ใช่ตอนเขาเสนอเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ทุกคนต่างก็พากันคัดค้าน แต่ว่าไม่มีใครลุกขึ้นมาห้ามปรามเขาอย่างแท้จริง
เขาเป็นแค่รองผู้อำนวยการโรงงานถ้าผู้อำนวยการโรงงานกับผู้บริหารคนอื่นๆ ออกคำสั่งห้าม โรงงานสาขาใหญ่มีหรือจะได้ผลิตลูกท้อในโหลแก้วเขาตัวคนเดียวจะทำอะไรได้
ตอนนี้พอเกิดปัญหากลับบอกให้เขาเป็นผู้รับผิดชอบแล้วเขาจะไปทวงถามความยุติธรรมจากใคร?
จางไคลากเก้าอี้มานั่งฝั่งตรงข้ามกับผู้อำนวยการซุน“ผู้อำนวยการ ปัญหาที่พวกเรากำลังเผชิญอยู่สาเหตุเกิดจากผมก็จริงแต่ผมก็อับจนหนทางเช่นกัน คุณเป็นผู้อำนวยการของโรงงานน่าจะมีวิธีการแก้ไขใช่หรือเปล่า”
ผู้อำนวยการซุนหรี่ดวงตาที่เติมทีก็ไม่ได้โตมากนักหลังจากคิดอยู่นานก็ถามหยั่งเชิงว่า “ถ้าไม่อย่างนั้นลองทำตามที่สวีจือชิงบอกดีไหม”
“ผมไม่เห็นด้วย!”
“ผู้อำนวยการรองผู้อำนวยการครับ แย่แล้วละครับ!”
……
หลังวางสายสวีหว่านหนิงก็เดินไปที่ห้องรับแขกอย่างอารมณ์ดี
เธอเพิ่งนั่งลงก็เห็นสวีเม่าเหยียนกับหลินอันเดินออกมาจากห้องหนังสือ
แขนของพี่ชายเธอวางพาดไหล่ของสามีเธอทั้งคู่ยิ้มแย้มพูดคุย ดูเหมือนสนิทสนมกันมาก
สวีหว่านหนิงสะกิดสวีเม่าหนิงที่นั่งอยู่ข้างๆ“สองคนนั้นไปทำอะไรมา?”
“พี่ชายของพวกเราเรียกพี่เขยไปที่ห้องหนังสือบอกว่ามีเรื่องอยากคุยด้วย นี่ก็เพิ่งพากันออกมา!”สวีเม่าหนิงจ้องหน้าพวกเขา
เพราะเขาเป็นน้องชายเลยไม่ชวนเขาไปร่วมวงด้วยอย่างนั้นหรือ?
ไม่รู้ว่าสวีเม่าเหยียนคุยอะไรกับหลินอันตั้งแต่ออกจากห้องหนังสือ หลินอันก็เหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคนไม่มีความเกร็งเหมือนอย่างตอนแรกอีกแล้ว
เขานั่งลงข้างกายสวีหว่านหนิงอย่างเป็นธรรมชาติแล้วถามอย่างเป็นห่วงว่า “เรื่องนั้นถึงไหนแล้ว”
สวีหว่านหนิงยักไหล่ก่อนตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก “รอฟังข่าวแล้วกัน”
รองผู้อำนวยการจางเป็นคนหัวรั้นไม่รู้ว่าความคิดของเขาจะตกผลึกเมื่อไร
ขณะที่ทุกคนกำลังคุยกันประตูบ้านก็ถูกเปิดออกจากด้านนอก
คนสิบกว่าคนทยอยเดินเข้ามาในบ้าน
“ลุงใหญ่ป้าสะใภ้ใหญ่ ลุงรอง ป้าสะใภ้รอง...”
