว่างวาบสีแดงน่าพรั่นพรึง ส่งผลให้ชายหญิงหูยาวบางคนถึงกับง้างสายธนูให้ตึงขึ้นโดยไม่รู้ตัว

         คำถามของผมดูจะไม่เข้าท่าสักเท่าไหร่แฮะ

         "พวกข้าคือกองกำลังลาดตระเวนเฝ้าชายแดนแห่งเมืองปราการซาดีน หน้าที่ของพวกข้าคือป้องกันการบุกรุกของทหารจักรวรรดิ และจับกุมผู้อพยพน่าสงสัย"

         หัวหน้ากลุ่มคนหูยาวพูดตอบผมด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ธนูในมือยังคงยกเล็งมาที่ผมโดยไม่ลดความระมัดระวังตัวลงเลยแม้แต่น้อย

         "ท่านเอลฟ์ขอรับ พวกข้าถูกทหารจักรวรรดิเข้าจู่โจม ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากมาย เหลืออยู่เพียงเด็ก ผู้หญิง และคนแก่ พวกข้าจึงตัดสินใจอพยพหนีเพื่อไปหลบภัยในเมืองปราการซาดีนชั่วคราว ไม่มีสิ่งใดน่าสงสัยหรอกขอรับ"

         เมื่อหัวหน้าหมู่บ้านได้รับรู้ว่าที่แท้อีกฝ่ายก็เป็นกองกำลังลาดตระเวน หรือทหารของเมืองปราการซาดีน เขาจึงกล่าวออกมาด้วยสีหน้ายินดีปรีดา แม้อีกฝ่ายจะได้ยินเช่นนั้น แต่ธนูในมือก็ยังไม่ลดลงมาแต่อย่างใด

         "ถ้าหากอยากให้ข้าเชื่อพวกเจ้า พวกเจ้าก็ต้องให้ข้าตรวจสอบรถม้าพวกนั้นก่อน และบอกให้คนคุ้มกันของเจ้าลดอาวุธในมือลงด้วย"

         หัวหน้ากลุ่มคนหูยาว หรือเอลฟ์กล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ เมื่อได้ยินเช่นนั้นสายตาของหัวหน้าหมู่บ้านก็หันมามองทางผมด้วยแววตาขอร้อง ผมจึงจำเป็นต้องลดดาบยักษ์สีดำในมือลงมาปักไว้บนพื้น แล้วยืนกอดอกมองการกระทำของพวกเอลฟ์ไม่วางตา

         เอลฟ์บางส่วนทิ้งตัวลงมายืนบนพื้น ส่วนเอลฟ์ที่เหลือก็คุมเชิงอยู่บนต้นไม้เตรียมยิงลูกธนูอยู่ตลอดเวลา พวกเอลฟ์ที่ลงมาจากต้นไม้ก็เริ่มเดินตรงเข้ามาหาด้วยท่าทีระแวดระวัง แม้จะเก็บธนูพาดไว้ข้างหลังไปแล้ว แต่มือก็ยังคงแตะด้ามจับดาบเตรียมชักออกมาอยู่เสมอ

         หัวหน้าเอลฟ์เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า พลางสำรวจตัวผมตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นจ้องมองดวงตาสีแดงของหมวกเกราะด้วยสีหน้าเรียบเฉย

         ไปตรวจรถม้าสิเห้ย! จะมาดูตูทำไมเนี่ย?

         พวกเอลฟ์ต่างเดินไปตรวจดูสภาพของชาวบ้านแต่ละคน และเปิดผ้าคลุมรถม้าเพื่อมองดูข้างใน คันที่สามมีเด็ก ผู้หญิง และคนแก่จึงไม่มีปัญหาอะไร คันที่สองเองก็มีแต่เสบียงอาหารจึงไม่มีปัญหาเช่นกัน แต่คันแรกนั้น...

         "ท่านกอร์ดอนครับ ดูนี่สิครับ"

         ทหารเอลฟ์นายหนึ่งเดินเข้ามาหาหัวหน้าเอลฟ์ที่กำลังยืนเผชิญหน้ากับผม เขายื่นดาบยาวในมือที่หยิบมาจากรถม้าคันแรกให้หัวหน้าเอลฟ์ตรวจสอบ 

         "ดาบเล่มนี้เป็นของทหารจักรวรรดิฟาฟไฮน์มิใช่รึ แล้วชาวบ้านอย่างพวกเจ้ามีมันได้อย่างไร แถมรถม้ายังเต็มไปด้วยอาวุธ และเสบียงที่มากพอสำหรับทหารทั้งกองร้อย เจ้าพอจะอธิบายได้ไหม?"

