ชายร่างใหญ่ปรากฏตัวอยู่ ณ ตรงหน้าของกวี กล้ามเนื้อที่เผยผ่านเสื้อกล้ามผืนเล็กแลดูแข็งแกร่งคงกระพันประหนึ่งหินผา เมื่อนำเทียบกับเขา ส่วนสูงของโอเกอร์คงมากกว่ากวีที่ราวสองต่อหนึ่ง
“ยินดีที่ได้รู้จักครับท่านผู้กล้า ไม่นึกเลยว่าโอกาสที่จะได้คุยกับท่านจะมาถึงจริงๆ หนึ่งปีมันก็ไม่ได้นานเท่าไหร่”
เสียงของโอเกอร์พลันถูกเปล่งออกมาพร้อมรอยยิ้ม ทว่าเมื่อแอนนาได้ยิน เธอกลับเร่งเหลียวมองซ้ายขวาครู่ใหญ่ ครู่ต่อมาริมฝีปากก็เริ่มสั่นไหวพร้อมเปล่งวาจาออกมาบางเบาราวเสียงกระซิบ
“หยุดเรียกท่านกวีว่าผู้กล้าได้แล้ว อย่าลืมสิว่าภายในค่ายแห่งนี้มีแค่เราสองคนเท่านั้นที่รู้เกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของท่านกวีน่ะ”
ดวงตาของโอเกอร์เบิกกว้างทะลักถลน เขาเร่งเหลียวมองซ้ายและขวา กระนั้นก็นับว่ายังโชคดี รอบกายของเขาในยามนี้มิได้ปรากฏรูปลักษณ์ของใครอื่นนอกเสียจากพวกเขา
โอเกอร์วางสัตว์อสูรลงสู่พื้นดิน แต่แล้วบรรยากาศทั่วทั้งบริเวณกลับเงียบสงบลงในทันใด
เสียงเอ่ยของโอเกอร์พลันถูกเปล่งออกมา หากแต่ว่าใบหน้าของเขาในยามนี้กลับแลดูจริงจังพร้อมคิ้วทั้งสองข้างได้ขมวดเข้าหากัน
“ต้องขอโทษกับเื่เมื่อครู่จริง ๆ ครับ แต่เหนือสิ่งอื่นใด ผมมีเื่ที่ต้องแจ้งท่านแอนนาให้ได้”
ราวกับว่าเขามีเื่ที่้าสื่อสารให้เร็วที่สุด ทว่าด้วยสีหน้าและท่าทาง ย่อมมีความเป็ไปสูงว่ามันคงมิใช่เื่ดี
“ว่ามาสิ ?” แอนนาเองก็อยากจะรู้เต็มทน
โอเกอร์เร่งเหลียวมองรอบกายอีกครั้ง ประหนึ่งว่าเขากำลังมองดูว่ามีใครยืนอยู่ ณ บริเวณร้อยเมตรหรือไม่
ยามนี้ ณ ที่แห่งนี้มีเพียงพวกเขาเพียงสามคน
“อาจจะเป็แค่เื่บังเอิญ แต่ผมไปได้ข่าวสำคัญมาอย่างหนึ่งในระหว่างที่ผมได้ออกไปล่าอสูรเมื่อเช้านี้ ดูเหมือนว่า ซิลเวอร์จะปรากฏตัวขึ้นมา ณ บริเวณใดสักแห่งของทะเลทรายอาวาเลสครับ”
นามของใครบางคนได้ถูกเอ่ยขึ้น ย่อมไม่มีทางที่กวีจะล่วงรู้ถึงคนผู้นั้น
ทว่ากลับมีบางสิ่งที่ผิดแปลกไป กลิ่นอายอำมหิตได้แผ่ขยายออกมาจากที่ใดสักแห่ง
“ท่านแอนนา..” กวีเอื้อนเอ่ยถ้อยคำออกไป พลันเมื่อเขาได้เห็นแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความแค้นอันลึกล้ำของเธอ ในหัวของเขาก็ย้อนระลึกนึกถึงถ้อยคำที่เธอนั้นเคยกล่าวเอาไว้
.
< นอกเหนือไปจากชั้น.. ก็คงมีอีกเพียงสองคนที่ล่วงรู้ว่าท่านกวียังมีชีวิตอยู่ >
.