สวีหว่านหนิงฉุดตัวหลินอันให้ลุกขึ้นแล้วทักทายพวกเขาทีละคน
ตอนอยู่โรงพยาบาลหลินอันเคยเจอกับคนทั้งตระกูลสวีมาแล้ว นอกจากพี่สะใภ้และหลานชายอีกสองคนเขาเคยถูกทุกคนสอบปากคำไปเรียบร้อย
“หลินอันได้ออกจากโรงพยาบาลแล้วหรือนี่สภาพร่างกายฟื้นตัวได้ไม่เลว ต้องกลับเข้ากองทหารเมื่อไรล่ะ”
ป้าสะใภ้ใหญ่ถลึงตาใส่สามีของตน“กลับอะไรกัน ไม่เห็นหรือว่าหลินอันยังดูเพลียๆ อยู่เลย บาดเจ็บรุนแรงขนาดนั้นต้องพักรักษาตัวให้ดี”
ลุงใหญ่เขี่ยปลายจมูกเล็กน้อยเพื่อคลายความเก้อเขิน
“ฉันได้ยินว่าทางกองทหารให้บ้านพักกับเธอแล้วหรือ”ลุงรองถาม
หลินอันพยักหน้า“ใช่ครับ ผมเอากุญแจให้อาหนิงแล้ว เธอว่างเมื่อไรพวกเราจะไปดูบ้านด้วยกัน”
“ยอดเยี่ยม”ลุงรองยิ้มอย่างพึงพอใจ “มีบ้านแล้วพวกเธอก็ถือว่ามีที่อยู่เป็นหลักเป็นแหล่งที่ปักกิ่งเสียที”
มีบ้านเป็นหลักเป็นแหล่งแล้วอีกไม่นานอาหนิงก็คงจะย้ายกลับมาสินะ
บรรยากาศภายในบ้านสวีเต็มไปด้วยความอบอุ่นพวกผู้ชายนั่งคุยกัน พวกผู้หญิงเตรียมอาหารค่ำอยู่ในห้องครัวเด็กชายสองคนที่ไม่อาจร่วมวงสนทนาด้วยกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวน้อยพลางฟังสวีหว่านหนิงเล่านิทาน
“...เจ้ากระต่ายขาวจึงพ่ายแพ้ให้กับเต่าน้อยนิทานเรื่องนี้สอนอะไรพวกเราจ๊ะ”
“ผมรู้!”สืออี๋ยกมืออวบอ้วนขึ้นมา พลางกล่าวเสียงนุ่มนิ่มว่า “เวลานอนต้องนอนบนเตียงไม่อย่างนั้นจะเจอเต่าน้อย”
สวีหว่านหนิง“......”
เอ่อ...มันก็เหมือนจะมีเหตุผล?
“แล้วสืออันล่ะ”
สืออันโยกศีรษะน้อยไปมา“ตอนกลางวันห้ามนอนหลับ!ไม่อย่างนั้นเต่าน้อยจะวิ่งแซงผม”
พูดจบสืออันก็กระโดดลงจากเก้าอี้“ผมจะไปบอกคุณย่าว่า อย่าบังคับอันอันนอนกลางวัน”
“เดี๋ยว...กลับมาก่อน!” สวีหว่านหนิงรีบคว้าตัวสืออันไว้
เด็กอายุยังไม่ถึงสองขวบฉลาดขนาดนี้แล้วหรือ?
“กริ๊งกริ๊ง...”
ท่ามกลางเสียงดังอื้ออึงในห้องรับแขกเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไม่มีใครเดินไปรับ
ปลายสายสีหน้าของจางไคนิ่งขรึมและบึ้งตึง
“ไม่มีคนรับสายสวีจือชิงจงใจหรือเปล่า”
“สวีจือชิงมีตาทิพย์หรืออย่างไรถึงรู้ว่าคนที่โทรไปคือคุณ ไม่แน่คุณอาจจะกดเบอร์ผิดก็ได้ ผมเองแล้วกัน”
“อาหญิงเหมือนโทรศัพท์จะดังเลยครับ”
สวีหว่านหนิงเงี่ยหูฟังและได้ยินเสียงโทรศัพท์จริงๆ
เธอหยิบแอปเปิลมาหั่นครึ่งแล้วแบ่งให้สืออันกับสืออี๋คนละครึ่งลูก“พวกหนูเป็นเด็กดีนั่งกินแอปเปิลตรงนี้ก่อน กินเสร็จแล้วอาจะกลับมาเล่านิทานให้ฟังอีกนะ”
“เข้าใจแล้วครับอาหญิง”หนูน้อยขานรับอย่างพร้อมเพรียงกัน
“สวีจือชิงในที่สุดคุณก็รับโทรศัพท์สักที!”