         หัวหน้าเอลฟ์หรี่ตากล่าวพลางชูดาบในมือให้ผมดู สังเกตได้ว่าบริเวณกั้นดาบจะมีร่องรอยตกแต่งเล็กๆ ไว้อยู่ นั่นคงเป็นจุดที่แสดงถึงที่มาของอาวุธสินะ

         "ข้าจัดการพวกทหารจักรวรรดิ แล้วริบอาวุธ กับเสบียงของมันมาเอง"

         ผมกล่าวตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ สายตาใต้หมวกเกราะจ้องประสานกับหัวหน้าเอลฟ์ไม่วางตา หูเองก็ได้ยินเสียงดึงสายธนูเริ่มตึงขึ้นจากเอลฟ์รอบด้าน

         "งั้นเหรอ? ดูจากสิ่งของในรถม้าแล้ว ทหารที่ขนมาต้องมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 1 กองร้อยเชียวนะ"

         "ข้าก็จัดการพวกมันทั้งกองร้อยด้วยดาบเล่มนี้เนี่ยแหละ"

         ผมกล่าวตอบทันควันด้วยความรู้สึกรำคาญ หัวหน้าเอลฟ์ได้ยินเช่นนั้นจึงหันไปมองดาบยักษ์สีดำที่ปักอยู่บนพื้นข้างกายผม เขามองอยู่สักพักก่อนจะหรี่ตาลงด้วยแววตาสงสัยปนสนใจ

         "เจ้าคนเดียว?"

         "เออ"

         แล้วจะทำไมวะเอลฟ์? อยากให้หน้าหล่อ ๆ นั่นโดนต่อยจนหน้ายู่นักหรือไง

         "ถ้าเป็นเรื่องจริง ข้าก็คงต้องขอสอบสวนเจ้าดูหน่อยล่ะนะ"

         เขากล่าวพลางส่งดาบคืนให้แก่ทหารเอลฟ์ สายตาสีมรกตจ้องมองผมด้วยแววตาคมกริบ พลางโบกมือให้ทหารเอลฟ์บางส่วนลงมาจากต้นไม้ พร้อมกับเชือกหนาในมือ

         "หมายความว่ายังไง?"

         ผมเอ่ยถามหัวหน้าเอลฟ์ตรงหน้าด้วยความรู้สึกเคลือบแคลงต่อการกระทำนั้น เขามองมายังผมพลางยืดอกใช้สายตาคมกริบสีมรกตจ้องมองประสานกับสายตาของผม

         "ข้าขอทำการจับกุมพวกเจ้าทั้งหมดกลับไปสอบสวนในเมืองปราการซาดีน เนื่องจากมีพฤติกรรมน่าสงสัย หวังว่าจะไม่โกรธนะ"

         "นี่เจ้า!"

         เมื่อได้ยินคำพูดด้วยรอยยิ้มเช่นนั้น ผมก็ถึงกับอารมณ์ขึ้นไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะรีบสงบสติของตัวเองลง สิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่มันก็เป็นหน้าที่เพื่อป้องกันผู้บุกรุก และที่สำคัญหากผมทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าไป ชาวบ้านคนอื่นเองก็อาจจะพลอยซวยไปด้วย 

         "ทุกคนสงบใจไว้ก่อน ทำตามที่เขาบอกซะ"

         ผมตะโกนบอกทุกคนด้วยน้ำเสียงสุขุม ส่งให้ชาวบ้านที่กำลังมีท่าทีขัดขืนต้องหยุดชะงักลง ก่อนจะยอมปล่อยให้พวกเอลฟ์เอาเชือกมามัดมือแต่โดยดี

         "ตัดสินใจได้ดี"

         หัวหน้าเอลฟ์รูปงามกล่าวกับผมด้วยรอยยิ้ม แล้วหันหลังเดินจากไป ปล่อยให้ทหารเอลฟ์คนหนึ่งเดินเอาเชือกมามัดมือของผม ผมเองก็จำต้องยอมให้เขามัดมือแต่โดยดีไม่ต่างจากชาวบ้านคนอื่น

         "หัวหน้าเจ้า ฝีปากช่างอ้อนตีนดีนะ"

    ________________________________________________
    **หากชอบตอนนี้ก็อย่าลืมคอมเม้นเพื่อเป็นกำลังใจให้ผมมีแรงเขียนตอนต่อไปด้วยนะครับ**
    อัพเมื่อวันที่ 18/7/2563