บทที่ 13 เรือนหยกเปื้อนเื
ณ เรือนหยก
ในยามนี้ ใบหน้าของอนุหลี่ซีดเผือดราวกับแผ่นกระดาษ นางเอนกายพิงอยู่ที่ขอบเตียง ปากก็ร่ำร้องถามซ้ำไปซ้ำมาว่า “เหตุใดยังไม่มีผู้ใดกลับมาอีก พวกนั้นทำงานกันเช่นไรหรือว่าไม่มีเรี่ยวแรงเดิน?”
หากฉินจงเจิ้งไม่ได้อยู่ในห้อง เกรงว่าอนุหลี่คงกรีดร้องดังลั่นพร้อมกับทุบข้าวของในห้องจนแตกละเอียดไปสิ้นแล้ว นางรอคอยบุตรชายมานานถึงเพียงนี้ แต่กลับต้องสูญเสียไปอย่างน่าหดหู่ใจราวกับคมมีดที่กรีดลงบนเนื้อของนาง
และยิ่งไปกว่านั้น ฉินจงเจิ้งยังแสดงออกอย่างชัดเจนว่า ขอเพียงนางให้กำเนิดบุตรชายให้เขาได้ เมื่อนั้นอำนาจการจัดการภายในจวนตระกูลฉินก็จะตกเป็ของนาง โอกาสดีเช่นนี้นั้นหามิได้ง่าย ๆ
ฉินอิงนั่งอยู่ข้าง ๆ ด้วยสีหน้าที่หม่นหมอง… หากว่าฉินหยวนอยู่ในเรือน นางคงวิ่งเข้าไปข่วนใบหน้าของฉินหยวนแล้วเป็แน่
“พอได้แล้ว เลิกพูดเื่นี้เสียที รอให้นางกลับมาข้าจะให้ความเป็ธรรมแก่เ้าเอง” ฉินจงเจิ้งตวาดอย่างหงุดหงิด เมื่ออนุหลี่ได้ยินเช่นนั้นนางก็หยุดร้องไห้ทันที
“ท่านพ่อ ข้าว่าเื่นี้อาจจะเป็ฝีมือของฮูหยินใหญ่ก็ได้นะเ้าคะ! บางทีฮูหยินอาจจะไม่อยากอยู่ที่วัดแล้ว นางเลยสั่งให้ฉินหยวนทำเช่นนี้กับท่านแม่ เพราะฮูหยินไม่ชอบอนุภรรยามาตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือ?” ฉินอิงมีนิสัยเสียอย่างหนึ่ง นั่นคือนางชอบคิดไปเอง
ทว่าฉินจงเจิ้งเป็คนขี้สงสัย เมื่อมีเบาะแสเพียงเล็กน้อย เขาก็ชอบคิดไปเรื่อยเช่นกัน เมื่อฉินอิงพูดออกมาเช่นนี้ เขายิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็เช่นนั้นจริง ๆ
“นายท่าน คุณหนูใหญ่กลับมาแล้วขอรับ” ข้ารับใช้ที่อยู่ด้านนอกรีบเข้ามารายงานทันที
ฉินจงเจิ้งลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที เขารีบเดินออกไปข้างนอกอย่างฉับไว เมื่อเห็นฉินหยวนยืนอยู่ก็ตบใบหน้าของนางอย่างแรง จนฉินหยวนล้มลงกับพื้นพร้อมกับเืที่ไหลออกจากมุมปาก
บางทีคนในเรือนอาจจะรู้สึกแปลกใจและไม่เชื่อว่าฉินจงเจิ้งทำไมถึงได้ตบหน้าฉินหยวนอย่างไม่มีเหตุผลเช่นนี้ ทว่าฉินหยวนกลับไม่ได้รู้สึกเช่นนั้น นางคาดเดาไว้แล้วว่าฉินจงเจิ้งจะต้องมีโกรธเช่นนี้
ไม่มีสิ่งใดผิดพลาด…
ทารกในครรภ์ของอนุหลี่ที่ยังไม่เติบโตสมบูรณ์เป็บุตรชาย แต่ไม่ช้าก็เร็วนางจะต้องแท้งอยู่แล้ว เช่นนั้นแท้งมันเสียั้แ่ตอนที่ทารกยังไม่เติบโตสมบูรณ์ไม่ดีกว่าหรือ?
ฉินหยวนไม่มีวันลืมเื่ราวในอดีตได้ ตอนนั้นอนุหลี่อาศัยว่าทารกในครรภ์เป็บุตรชาย จึงยุยงให้ฉินจงเจิ้งลงโทษมารดาของนาง
ในความทรงจำของนาง ท่านแม่เป็ผู้ที่แต่งกายเรียบร้อยอยู่เสมอ
แต่เมื่อนั้นเป็ครั้งแรกที่ฉินหยวนได้เห็นมารดาของนางปล่อยผมยุ่งเหยิงนั่งร้องไห้อยู่บนพื้นราวกับเด็กน้อย
“ข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเ้ามีใจชั่วร้ายถึงเพียงนี้ ช่างมีเืของตระกูลไป๋ไหลเวียนอยู่จริง ๆ ช่างไร้ยางอายและโหดร้ายยิ่งนัก เ้ารู้ดีว่าอนุหลี่แพ้ดอกไม้ เ้ายังเอาแจกันดอกไม้นั้นมาให้นางอีก เ้าทำไปเพื่ออะไร?” ฉินจงเจิ้งถามอย่างดุดันและชอบธรรมราวกับเปี่ยมไปด้วยความถูกต้อง
ฉินหยวนก้มหน้าลงเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ โดยไม่ได้ส่งเสียงใด เพราะในยามนี้ความเจ็บที่แก้มยังเทียบไม่ได้กับความเจ็บในใจของนาง
ชายที่ชื่อฉินจงเจิ้งผู้นี้ เขามีนิสัยผลักความผิดที่ตนเองก่อไปให้ผู้บริสุทธิ์
“ท่านพ่อ ลูกอยากถามว่าเหตุใดเื่นี้จึงโยนความผิดมาที่ลูก เื่ที่อนุหลี่แพ้ดอกไม้ ท่านได้ยินมาจากผู้ใดงั้นหรือ? คงไม่ใช่เพียงเพราะแจกันดอกไม้นั่นลูกเป็คนให้นางไปแล้วท่านพ่อก็คิดว่าลูกเป็ทำกระมัง… ท่านพ่อ้าให้ลูกเล่าทวนอีกครั้งหรือไม่เ้าคะ?! ว่าเมื่อวานนี้หลิวหลีสาวใช้ของนางกับข้ารับใช้ข้างกายท่านเอ่ยสิ่งใดกับลูก?”
ฉินหยวนลุกขึ้นยืนก่อนจะเช็ดเืที่มุมปาก พร้อมกับจ้องมองฉินจงเจิ้งด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม
“เ้ามีท่าทีเช่นนี้ได้อย่างไร สายตาแบบนั้นหมายความว่าอย่างไร
เ้าคิดว่าข้าพูดผิดงั้นหรือ?” สิ่งที่ฉินจงเจิ้งเกลียดที่สุดคือการที่ผู้อื่นท้าทายอำนาจของเขา
ในเวลานี้ ฉินอิงประคองอนุหลี่ออกมา นางมีน้ำตาคลอเบ้า ท่าทางน่าสงสารยิ่งนัก “คุณหนูใหญ่ ข้าแค่อยากขอความเป็ธรรม ลูกของข้าไม่มีแล้วเ้าค่ะ!”
หากเป็เมื่อก่อน ฉินหยวนอาจจะคิดว่าต้องอดทนไปก่อน รอจนกระทั่งนางพาท่านแม่และน้องชายไปอยู่ที่จวนตระกูลฉิน เมื่อถึงเวลานั้นจะจัดการหญิงผู้นี้อย่างไรก็ย่อมได้
ทว่ายามนี้นางไม่จำเป็ต้องอดทนอีกต่อไปแล้ว เพราะนางมีข้อแลกเปลี่ยนกับองค์ชายหนิงแล้ว จึงไม่จำเป็ต้องอดทนต่อสถานการณ์นี้อีกต่อไป
“อนุหลี่คำพูดนี้ช่างน่าขันยิ่งนัก ความผิดที่ท่านทำไฉนจึงโยนให้เด็กสาวคนหนึ่งรับผิดชอบ… เมื่อวานเ้าพูดชัดเจนว่า ดอกไม้นี้ท่านพ่อ้าชื่นชม ดังนั้นจึงสั่งให้คนนำดอกไม้ไป การแย่งของจากมือผู้อื่นเดิมทีก็ไร้มารยาทและไร้ซึ่งความละอายมากพออยู่แล้ว แต่ในตอนนี้เ้ากลับให้ผู้อื่นมารับกรรมที่ตัวเองก่ออย่างนั้นหรือ?” สายตาเย้ยหยันของฉินหยวนจับจ้องไปที่อนุหลี่
แม้อนุหลี่จะไร้ยางอายเช่นไร แต่เมื่อได้ยินคำพูดเสียดสีของฉินหยวนที่แทงใจดำของนางเข้าเต็ม ๆ นางก็รู้สึกอับอายจนใบหน้าแดงก่ำ
อย่างไรก็ตาม ทุกคนในจวนตระกูลฉินต่างรู้ดีว่าที่อนุหลี่แท้งลูกนั่นเพราะนางละโมบในกามารมณ์เอง ถึงได้เป็เช่นนี้
“นายท่าน” อนุหลี่ร้องเรียกด้วยน้ำเสียงออดอ้อน “ท่านฟังคำพูดของคุณหนูใหญ่สิเ้าคะ นี่มันราวกับกรีดหัวใจของข้าเลย!”
ฉินจงเจิ้งรู้สึกเจ็บแปลบที่ใบหน้า หากเื่นี้แพร่งพรายออกไป เกรงว่าเขาคงไม่มีหน้ายืนในสังคมอีกต่อไป
“พูดจาเหลวไหล! เื่นี้แต่แรกก็เป็ความผิดของเ้า เด็กผู้หญิงอย่างเ้า ในยามปกติเช่นนี้ควรอยู่ในห้องอ่านตำราสอนหญิงหรือไม่ก็อยู่ในสวนดอกไม้เพื่อชื่นชมดอกไม้ไม่ใช่หรือ?! เ้าช่างไร้ยางอายเหมือนแม่ของเ้าไม่มีผิด!!”
คำพูดนี้ช่างทำร้ายจิตใจอย่างรุนแรง พ่อคนหนึ่งกล้าพูดคำหยาบคายเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร? หากข้ารับใช้ที่นี่เอาเื่นี้ไปเล่าต่อ เกรงว่าชีวิตของฉินหยวนคงพังพินาศ
ฉินซูที่ถูกแม่นมหลินกอดไว้ในอ้อมแขน มองดูฉินจงเจิ้งและอนุหลี่กำลังรุมประณามพี่สาวของตนเอง คำพูดที่เขากดทับเอาไว้ในใจพลันพรั่งพรูออกมา
“ท่านพ่อ เื่นี้ไม่เกี่ยวกับท่านพี่เลย ท่านพ่อไม่ได้พูดเสมอหรือว่าต้องมีเหตุผล แล้วเหตุใดวันนี้ท่านพ่อจึงไม่ทำเช่นนั้น!”
แม่นมหลินได้ยินคำพูดของคุณชายก็ใมาก รีบดึงตัวเขาไปหลบอยู่ด้านหลัง ในตอนนี้ฉินจงเจิ้งกำลังมองมาที่เขาด้วยสายตาอำมหิต
“เ้าคิดว่าข้าไม่มีเหตุผลงั้นหรือ? ผู้ใดมันพูดเช่นนี้ ไปเอาตัวมันมา!! จับลูกอกตัญญูทั้งสองคนนี้ไปขังไว้ในห้องใต้ดิน แล้วโบยหลังคนละยี่สิบไม้!!!”
เมื่อแม่นมหลินได้ยินคำสั่งของฉินจงเจิ้ง นางก็แทบจะคลั่งไปแล้ว หากโบยหลังถึงยี่สิบไม้ บุตรทั้งสองคนอาจถึงตายได้เชียวนะ
“นายท่านอย่าทำเช่นนี้เลย! คุณชายเป็บุตรชายเพียงคนเดียว คุณหนูใหญ่ก็เป็บุตรสาวของฮูหยินแห่งจวนตระกูลฉินนะเ้าค่ะ” แม่นมหลิน คุกเข่าลงกับพื้นกราบขอร้อง แต่กลับถูกข้ารับใช้ดึงตัวออกไป และทำร้ายร่างกายนางทันที
ฉินหยวนยืนตรงอย่างเด็ดเดี่ยว พร้อมกับจ้องมองฉินจงเจิ้งอย่างไม่หวั่นเกรง ในขณะเดียวกันแววตาของอนุหลี่และฉินอิงก็เริ่มสั่นไหวขึ้นมา
“หืม! เกิดอะไรขึ้นที่นี่งั้นหรือ?” เสียงหนึ่งดังขึ้นมาท่ามกลางความโกลาหล ยามผู้ดูแลประตูเห็นฉินจงเจิ้งโกรธจัดจนตัวสั่น จึงรีบย่อตัวลงและอธิบายอย่างร้อนรนว่า “นายท่านขอรับ ท่านชายผู้นี้แจ้งว่ามาจากจวนขององค์ชายหนิง ... ข้าจึงห้ามเขาไว้ไม่ได้!”
ฉินจงเจิ้งพอได้ยินว่าเป็คนจากจวนองค์ชายหนิง สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที รีบโบกมือเรียกให้คนถอยออกไป ฉินจงเจิ้งไม่คาดคิดเลยว่าคนจากจวนองค์ชายหนิงจะมาเยือนที่นี่
เมื่ออนุหลี่เห็นข้ารับใช้เหล่านี้หยุดมือลงแล้ว ก็ร้องด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยว่า “นายท่าน…” แต่ยามนี้ฉินจงเจิ้งไม่มีเวลามาเห็นใจนางแล้ว เขาจึงตวาดไล่นางกลับไปยังเรือนของตัวเองทันที
“ท่านผู้นี้มาเยือนตระกูลฉินด้วยตัวเอง ช่างรู้สึกเป็เกียรติยิ่งนัก เ้าเข้ามาพักผ่อนที่นี่เถอะ แล้วข้าจะกลับมาในไม่ช้า” ฉินจงเจิ้งจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย เดินเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
แม้ว่าตระกูลฉินจะไม่ใช่ตระกูลขุนนาง แต่ก็ยังพอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง อย่างไรก็ตาม ฉินจงเจิ้งจึงไม่โง่พอที่จะไปลองดีกับคนของจวนองค์ชายหนิง ยามนี้น้ำเสียงของเขาจึงเต็มไปด้วยความเคารพนอบน้อม