คิดได้เช่นนั้น ฮวาชิงเหยียนก็ออกจากเรือนแล้วใช้เงินหนึ่งพันตำลึงทองอย่างไม่อ้อมค้อม จนเกือบหมดไปในพริบตา เหลือไว้เผื่อเหตุฉุกเฉินเพียงสิบกว่าตำลึงทองเท่านั้น
ฮวาเฮ่าเย่ว์เห็นน้องสาวหอบหิ้วสมุนไพรและอาหารสารพัดกลับมาอีกครั้ง แต่ยังไม่อยากเชื่อว่าน้องสาวของตนจะหาเงินได้แล้วจริงๆ มิหนำซ้ำยังเป็จำนวนถึงหนึ่งพันตำลึงทองในครั้งเดียวอีกด้วย
เขามองดูข้าวของที่มากมายจนบังเรือนร่างเล็กๆ ของน้องสาวมิดชิด ใจหนึ่งรู้สึกเ็ปกับความเหนื่อยยากของนาง อีกใจหนึ่งก็เต็มไปด้วยความละอาย เดิมทีหน้าที่เลี้ยงดูครอบครัวควรเป็ของเขา แต่เพราะตนพิการ หน้าที่นั้นจึงตกมาอยู่บนบ่าของน้องสาวอันบอบบางแทน
ฮวาชิงเหยียนหาได้เห็นความละอายที่ฉายชัดอยู่ในแววตาของพี่ชาย นางจัดแจงข้าวของเสร็จก็หยิบคัมภีร์ที่ตนเพิ่งซื้อมาเปิดอ่าน เป็คัมภีร์สมุนไพรที่ปกชำรุดจนแทบอ่านชื่อไม่ออก
พูดตามตรง แรกเริ่มนางไม่คิดจะซื้อด้วยซ้ำ แต่ไม่รู้ด้วยเหตุใด เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นคัมภีร์ที่ไร้ผู้คนเหลียวแลบนแผงของตลาด นางกลับตัดสินใจควักเงินซื้อทันที
ฮวาชิงเหยียนเปิดไปยังหน้าแรกเตรียมอ่าน ทว่าเมื่อเห็นเนื้อหากลับต้องเบิกตากว้างด้วยความใ
เป็ไปไม่ได้! ทำไมถึงไม่มีตัวหนังสือเลยเล่า!
นางรีบเปิดหน้าถัดไปด้วยความตื่นตระหนก แต่กลับพบว่าทุกหน้าว่างเปล่า!
ถูกหลอกหรือ!
คัมภีร์เล่มนี้ราคาแค่หนึ่งตำลึง เ้าของแผงจะลงทุนทำหนังสือปลอมเพื่ออะไร อีกทั้งฮวาชิงเหยียนยังจำได้ว่าตนเป็คนหยิบเองกับมือ และเ้าของแผงไม่มีทางสลับกับเล่มอื่นทันแน่นอน แล้วเป็เช่นนี้ได้อย่างไรกัน
ยิ่งคิดก็ยิ่งสับสน นางจึงเปิดหาหน้าไปทั่วอย่างกระสับกระส่าย
ฟึ่บ!
ทว่าด้วยความไม่ทันระวัง ฮวาชิงเหยียนจึงถูกขอบกระดาษบาดเข้าที่ปลายนิ้วจนเืซึม แต่นางยังไม่ทันได้ทำแผล ก็เห็นกับตาว่าเืที่หยดลงบนหน้ากระดาษ...หายไป!
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่!”
นางขมวดคิ้วแน่น ครุ่นคิดครู่หนึ่งก็ตัดสินใจบีบเืให้หยดลงบนหน้าหนังสืออีกหนึ่งหยด
ผลปรากฏว่าหยดเืหายไปอีกครั้ง...แต่คราวนี้ทั้งเล่มพลันหายวับไปด้วย!
ฮวาชิงเหยียน “...”
มาเกิดใหม่ในดินแดนลึกลับเช่นแผ่นดินหลงเหยียนก็น่าพิศวงแล้ว นี่นางยังต้องมาเจอกับเื่เหลือเชื่อเช่นคัมภีร์กลืนเืแล้วหายตัวไปด้วยอีกหรือ...