ถ้อยคำนั้นมีความหมายสื่อถึงบางสิ่ง ดวงตาของเธอเมื่อยามนั้นกับ่เวลานี้มันช่างเหมือนกันยิ่งนัก ราวกับว่ามีเปลวเพลิงแห่งความแค้นถูกสุมอยู่ภายในจิตใจ
หากลองวิเคราะห์และคาดเดาด้วยหลักฐานที่มี นอกเหนือไปจากองค์หญิงแอนนา จะมีอีกเพียงแค่สองคนที่ล่วงรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของกวี
หนึ่งในนั้นก็คือโอเกอร์ เช่นนี้แล้วอีกคนที่ใกล้เคียงก็คือชายผู้มีนามว่าซิลเวอร์
ทว่าซิลเวอร์กลับไม่เคยถูกเอ่ยถึงในทางที่ดี ท่าทีที่โอเกอร์และแอนนาที่มีต่อเขามิได้ใกล้เคียงกับคำว่าพวกพ้อง
หรือก็คือ..
‘ซิลเวอร์คือคนทรยศ’
ข้อเท็จจริงดังกล่าวมีความเป็ไปได้สูงทีเดียว
“เื่พรรนั้นจะยังไงก็ช่าง! ตอนนี้เรามีสิ่งที่ต้องทำอยู่ !!”
แอนนาเปล่งเสียงออกไปด้วยความเกรี้ยวกราด พลันรู้สึกตัวอีกครั้ง อารมณ์ของเธอก็ถูกชักนำให้อยู่เหนือการควบคุมของหลักเหตุและผล
“ขอโทษค่ะ..” แอนนากล่าวพลางก้มหน้าและจึงลาจาก
กวีและโอเกอร์จ้องมองแผ่นหลังของเธอจนหายลับไปจากสายตา
“จะดีหรือครับ ที่จะไม่ถามว่านี่มันเื่อะไรกันน่ะ” โอเกอร์พูด
ทว่าแม้จะใคร่รู้สักเพียงใด กวีเองก็ย่อมรู้ดีว่าเื่บางเื่คนนอกก็ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว
“ผมคิดว่าท่านแอนนาคงจะหนักใจไม่น้อย จนกว่าเธอจะเป็ฝ่ายเล่าเอง การไม่เข้าไปสอดรู้สอดคงจะเป็ตัวเลือกที่ดีกว่าครับ”
โอเกอร์ััได้ถึงกิริยามารยาทที่ถูกขัดเกลามาเป็อย่างดี ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาช่างเป็ชายผู้มีความเป็สุภาพบุรุษอยู่พอตัว
ทันใดนั้น โอเกอร์พลันฉุกคิดบางสิ่งขึ้นมาได้ แววตาของเขาจดจ้องมองไปยังชายหนุ่มและจึงพูดขึ้น
“ท่านกวี เรามาประลองกันเถอะครับ”
ช่างเป็คำขอที่เขาไม่อยากยอมรับ ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าของโอเกอร์ที่แต้มแต่งไปด้วยความตื่นเต้นอย่างเต็มร้อย เช่นนี้แล้วกวีเองก็คงไม่หลงเหลือทางเลือกใดอื่นอีกแล้ว
ราวสิบนาทีต่อมา ณ ลานกว้างใจกลางค่ายนักเดินทาง
ท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนระอุ รอบข้างมีผู้คนหลายสิบชีวิตเรียงรายในขณะที่สายตาต่างจดจ้องมองไปยังจุดเดียวกัน ซึ่งเป็บริเวณใจกลาง ที่แห่งนั้นในขณะนี้ได้ปรากฏรูปลักษณ์ของชายฉกรรจ์สองนาย
กวีและโอเกอร์ต่างประจันหน้าเข้าหากันโดยมีระยะห่างราวสิบเมตร ในมือของพวกเขาแต่ละคนมีดาบไม้เล่มหนึ่ง ไร้ซึ่งคมดาบแหลมคม เป็เพียงดาบไม้ทื่อ ๆ สำหรับฝึกซ้อมเพียงหนึ่งเล่ม
“ผมคิดมาั้แ่ก่อนหน้านี้แล้ว ว่าหากเมื่อใดที่ท่านกวีฟื้นขึ้นมา หากเป็ไปได้ผมอยากจะขอท้าสู้กับท่านสักครั้งครับ”
ใบหน้าของโอเกอร์ในยามนี้ปรากฏอยู่เพียงรอยยิ้ม ชายผู้นี้คาดหวังสิ่งใดจากร่างกายอันผอมแห้งของกวีกันแน่
ชายหนุ่มเร่งส่ายหัวเพื่อบอกปัดปฏิเสธ ริมฝีปากสั่นไหวพร้อมกันนั้นจึงเริ่มเอ่ยขึ้น
“คุณโอเกอร์ คุณคาดหวังกับผมมากเกินไปแล้วครับ ตัวผมไม่ได้เก่งกาจอะไรเลย ผมมันก็แค่เด็กหนุ่มธรรมดาคนหนึ่ง”
ทุกสิ่งที่เขาพูดออกมาล้วนเป็ความจริง กระทั่งในโลกใบเก่า กวีเองก็เป็เพียงนักศึกษาธรรมดาที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป หาได้มีพลังเวทมนตร์อันมหัศจรรย์หรือพลังกายอันกล้าแกร่งประดุจดังหินผาแต่อย่างใด
ทว่าโอเกอร์กลับไม่คิดเช่นนั้น มุมปากของเขายกขึ้นเป็ริ้วอย่างมีเลศนัยราวกับว่าเขานั้นกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่ในหัว
“แล้วท่านกวีจะอธิบายเื่ที่ท่านสามารถต่อกรกับกองทัพโครงกระดูกเช่นไรดีครับ ?”
บรรยากาศเงียบสงัดลงในชั่วครู่หนึ่ง เมื่อเขาได้ยินถ้อยคำของคู่ประลอง แทนที่กวีจะเอื้อนเอ่ยสิ่งใดกลับไป ตัวเขากลับเลือกหยุดยั้งทุกถ้อยคำมิให้มันถูกเปล่งออกมา
“เดี๋ยวเราจะได้เห็นกันเองในการต่อสู้ครั้งนี้”
ดาบในมือขวาของโอเกอร์ได้ถูกยกขึ้น ท่าทางในยามนี้ราวกับว่าเขาพร้อมจะเข้าจู่โจมได้ทุกเมื่อ
“ชั้นลงข้างท่านโอเกอร์ พวกนายเอาไง ?”
“แน่นอนอยู่แล้ว ชั้นลงข้างท่านโอเกอร์ ไอ้เด็กผอมแห้งแรงน้อยพรรค์นั้นรึคิดจะมาต่อกรกับั์ร้ายสีครามแห่งวารีคลั่งของพวกเรา ฝันไปเถอะ ฮ่า ๆ ๆ !!”
เหล่าผู้ชมราวสองสามคนล้วนกล่าวในทำนองเดียวกันพร้อมเปล่งเสียงหัวเราะ การท้าประลองคือเครื่องมือทำเงินสำหรับนักพนัน กระนั้นเสียงข้างมากกลับถ่ายเทไปทางโอเกอร์กันเสียส่วนใหญ่
“ชั้นได้ยินนะเฟ้ย ไอ้พวกบ้า”
กวีเอื้อนเอ่ยออกมาด้วยเสียงเบา แต่คงมิใช่ความผิดของพวกเขา เพราะเมื่อเปรียบตนกับคู่ต่อสู้ ตัวเขาย่อมมิอาจเทียบเคียงกับอีกฝ่ายได้เลยแม้แต่ปลายก้อย
ห่างออกไปสักระยะหนึ่ง แอนนาที่ยามนี้สามารถสงบอารมณ์ให้สงบลงได้เดินเข้ามาหาและจึงพูดขึ้น
“มีเื่อะไรกัน ?”
“โอ้ ท่านแอนนามาพอดีเลย” หนึ่งในนั้นก็เร่งเปล่งวาจาออกไปเมื่อได้ยลโฉมรูปลักษณ์ของนายหญิง
“พวกเรากำลังพนันกันอยู่ว่าท่านโอเกอร์หรือเ้าหนู ใครกันที่จะเป็ฝ่ายชนะในการประลองครั้งนี้ แล้วท่านแอนนาล่ะครับ ท่านเองก็ลองลงพนันสักหน่อยไหมครับ ?”
พลันสิ้นเสียงของพลทหารวัยกลางคน แววตาของแอนนาก็ได้จดจ้องไปยังคู่ต่อสู้ทั้งสอง เธอเงียบเสียงไปในฉับพลัน สีหน้าที่แสดงออกมาราวกับว่ายามนี้เธอกำลังใช้ความคิด
ทันใดนั้น มุมปากของท่านหญิงพลันยกขึ้นอย่างเป็ริ้ว
“เช่นนั้นชั้นขอเดิมพันข้างท่านกวี หากทางนี้แพ้ ชั้นจะยอมทำทุกอย่างตามที่พวกนายสั่ง คิดว่าไงล่ะ แบบนี้พอจะมีค่าให้ลงพนันบ้างรึเปล่า ?”
องค์หญิงผู้เลอโฉมกล่าวออกไปด้วยสีหน้าเปี่ยมความมั่นใจ พลันได้ยินถ้อยคำดังกล่าวของเธอ สายตาของเหล่าทหารก็เหลือบมองไปยังเรือนร่างอันอวบอิ่มขององค์หญิงด้วยสีหน้าอันหื่นกระหาย
“อะไรก็ได้.. ท่านคงไม่คิดจะไม่ถอนคำพูดใช่ไหมครับ ?”
ถ้อยคำนี้สื่อได้ถึงความ้า ณ เบื้องลึกของเหล่าทหาร แต่แล้วพวกมันก็สูญสลายหายไป เมื่อจิตสังหารอันแรงกล้าได้เคลือบคลานเข้ามาหาอย่างรุนแรง พลันพวกเขาเร่งหันกลับไป ทุกคนต่างก็หวาดกลัวจนหัวหดเพราะใบหน้าของโอเกอร์ในยามนี้ช่างคล้ายคลึงกับยักษาผู้โกรธา
“จะดีหรือครับท่านแอนนา เกี่ยวกับคำพูดเมื่อครู่ ?”
โอเกอร์เร่งฝีเท้าก้าวเดินเข้ามาหาแอนนาด้วยความเป็ห่วง มิใช่ว่าเขาคิดจะดูถูกความสามารถของกวี ทว่าคำท้าทายเมื่อครู่มิใช่สิ่งที่องค์หญิงผู้มีศักดิ์สูงเช่นเธอสมควรเอื้อนเอ่ยออกมา
ทว่าแอนนากลับไม่คิดเช่นนั้น พร้อมกับบนใบหน้าของเธอเริ่มมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นอีกครั้ง
“ไม่ต้องเป็ห่วงๆ เพราะสิ่งสำคัญก็แค่ท่านกวีชนะ แค่นั้นทุกอย่างก็จบแล้ว”
แววตาของเธอยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ทว่าด้วยเหตุใดกันตัวเธอจึงไม่วอกแวกในสัตย์วาจาของตน
ย้อนกลับไปเมื่อราวหนึ่งปีก่อน เมื่อครั้นที่กวีจำต้องต่อกรกับกองทัพแห่งความตายด้วยตัวคนเดียว แอนนาและผู้พิทักษ์ทั้งสองก็ได้ลักลอบเข้าไปเพื่อหวังจะช่วยเหลือเขา
แต่กลับต้องละทิ้งภารกิจไปกลางคัน กองกำลังที่คุ้มกันนั้นแ่ายิ่งนัก ยังมีสามผู้กล้าที่ยากจะต่อกร การจะบุกเข้าไปคงเปรียบได้เพียงการฆ่าตัวตาย
กระนั้นพวกเธอหาได้กลับมามือเปล่า แม้จะมิอาจช่วยเหลือกวีให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของปีศาจร้าย ทว่าเมื่อได้เห็นการต่อสู้ในวันนั้น แอนนาและเหล่าผู้พิทักษ์ทั้งสองต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่าชายผู้นี้มีพลังเร้นลับกำลังหลบซ่อนอยู่ในตัว
กลับมายังปัจจุบัน
ยามนี้โอเกอร์ได้ก้าวเดินกลับมายังที่ประลอง การต่อสู้กำลังจะเปิดฉากขึ้นในอีกไม่นาน
“เริ่มการต่อสู้ได้ !!”
เสียงของแอนนาดังก้องกังวาน พลันสิ้นสุดเสียงของเธอ โอเกอร์จึงไม่รอช้าพร้อมเร่งฝีเท้าพุ่งทะยานเข้าหาศัตรูในทันที
“เร็วเกินไปแล้ว !!”
ความเร็วของอีกฝ่ายช่างมากมายมหาศาล เพียงชั่วครู่เดียว รูปลักษณ์ใหญ่โตของโอเกอร์ก็ได้ปรากฏขึ้นตรงหน้าพร้ะบันดาบเข้าใส่อย่างรุนแรง
เพียง่เวลาอันน้อยนิดราวกับการกะพริบตาเพียงหนึ่งครั้ง ดาบไม้ในมือขวาของกวีถูกยกขึ้นป้องอยู่เหนือศีรษะ คมดาบทั้งสองพลันเข้าปะทะกัน เป็การป้องกันการโจมตีอย่างทันท่วงที
.
< ดาบของคุณโอเกอร์แม่งหนักเป็บ้า !! >
.
แม้จะปัดป้องได้ทันอย่างฉิวเฉียด กระนั้นความรุนแรงที่ส่งผ่านเมื่อดาบทั้งสองเข้ากระทบกันกลับทำให้ร่างกายของกวีเริ่มต้นสั่นไหว