จางไค“......”
หรือสวีจือชิงจะจงใจเมินเขาเลยไม่รับสายจากเขาความจริงคือแบบนี้ใช่ไหม?
“ผู้อำนวยการซุนพวกเราเพิ่งคุยกันไปไม่ใช่เหรอคะ แค่งานที่โรงงานสาขาย่อยฉันก็ดูแลไม่ทั่วถึงแล้วตอนนี้ฉันแบ่งสมาธิไปช่วยงานของโรงงานใหญ่ไม่ไหวคุณกับรองผู้อำนวยการจางเป็นคนเก่ง ไม่จำเป็นต้องให้ฉันช่วยหรอกค่ะ”
“เฮ้ออย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้เลย สวีจือชิง ผมมีข่าวดีจะบอกคุณ”ผู้อำนวยการซุนกลั้วหัวเราะ “หลังจากผู้บริหารของโรงงานปรึกษากันแล้วพวกเราตัดสินใจว่าจะจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในนามของคุณไม่ทราบว่าคุณจะกลับมาที่หมู่บ้านต้าเจียงเมื่อไรพวกเราจะได้ดำเนินเอกสารไปตามขั้นตอน”
รวดเร็วขนาดนี้เชียวหรือ?
ยังไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงหลังวางสายภายในระยะเวลาสั้นๆ แค่นี้ ทางโรงงานใหญ่เกิดเรื่องอะไรขึ้นอีก?
เมื่อคิดได้ดังนั้นสวีหว่านหนิงก็ถามออกไปตามตรง
ผู้อำนวยการซุนไม่ปิดบังเขาตอบตามจริงว่า “พวกเราเพิ่งได้รับจดหมายว่าเมืองหยางที่เป็นเมืองเพื่อนบ้านของพวกเรากำลังเดินเอกสารจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทางผู้บริหารจึงปรึกษากันว่าในเมื่อลูกท้อในโหลแก้วเป็นสินค้าที่ทางโรงงานอาหารชุนหัวเป็นผู้คิดค้นและผลิตรายแรกพวกเราก็ควรเป็นฝ่ายจดทะเบียนก่อน จะปล่อยให้คนอื่นตัดหน้าไปได้อย่างไร”
“ถึงยังไงคุณก็คือคนแรกที่ผลิตมันขึ้นมาพวกเราจึงคิดว่าคงไม่มีใครเหมาะสมกับการจดทะเบียนการค้ามากกว่าคุณอีกแล้วสวีจือชิง คุณวางแผนจะกลับมาเมื่อไรพวกเรามาจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ากันเถอะครับ”
“อย่างนี้นี่เอง”สวีหว่านหนิงแสร้งทำเป็นเงียบไป ก่อนจะพูดช้าๆ ว่า“ฉันยังทำธุระที่ปักกิ่งไม่เสร็จเลยค่ะ น่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายวันถึงจะกลับไปได้”
“เอ่อ...”ผู้อำนวยการซุนลังเล“คุณจะช่วยพิจารณาอีกครั้งและกลับมาที่หมู่บ้านเร็วกว่านี้ได้ไหม เวลาไม่เคยรอใคร!”
สวีหว่านหนิงบ่นในใจเพิ่งมาร้อนใจเอาตอนนี้งั้นหรือ?
“วางใจเถอะค่ะผู้อำนวยการซุนอย่างไรฉันก็เป็นคนของโรงงานอาหารชุนหัวฉันจะปล่อยให้ของของโรงงานเราถูกคนอื่นแย่งไปได้อย่างไร ไม่ต้องห่วงค่ะฉันจะรีบสะสางธุระแล้วกลับไปให้เร็วที่สุด”
หูของจางไคแทบจะแนบติดกับหูโทรศัพท์เขาฟังคำพูดของสวีหว่านหนิง สีหน้าเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
จนกระทั่งสายตัดไปเขาก็รีบถามว่า “ทำไมสวีจือชิงคนนี้ถึงไม่รู้จักเจียมตัวเสียบ้าง?”