‘เ้าโง่! ข้าไม่ได้หายไปไหน แค่ย้ายเข้าไปอยู่ในทะเลจิตสำนึกของเ้า’
จู่ๆ เสียงทุ้มลึกลึกลับก็ดังขึ้นในหัว ฮวาชิงเหยียนสีหน้าเคร่งเครียดทันควัน นางรู้ดีว่า ‘ทะเลจิตสำนึก’ คืออะไร จึงรีบหลับตาแล้วเพ่งสมาธิตรวจสอบ
ผ่านไปไม่นาน ใจกลางทะเลจิตสำนึกก็มีตำราที่เปล่งแสงสีทองสลัวๆ เล่มหนึ่งปรากฏขึ้น บนปกนั้นมีอักษรเขียนไว้ว่า คัมภีร์กำเนิด์
ฮวาชิงเหยียนเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ “เ้า...คือคัมภีร์หรือ”
‘ข้าไม่ใช่แค่คัมภีร์! ข้าคือผู้มีปัญญาเลิศล้ำที่สุดในใต้หล้า...จิติญญาแห่งคัมภีร์!’
จิติญญาแห่งคัมภีร์?
ความทรงจำของเ้าของร่างเดิมพลันผุดขึ้นมาในหัว ฮวาชิงเหยียนจึงนึกออกในทันที จิติญญาแห่งคัมภีร์ คือสิ่งวิเศษที่กำเนิดจากฟ้าดินจนถือกำเนิดเป็สิ่งมีชีวิต หากจับมาได้ก็สามารถนำมาใช้เป็วัตถุดิบในการหลอมอาวุธเวท หรือแม้กระทั่งใช้ในการหลอมโอสถชั้นสูงได้
ทันใดนั้นก็มีเสียงตวาดลั่นด้วยความโกรธดังก้องขึ้นมาในทะเลจิตสำนึกอีกครั้ง ‘บัดซบ! เ้าคิดจะเอาข้าไปหลอมโอสถอย่างนั้นหรือ’
ฮวาชิงเหยียนย่นคิ้ว “...เ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าคิดอะไรอยู่”
‘ฮึ่ม! เพราะเ้าทำพันธะโลหิตกับข้าแล้ว หากเ้าคิดร้ายต่อข้า ข้าย่อมรับรู้ได้ทันที! อย่าได้คิดทำร้ายข้าเชียว ไม่อย่างนั้นเ้าจะถูกพันธะนั้นย้อนกลับไปเผาใจตนเอง!’
“พันธะโลหิต?” จากความทรงจำเดิม นางรู้ดีว่าคืออะไรจึงเข้าใจได้ทันที เอ่ยถามต่อ “เช่นนั้นเ้าก็ทำร้ายข้าไม่ได้เหมือนกันสิ แล้วเ้ามีประโยชน์อันใดกับข้าเล่า”
‘ประโยชน์ของข้าน่ะใหญ่หลวงนัก! ไม่มีสรรพสิ่งใดในใต้หล้าที่ข้าไม่รู้ ไม่ว่าเ้า้าหลอมโอสถ หลอมอาวุธ สร้างยันต์ หรือแม้แต่ฝึกฝนตนเอง ข้าล้วนชี้แนะเ้าได้…’ เสียงนั้นกระแอมทีหนึ่ง ก่อนกล่าวต่ออย่างภาคภูมิ ‘ข้าชี้แนะคัมภีร์ที่คู่ควรกับพร์ของเ้าที่สุดให้เ้าได้’
ฮวาชิงเหยียนเลิกคิ้วกล่าว “กล่าวเช่นนี้ แสดงว่าเ้าชี้แนะได้ แต่สอนเองไม่ได้ใช่หรือไม่”
ดูเหมือนจิติญญาแห่งคัมภีร์จะโกรธมาก เพราะเสียงก้องในทะเลจิตสำนึกของนางถึงกับสั่นระรัว ‘ไม่ใช่! ข้านี่แหละคือคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ล้ำค่าที่สุดในใต้หล้า หากเ้ายอมฝึกฝนตาม คัมภีร์กำเนิด์ ที่ข้าเป็ต้นฉบับ เ้าจะกลายเป็ยอดคนอันดับสองในใต้หล้าในบัดดล!’
“ใครคืออันดับหนึ่งหรือ”
‘ย่อมต้องเป็เ้านายคนเก่าของข้าน่ะสิ! น่าเสียดาย…ตอนนี้ข้าหาเขาไม่พบแล้ว…’ น้ำเสียงตอนท้ายยังแฝงด้วยความเศร้าหมอง
ฮวาชิงเหยียนไม่ได้ปลอบ แต่กลับถามต่อเสียงเรียบ “เช่นนั้น หากข้าอยากฝึกฝน คัมภีร์กำเนิด์ ต้องทำเช่นไร”
เสียงหัวเราะดังลั่นขึ้นในทะเลจิตสำนึก ‘เ้าน่ะหรือจะทำได้? ผู้ที่จะฝึกฝน คัมภีร์กำเนิด์ ได้ ต้องมีรากิญญาครบทุกธาตุ! ทั้งใต้หล้านี้นอกจากเ้านายเก่าของข้าแล้ว ไม่เคยมีใคร...เดี๋ยว! เดี๋ยวก่อน! เ้า…เ้ามีรากิญญาครบสิบธาตุ? เป็ไปไม่ได้!’
โดยทั่วไปแล้วผู้ฝึกตนจะมีรากิญญาห้าธาตุพื้นฐาน ได้แก่ทอง ไม้ น้ำ ไฟ และดิน จะมีหนึ่งธาตุหรือหลายธาตุก็ได้ แต่ยิ่งมีรากิญญาน้อยยิ่งฝึกฝนได้ดี เช่นผู้มีรากเดี่ยวจะถือว่ามีพร์สูงสุด ในขณะที่ผู้มีรากครบห้าธาตุกลับถือว่ามีพร์ต่ำที่สุด เ้าของร่างเดิม รวมถึงคนส่วนน้อยกลับไร้ซึ่งรากิญญาโดยสิ้นเชิง ซึ่งเท่ากับว่าพวกเขาไม่อาจฝึกตนได้เลยแม้แต่น้อย
นอกจากนี้ ยังมีกรณีรากิญญากลายพันธุ์ เช่น สายฟ้า น้ำแข็ง สายลม แสง และความมืด คนที่มีรากกลายพันธุ์พวกนี้ ต่อให้มีธาตุอื่นร่วมด้วยก็ยังถือว่ามีพร์สูงล้ำ แต่ตามความทรงจำของเ้าของร่างเดิม ทั้งแผ่นดินหลงเหยียนยังไม่เคยมีผู้ใดมีรากกลายพันธุ์เลยแม้แต่คนเดียว แม้แต่ฮวาเฮ่าเย่ว์ที่เคยได้รับการยกย่องว่าเป็อัจฉริยะอันดับหนึ่ง ก็มีเพียงรากิญญาน้ำเพียงธาตุเดียวเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้เอง การจะมีรากิญญาครบสิบธาตุจึงแทบเป็ไปไม่ได้เลย ทว่าในเวลานี้ จิติญญาแห่งคัมภีร์กลับตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก เพราะแม้ฮวาชิงเหยียนจะไม่มีแม้แต่เค้าลางของเ้านายเก่า แต่นางกลับมีรากิญญาครบทุกธาตุอย่างแท้จริง ช่างน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!
เสียงร้องโวยวายของจิติญญาแห่งคัมภีร์ทำให้ฮวาชิงเหยียนอดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้
เ้าของร่างเดิมนั้นไม่มีรากิญญา นี่คือความจริงที่ได้รับการพิสูจน์แน่ชัดแล้ว ดังนั้นนางจึงไม่เคยคิดจะฝึกฝนพลังตามแนวทางของโลกใบนี้ เพราะอย่างไรเสียนางก็มีพลังพิเศษประจำตัวอยู่แล้ว แม้พลังนั้นจะไม่อาจเชื่อมถึงชะตาฟ้าหรือไขเส้นทางแห่งเต๋า ทว่านางก็ยังยืดอายุขัยได้อีกเป็ร้อยๆ ปี และไม่อาจถูกคนทั่วไปรังแกได้ง่ายๆ
ทว่าในยามนี้ จิติญญาแห่งคัมภีร์กลับยืนยันว่านางมีรากิญญาครบทุกธาตุ นั่นหมายความว่านางสามารถฝึกตนได้แล้วใช่หรือไม่
จากความทรงจำเดิม นางรู้ดีถึงคุณูปการของการฝึกฝนยกระดับพลัง หากสามารถยืน ณ จุดสูงสุดแห่งเต๋าได้ นางก็จะสามารถเหยียบย่ำทุกสรรพสิ่งไว้ใต้ฝ่าเท้า ในโลกที่ผู้มีพลังเป็ใหญ่ ผู้ที่แกร่งกว่าย่อมหมายถึงผู้ที่ได้เสรีมากกว่า
“เช่นนั้นหมายความว่าข้าสามารถฝึกฝน คัมภีร์กำเนิด์ ได้ใช่หรือไม่”
ฮวาชิงเหยียนไม่ชอบพูดมาก จึงถามตรงเข้าประเด็นทันที
จิติญญาแห่งคัมภีร์ที่ถูกดึงสติกลับมากล่าวเสียงตะกุกตะกักด้วยความตื่นเต้นว่า ‘ชะ...ใช่!’
“แล้วต้องเริ่มอย่างไร”
‘เช่นนั้น...เริ่มจากพื้นฐานก่อนก็แล้วกัน หา! นี่เ้าไม่มีแม้กระทั่งพื้นฐานฝึกตนหรือ! ช่าง...’ เสียงของจิติญญาแห่งคัมภีร์เต็มไปด้วยความรังเกียจอย่างเห็นได้ชัด
‘คัมภีร์กำเนิด์ที่ข้าเป็ต้นฉบับคือสมบัติวิเศษ เ้าสามารถเรียกมันออกมา แล้วเปิดดูโดยใช้จิตสำนึกนึกถึงสิ่งที่เ้า้ารู้ เช่น หากเ้า้าฝึกตน หน้าคัมภีร์ก็จะเผยเคล็ดลับฝึกตนระดับเทพ หากเ้า้าหลอมโอสถ ก็จะปรากฏศาสตร์หลอมโอสถระดับเทพ หรือหาก้าสร้างอาวุธ ก็จะเผยเคล็ดลับสร้างอาวุธเวทระดับเทพ...สรุปแล้ว ไม่มีสิ่งใดที่คัมภีร์กำเนิด์มอบให้เ้าไม่ได้ ขอเพียงเ้าคิดถึงมันเท่านั้น
‘เมื่อก่อนเ้านายของข้าเคยใช้คัมภีร์นี้ปราบทั่วทั้งโลกา...เฮ้อ ไม่พูดดีกว่า เ้าช่างอ่อนด้อยนัก เ้าทำให้พลังของข้าถูกสะกดจนไม่อาจแปลงกายได้ เ้ารีบฝึกตนเสียเถิด ข้าจะพักฟื้นพลังก่อน’
ฮวาชิงเหยียน “...”
ในฐานะผู้มีพลังพิเศษและเป็แพทย์ทหารอันดับหนึ่งแห่งโลกเดิม ั้แ่มายังโลกนี้ นางจำไม่ได้แล้วว่าถูกใครหน้าไหนก็ไม่รู้สบประมาทไปแล้วกี่ครั้ง
แน่นอนว่านางมิได้ปราศจากความโกรธ เพียงแค่นางไม่ใส่ใจเท่านั้น นางมักเลือกเดินในหนทางที่ให้ผลลัพธ์ดีที่สุดเสมอ และในตอนนี้ เมื่อรู้ว่าตนสามารถฝึกตนได้จริง อีกทั้งยังมีคัมภีร์ล้ำค่าที่มิอาจพบพานได้โดยง่าย นางย่อมไม่มีทางปล่อยโอกาสนี้หลุดลอยไป
ฮวาชิงเหยียนใช้พลังจิตนึกให้คัมภีร์ออกมา ผ่านไปไม่นานคัมภีร์ก็ปรากฏอยู่บนฝ่ามือ เมื่อนางนึกให้กลับคืนสู่ทะเลจิตสำนึก คัมภีร์นั้นก็หายวับไปดุจเดียวกับการเรียกสมบัติจากมิติเก็บของในโลกก่อน ทำเพียงหนึ่งครั้งก็เข้าใจ ลองทำอีกครั้งก็คุ้นชิน
นางเปิดคัมภีร์ไร้อักษรเล่มนั้น พลางนึกถึงคัมภีร์ฝึกพลังปราณ หน้าซึ่งเคยว่างเปล่าพลันปรากฏตัวอักษรโบราณยากแก่การเข้าใจหลายบรรทัด เมื่ออักษรเ่าั้ลอยเข้าสมอง ฮวาชิงเหยียนก็เข้าใจโดยพลันราวกับได้รับการถ่ายทอดโดยตรง
นางลงมือฝึกตนตามขั้นตอนทันที เริ่มจากการ ‘รวบรวมพลังปราณเข้าสู่ร่าง’ ซึ่งเป็ขั้นแรกแห่งเส้นทางฝึกตน
เ้าของร่างเดิมไม่อาจฝึกตนได้ เพราะไม่สามารถดึงพลังปราณเข้าสู่ร่างได้ั้แ่แรก แต่กับฮวาชิงเหยียนนั้นกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง