CHAPTER 09 : คนละครึ่งทาง
แสงแดดที่ส่องกระทบกับดวงตาทำให้ฉันค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา กระพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับโฟกัส
“ตื่นแล้วเหรอม่าน”
“พี่มาร์ค อ้ะ!” ฉันพยายามจะลุกขึ้นแต่เพราะความเ็ปที่ข้อเท้าแล่นเข้ามาทำให้ฉันต้องร้องออกมาอย่างเ็ปจนพี่มาร์คต้องช่วยพยุงให้ลุกขึ้นนั่ง
“ค่อยๆ ลุก ลืมหรือไงว่าขาแพลง” พี่มันทำหน้าดุแต่ก็ไม่สายตาที่มองมาอย่าเป็ห่วงนั้นปิดฉันไม่ได้หรอก
“ทำไมมุกมาอยู่ที่นี่ได้” ฉันมองไปรอบๆ ก็พบว่ามันเป็บ้านไม้เล็กๆ น่าจะของชาวบ้านสักคน สิ่งสุดท้ายที่จำได้คือฉันหลงอยู่ในป่าและพี่ธามไปช่วยฉัน
พี่ธามจูบฉัน...
หัวใจฉันเต้นแรงขึ้นมาทันทีเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวาน ไม่รู้ว่าพี่ธามทำแบบนั้นทำไมแต่ถึงอย่างนั้นมันกำลังทำให้ฉันสับสน เหมือนกับฉันที่กำลังเดินออกมาแล้วอยู่ๆ ก็ถูกดึงกลับไปอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว
“เป็ไข้หรือเปล่า ทำไมหน้าแดง” พี่มาร์คเอามือมาทาบหน้าผากฉันเพื่อจะวัดไข้
อ่า แค่คิดก็หน้าแดงแล้วเหรอ น่าอายชะมัด
“เอ่อ ไม่เป็ไร พี่ยังไม่ตอบคำถามมุกเลยนะ” ฉันรีบเปลี่ยนเื่ทันทีเพราะไม่อยากให้พี่มันสงสัย และก่อนที่ฉันจะแสดงอาการอะไรออกไปมากกว่านี้
“ไอ้ธามอุ้มมาน่ะสิ แล้วจะไปไหนทำไมไม่บอกคนอื่น กล้าไปในป่าแบบนั้นคนเดียวได้ยังไง เกิดไอ้ธามไม่ไปเห็นเราแล้วไปตามหาตอนนี้ม่านจะเป็ยังไง ทำไม...”
“หยุดดดด พอก่อน มุกสำนึกผิดไม่ทันแล้ว” ฉันยกมือขึ้นมาเพื่อเป็การห้ามไม่ให้พี่มาร์คพูดอีกและทำตาปริบๆ ส่งไปให้พี่มันสงสาร คือมาแบบไม่ทันตั้งตัวเลยทีเดียว รู้ว่าเป็ห่วงแต่ฉันสำนึกผิดไม่ทันจริงๆ
“ไม่ต้องมาทำหน้าแบบนั้น รู้ไหมว่าพี่เป็ห่วงแค่ไหน” ถึงแม้ว่าฉันจะไม่เป็อะไรแล้วแต่สีหน้าเป็ห่วงปนกังวลของพี่มาร์คก็ทำให้ฉันรู้สึกไม่ดี
“มุกขอโทษ” ฉันบอกเสียงแ่เพราะรู้สึกผิดจริงๆ มันก็จริงอย่างที่พี่มาร์คบอก ถ้าพี่ธามไม่ตามหาฉันก็คงไม่มานั่งอยู่ตรงนี้หรอก และก็อาจจะทำให้ทุกคนวุ่นวายไปด้วย
“พี่ไม่ได้โกรธแต่พี่เป็ห่วง ถ้าม่านเป็อะไรขึ้นมาพี่จะทำยังไง” พี่มาร์คบอกพร้อมกับโยกหัวฉันไปมาเพื่อปลอบฉันที่กำลังน้ำตาคลอ
“มุกจะไม่ทำแบบนั้นอีก สัญญา” ฉันยื่นนิ้วก้อยออดกไปตรงหน้าพี่มาร์คเพื่อทำสัญญาอย่างที่เคยทำในตอนเด็ก
“โตแล้วนะม่าน ทำเป็เด็กสามขวบไปได้” ถึงปากจะพูดแบบนั้นแต่ก็เอานิ้วก้อยของตัวเองมาเกี่ยวกับนิ้วก้อยฉันอยู่ดี
พี่ชายฉันน่ะน่ารักที่สุด อิจฉาคนที่จะได้เป็แฟนกับพี่มันนะคงจะโชคดีสุดๆ ไปเลย ใช่ค่ะ ฉันกำลังอวยพี่ชายตัวเอง ขอพื้นที่โปรโมทพี่ชายหน่อยนะ
“หิวข้าวหรือเปล่าเดี๋ยวพี่ไปเอามาให้”
ฉันพยักหน้าแทนคำตอบเพราะั้แ่เมื่อวานก็ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย
“งั้นรอแปบ”
“แล้วพี่ไม่ทำงานเหรอ” วันนี้เป็อีกวันที่เราจะอยู่ที่นี่และต้องทำทุกอย่างให้เสร็จก่อนจะเดินทางกลับในวันพรุ่งนี้ ไม่รู้ว่าตอนนี้ทุกคนกำลังทำอะไรอยู่
“พี่แวะมาดูม่านเดี๋ยวก็จะไปแล้ว ตอนนี้ฝากไอ้ฝุ่นดูให้อยู่ไอ้ธามก็ทำอะไรไม่ได้ไปคนนึงแล้ว”
“พะ พี่ธามเป็อะไร” ฉันถามเสียงสั่นเมื่อพี่มันบอกมาแบบนั้น ฉันกลัวว่าตัวเองจะเป็ต้นเหตุ เพราะตอนที่เห็นเมื่อวานก็ยังดีๆ อยู่เลย แต่หลังจากที่ฉันสลบไปฉันก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรไม่ดีขึ้นกับพี่ธามหรือเปล่า
“มือมันได้รับาเ็นิดหน่อยแต่ไม่ได้เป็อะไรมากหรอก”
“มุกไม่ได้เป็สาเหตุที่ทำให้พี่ธามเจ็บตัวใช่ไหม” ถึงจะถามออกไปแบบนั้นแต่ก็รู้ว่าที่พี่ธามเป็แบบนั้นก็เพราะตัวเอง
“อย่าคิดแบบนั้นน่า มันไม่ได้เป็อะไรมากสักหน่อย เดี๋ยวพี่ไปเอาข้าวมาให้กินแล้วกัน” พี่มาร์คพูดตัดบทก่อนจะลุกออกไปแต่ฉันก็ดึงพี่มันไว้
“พามุกไปด้วยสิ ไม่อยากอยู่คนเดียวอ่า” ฉันงอแง คนอื่นกำลังทำงานอยู่จะให้ฉันอยู่เฉยๆ แบบนี้ได้ยังไงล่ะ ไม่อยากกินแรงคนอื่นอย่างน้อยให้ฉันไปนั่งดูก็ดีกว่ามานอนสบายๆ แบบนี้ แค่เจ็บข้อเท้านิดเดียวไม่ได้เป็อะไรมากเสียหน่อย
“ข้อเท้าแพลงแล้วจะไปยังไง ไปก็ช่วยอะไรไม่ได้อยู่ดีนอนพักอยู่นี่แหละ” ว่าแล้วเชียวว่าจะต้องพูดแบบนี้
“อย่าพูดเหมือนมุกเป็คนไร้ประโยชน์สิ ให้มุกไปนั่งเล่นกับเด็กๆ ก็ได้ น้าพี่มาร์คน้า” ฉันพูดพร้อมกับเขย่าแขนพี่มันไปด้วย อ้อนสุดฤทธิ์เพราะรู้ว่ายังไงพี่มันต้องยอม
“อ่ะๆ ก็ได้ๆ”
บอกแล้วไงล่ะ!
สุดท้ายแล้วฉันก็ได้มานั่งดูเด็กๆ เล่นเกมกัน แต่ละคนก็คือน่ารักมากเข้ามาถามอาการแถมยังบอกให้ฉันหายเร็วๆ อีกด้วย ป่านกับกายก็เข้ามาสวดกันยับจนหูฉันแทบจะดับเลยล่ะ แต่มันก็สมควรแล้วไง ไปไหนโดยที่ไม่บอกใครแล้วยังทำให้คนอื่นเป็ห่วงอีก อย่างที่พี่มาร์คบอกถ้าพี่ธามไม่ออกไปตามหาก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะเป็อะไรบ้าง ตอนนี้จะมีใครหาฉันเจอหรือเปล่าก็ไม่รู้
พูดถึงพี่ธามฉันยังไม่เห็นเขาเลย แต่ก็ดีแล้วล่ะเพราะฉันเองก็ไม่รู้จะทำตัวยังไงเวลาที่ต้องเจอหน้ากันเหมือนกัน ฉันนั่งทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานก็ได้แต่ทอดถอนหายใจ ไม่รู้ว่าตอนนี้สถานะระหว่างพี่ธามกับบีลีฟคืออะไร ไม่รู้ว่าพี่ธามมาจูบฉันทำไม แล้วไหนจะประโยคที่พี่ธามพูดออกมาอีก มันทำให้ฉันสับสนไปหมด ฉันไม่รู้ว่าต่อจากนี้จะต้องทำยังไง
ไม่รู้เลย...
ทำไมตอนที่ฉันตั้งใจจะถอยออกมาต้องมาฉุดรั้งฉันเข้าไปด้วยประโยคและการกระทำที่อ่อนไหวแบบนั้นด้วย ทั้งที่เอาแต่ผลักไสคอยแต่จะบอกให้ฉันตัดใจแล้วอยู่ๆ ทำไมถึงได้พูดออกมาแบบนั้น
เหมือนโดนตบหัวแล้วลูบหลังเลยเนอะ
แต่มันคือการตบด้วยปาก คงจะเป็การตบที่ละมุนที่สุดแล้ว
“มุก”
เสียงเรียกดังขึ้นข้างหลังทำให้ฉันค่อยๆ หันไปมองก่อนจะยิ้มออกมา
“พี่ไต้ฝุ่น” พี่ไต้ฝุ่นเดินเข้ามานั่งลงข้างๆ ฉัน
“เป็ยังไงบ้าง เมื่อวานทำคนอื่นใกันหมดเลยนะ”
“ดีขึ้นแล้วค่ะ แหะๆ” ฉันหัวเราะแห้งๆ ออกไปเพราะรู้ตัวว่าเป็สาเหตุทำให้คนอื่นต้องวุ่นวายไปหมด ป่านเล่าให้ฟังว่าทุกคนใมากตอนที่เห็นพี่ธามอุ้มฉันกลับมา
“แล้วทำไมถึงเข้าไปหลงได้ ทางไปน้ำตกตามที่ชาวบ้านบอกก็ไม่ได้ซับซ้อนไม่ใช่หรือไง” คำถามของพี่ไต้ฝุ่นทำให้ฉันไปไม่เป็เพราะไม่รู้จะบอกว่ายังไง
จะให้บอกว่าเห็นพี่ธามกอดกับบีลีฟอย่างนั้นเหรอ เพราะมัวแต่ร้องไห้เสียใจเลยไม่ได้ดูทางถึงทำให้หลงเข้าไปแบบนั้นอย่างนี้เหรอ ไม่เห็นจะเข้าท่าสักนิด ทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันเป็เพราะความโง่ของฉันต่างหากล่ะ
“พี่เห็นไอ้ธามกับบีลีฟก็ไปมา ไม่ได้เกิดอะไรขึ้นใช่ไหม” เมื่อเห็นว่าฉันยังไม่ตอบเขาก็ยิงคำถามใส่ฉันอีกรอบ คำถามที่ทำให้ฉันเกิดอาการน้ำท่วมปากขึ้นมาทันที
“เอ่อ คือ....”
“ไม่อยากเล่าก็ไม่เป็ไรหรอก มุกปลอดภัยก็ดีแล้ว”
พี่ไต้ฝุ่นคงเห็นว่าฉันลำบากใจที่จะตอบก็เลยพูดตัดบทเสียก่อน ซึ่งฉันก็ไม่อยากพูดถึงมันอีกแล้ว ภาพที่ทั้งสองคนกอดกันยังคงติดตา หัวใจฉันมันเจ็บแปลบๆ ทุกครั้งเวลาคิดถึงมันและทุกครั้งภาพตอนที่พี่ธามจูบฉันลอยเข้ามาซ้อนทับ หัวใจที่เคยเป็แผลก็เหมือนได้รับการเยียวยาอีกครั้ง หัวใจมันพองโตตอนที่คิดถึงััที่พี่ธามมอบให้และมันก็ห่อเหี่ยวลงเมื่อคิดถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น มันวนเวียนอยู่แบบนี้จนหัวฉันแทบะเิ
มันทั้งสุขและทุกข์ไปพร้อมกัน
‘อย่าพูดคำนั้น...ไม่ให้เลิกชอบแล้ว’
มันเป็ความรู้สึกที่ไม่รู้ว่าจะถอยออกมาเหมือนเดิมหรือจะเดินกลับเข้าไป การที่พี่ธามพูดออกมาแบบนั้นคือ้าจะดึงฉันให้กลับไปหรือเปล่า แล้วมันมีอะไรมายืนยันไหมว่าถ้าฉันเดินเข้าไปหาเขาอีกฉันจะไม่เ็ป ไม่ต้องเสียใจเพราะเขาอีก ทุกอย่างที่ผ่านมามันสอนให้ฉันต้องก้าวเดินอย่างระมัดระวัง เพื่อจะไม่ให้ตัวเองล้มหรือได้รับาเ็อีก เจ็บที่ตัวคงไม่เท่าไหร่ แต่าแที่เกิดในหัวใจไม่ใช่ใครก็จะรักษาได้
“คิดอะไรอยู่” พี่ไต้ฝุ่นเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ สายตายังทอดมองไปยังเด็กๆ ที่เล่นกันอยู่
“มุกสับสน ไม่รู้จะเอายังไงต่อ” ฉันพูดออกไปตามตรง ถึงพี่ไต้ฝุ่นจะไม่ได้รู้เื่ที่เกิดขึ้นแต่ฉันเชื่อว่าเขารับรู้ได้ว่าฉันกำลังรู้สึกยังไง พี่ไต้ฝุ่นก็เหมือนพี่ชายฉันอีกคนที่ฉันกล้าพูดกล้าปรึกษาด้วย
ฉันไม่รู้ว่าทำไมอยู่ๆ พี่ธามถึงได้เป็แบบนี้ ฉันไม่รู้จะรับมือยังไง เหมือนไม่ใช่พี่ธามที่ฉันรู้จักเลยสักนิด
“ถ้าเป็เื่ไอ้ธามพี่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างสองคน พี่รู้ว่ามุกชอบมันมากแต่พี่ไม่รู้ว่าเพื่อนพี่มันคิดอะไรอยู่....” พี่ไต้ฝุ่นหันมามองฉันก่อนจะพูดต่อ “แต่พี่ไม่เคยเห็นมันเป็ห่วงใครเท่านี้มาก่อน”
หัวใจฉันเริ่มทำงานหนักขึ้นเมื่อพี่ไต้ฝุ่นพูดมาถึงตรงนี้ แต่ก็ต้องทำเป็ปกติเหมือนไม่รู้สึกอะไรเพื่อไม่ให้พี่ไต้ฝุ่นจับได้
“ไอ้คิมบอกว่ามันตามหามุกไปทั่ว พอรู้ว่ามุกยังไม่ออกมามันก็รีบวิ่งเข้าไปในป่าทันทีเลย”
“พี่หลอกมุกหรือเปล่าเนี่ย” ถึงจะรู้ว่าพี่ไต้ฝุ่นไม่ใช่คนที่ชอบล้อเล่นแต่มันก็อดที่จะรู้สึกแบบนั้นไม่ได้จริงๆ
คนอย่างพี่ธามน่ะเหรอจะมาเป็ห่วงคนอย่างฉัน คนน่ารำคาญแบบฉันน่ะ
“มันดูเหลือเชื่อขนาดนั้นเลยหรือไง” พี่ไต้ฝุ่นหัวเราะออกมาราวกับมันเป็เื่น่าขำ
“ก็เพื่อนพี่ชอบผลักไสมุกตลอด”
เป็คนบอกให้ฉันเลิกชอบเองแล้วมาพูดว่าไม่ให้เลิกชอบคืออะไรล่ะ เริ่มแน่ใจแล้วว่าคนที่สับสนควรจะเป็ฉันหรือพี่ธามกันแน่
“มันก็ผลักไสทุกคนแหละน่า”
“แต่ไม่ใช่กับบีลีฟ” ความปากไวทำให้ฉันพูดชื่ออีกคนออกไป นั่นจึงเป็สาเหตุให้พี่ไต้ฝุ่นหัวเราะอีกรอบ อยากตบปากตัวเองชะมัด
“สรุปเกิดอะไรขึ้นที่น้ำตกกันแน่เนี่ย” พี่ไต้ฝุ่นมองมาอย่างจับผิดปนเ้าเล่ห์จนฉันต้องรีบหลบตา
“ไม่มีอะไรสักหน่อย”
“ไม่มีก็ไม่มี”
“มุกพูดจริงๆ นะ” ฉันบอกเพราะทั้งสีหน้าและสายตาของพี่ไต้ฝุ่นคือไม่เชื่อสุดๆ ถึงปากจะบอกแบบนั้นก็เถอะ
“พี่ก็เชื่อจริงๆ ไง”
“พี่อ่า” ฉันทำหน้าบูดทันทีเพราะทำอะไรไม่ได้
“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นพี่อยากให้มุกเชื่อว่าไอ้ธามมันไม่ได้คิดอะไรกับบีลีฟเกินพี่น้องจริงๆ พี่เอาหัวเป็ประกันเลย”
“ทำไมพี่ถึงมั่นใจขนาดนั้นล่ะ” พี่ไต้ฝุ่นพูดแบบนี้เป็ครั้งที่สองแล้ว อะไรทำให้เขามั่นใจขนาดนั้น
“ก็พี่เป็เพื่อนมันทำไมจะไม่รู้ล่ะ”
“แต่พวกเขาสองคนกอดกัน!!”
ฮื่ออออ พูดไปแล้ว ในที่สุดก็บอกออกไปจนได้ อยากจะตีปากตัวเองแรงๆ แล้วพี่ไต้ฝุ่นก็นะ หัวเราะไม่เกรงใจกันเลย สรุปเขาก็รู้แล้วว่าทำไมฉันถึงหลงป่า น่าอายขายขี้หน้าที่สุด
“แบบนี้นี่เอง” เขาพยักหน้าเข้าใจแต่ก็ยังขำไม่หยุด มีอะไรน่าตลกหรือไง
“มุกไม่อยากคุยกับพี่แล้ว” ถ้าไม่ติดว่าเท้าแพลงฉันคงลุกหนีไปแล้วอ่ะ ไม่มานั่งให้เขาจับผิดอยู่แบบนี้หรอก
“โอเคๆ พี่ไม่เล่นแล้ว” พี่ไต้ฝุ่นยกมือทั้งสองข้างขึ้นอย่างยอมแพ้
เพื่อนพี่มาร์คเป็แบบนี้กันทุกคนเลยหรือไง ไอ้การชอบแกล้งฉันเนี่ย เป็เหมือนกันหมด!
“พี่ไม่รู้นะว่าสองคนนั้นจะกอดกันทำไม แต่มันก็เป็ไปได้หลายเหตุผลไม่ใช่หรือไง พี่น้องก็กอดกันได้นี่ หรือมุกไม่เคยกอดกับไอ้มาร์คล่ะ” พี่ไต้ฝุ่นกลับเข้าสู่โหมดจริงจังไม่เล่นเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว
“ไม่เหมือนกันสักหน่อย” ฉันค้าน
พี่น้องกอดกันไม่แปลกหรอก ฉันกับพี่มาร์คก็กอดกันบ่อยๆ แต่พี่ธามกับบีลีฟไม่ใช่ไง ถึงจะรู้จักกันมาั้แ่เด็กก็ใช่ว่าความรู้สึกมันจะเปลี่ยนไม่ได้นี่นา
“เฮ้อออ ไม่ว่าพี่จะพูดยังไงก็ไม่เชื่อใช่ไหมเนี่ย นี่พี่เชียร์เราอยู่นะ” พี่ไต้ฝุ่นถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจ คงจะหน่ายกับฉันเต็มทนแล้ว
“เอาเป็ว่ามุกจะไม่คิดมากเื่นี้แล้ว แล้วก็จะไม่คิดเข้าข้างตัวเองด้วย มุกไม่อยากให้ความหวังตัวเองอีกแล้ว ขออยู่เฉยๆ ดีกว่า”
ไม่อยากวิ่งหนีหรือวิ่งตามอีกแล้ว ฉันเจ็บเพราะเอาแต่วิ่งตามสิ่งที่ไม่มีจริงแต่พอถอยออกมากลับโดนดึงให้กลับไปอยู่ที่เดิมอีกครั้งแต่ถ้าจะให้ฉันไปวิ่งตามมันอีกครั้งฉันคงทำไม่ไหว หนีออกมาก็ไม่รู้จะไปได้ไกลเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นฉันขออยู่ที่เดิม อยู่ในที่ที่ไม่ต้องวิ่งตามหรือวิ่งหนีอีก
“ดีแล้วที่คิดแบบนี้” พี่ไต้ฝุ่นเอามือมายีผมฉันพร้อมกับส่งยิ้มมาให้อย่างอบอุ่น
ในบรรดาเพื่อนพี่ชายฉันว่าพี่ไต้ฝุ่นอบอุ่นที่สุดแล้วถึงภายนอกจะดูเงียบๆ และน่ากลัวเพราะรอยสักเต็มตัวก็เถอะ ถ้าได้รู้จักจริงๆ พี่ไต้ฝุ่นเป็คนที่เข้าใจคนอื่นมากเลยนะ
ฉันยิ้มตอบกลับไปก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นคนที่กำลังยืนมองเราสองคนอยู่ ฉันมองสบตากับดวงตาสีดำรัตติกาลที่ดูลึกลับแต่น่าค้นหานั่น ก่อนที่เ้าตัวจะเบือนหน้าหนีและเดินจากไป
ในการมาออกค่ายอาสาครั้งนี้ถือว่าผ่านไปได้ด้วยดีเพราะทุกอย่างเป็ไปตามแผนที่เราตั้งใจไว้ ห้องสมุดของเด็กๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ถือว่าเวลาสองวันที่เรามาอยู่ที่นี่ทำให้เด็กๆ มีความสุขกันไม่น้อยและความสุขนั้นก็สะท้อนกับมาหาตัวเราเช่นกัน น่าเสียดายที่พรุ่งนี้ต้องกลับแล้ว และตัวฉันก็ช่วยอะไรไม่ได้มากเพราะอาการาเ็ ทำได้แค่ช่วยได้แค่เล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น แม้ตอนนี้จะเดินเองได้แต่ก็ยังไม่หายเจ็บซะทีเดียว
“หนาวไหม” ป่านพูดขึ้นหลังจากที่เงียบกันอยู่นาน
ป่านชวนฉันออกมานั่งดูดาวในขณะที่คนอื่นๆ บ้างก็แยกย้ายกันไปนอนเพราะเหนื่อย บ้างก็ยังนั่งคุยกับชาวบ้าน ที่ที่เราอยู่อยู่ไม่ห่างจากเต็นท์ที่เรานอนนัก ป่านบอกว่าจะชวนมาั้แ่เมื่อวานแล้วแต่ดันเกิดเื่เสียก่อน อย่างที่บอกว่าที่นี่ไม่มีไฟฟ้าจึงมีเพียงแสงจากดวงจันทร์ในยามค่ำคืนเท่านั้น และมันทำให้เราสามารถมองเห็นดาวได้อย่างชัดเจน
“นิดหน่อย” ฉันตอบพลางเอามือลูบแขนป้อยๆ ไม่คิดว่าอากาศจะเย็นแบบนี้เลยไม่ได้หยิบเสื้อแขนยาวมาด้วย
“เดี๋ยวไปหยิบเสื้อกันหนาวมาให้ ฉันก็เริ่มหนาวเหมือนกัน” ฉันพยักหน้าก่อนที่ป่านจะเดินกับไปที่เต็นท์ ยังดีที่เตรียมมาด้วย
เงยหน้ามองดวงดาวและดวงจันทร์ที่เห็นได้ยากในกรุงเทพที่มีแต่แสงสีเสียง จะว่าไปก็คิดถึงบ้านเหมือนกันนะ ไม่ได้กลับไปหาพ่อกับแม่เลยยิ่งพี่มาร์คกำลังยุ่งแบบนี้คงหาเวลากลับยากนอกจากรอปิดเทอม ถึงจะโทรหาบ่อยๆ แต่การเจอกันก็ดีกว่าใช่ไหมล่ะ
“ทำไมเร็วจะ...” เมื่อรู้สึกว่ามีคนมานั่งข้างๆ เลยถามออกไปเพราะไม่คิดว่าป่านจะไปเอาเสื้อมาเร็วขนาดนี้
แต่คนที่มานั่งข้างๆ ฉันตอนนี้ไม่ใช่ป่าน
“พะ พี่ธาม” ฉันกระพริบตาถี่ๆ เผื่อว่าตัวเองจะตาฝาดไป
“อือ” พี่ธามยื่นแก้วกาแฟที่ถือมาสองแก้วให้ฉันแก้วนึง และตอนที่ยื่นมามันทำให้ฉันเห็นว่ามือของเขาทั้งสองข้างถูกพันไว้ด้วยผ้าพันแผล
“มือพี่” ฉันรับแก้วกาแฟมาแล้ววางลงข้างตัวอย่างไม่คิดจะสนใจ
ตอนนี้อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับการที่พี่ธามได้รับาเ็ และมันเป็เพราะฉัน ถ้าเป็แผลจากการตอกตะปูพลาดเมื่อวานฉันมั่นใจว่าแผลมันไม่ได้ใหญ่ถึงขนาดต้องพันแผลขนาดนี้และมันเป็ข้างเดียว ไม่ใช่สองข้างอย่างในตอนนี้
“อุบัติเหตุน่ะ” พี่ธามบอกอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะยกแก้วขึ้นดื่มพลางทอดสายตาไปยังท้องฟ้า้า
“เพราะหนูใช่ไหม พี่ถึงเจ็บตัวแบบนี้” ให้เขาลำบากไปตามหาไม่พอยังเป็สาเหตุทำให้เจ็บตัวอีก
ฉันเนี่ยไม่ได้เื่จริงๆ
“ไม่ใช่เพราะเธอ”
โกหก หัดเป็คนพูดโกหกแบบนี้ั้แ่เมื่อไหร่กัน
“ถ้าไม่ใช่เพราะหนูแล้วเป็เพราะใคร ถ้าไม่ใช่เพราะออกไปตามหาหนูแล้วมันเกิดจากอะไรล่ะ” จะโกหกเพื่อให้ฉันรู้สึกดีหรือไง นั่นไม่ใช่พี่ธามที่ฉันรู้จักเลยสักนิด
พี่ธามที่ฉันรู้จักไม่มีทางมานั่งข้างๆ ฉันแบบนี้หรอก ไม่มีทางเอากาแฟมาให้ฉันด้วย
“ใช่ มันเป็เพราะว่าฉันล้มตอนไปตามหาเธอ ฉันเจ็บตัวก็เพราะเธอ”
“...”
“ถ้าฉันพูดแบบนี้แล้วมันเปลี่ยนอะไรได้หรือไง”
พี่ธามหันมามองหน้าฉันที่พูดอะไรไม่ออกเพราะเขาพูดถูกทุกอย่าง ถึงจะรู้แต่ก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้อยู่ดี เพราะยังไงเราก็ย้อนเวลากลับไปไม่ได้
“หนูแค่อยากจะขอโทษ แล้วก็ขอบคุณด้วย” ฉันพูดออกไปจากใจจริง
ขอโทษที่ทำให้เจ็บตัว
ขอบคุณที่ออกตามหากัน
“อืม”
ไม่มีประโยคสนทนาใดเกิดขึ้นอีกเมื่อเราสองคนพร้อมใจกันเงียบแต่ก็ไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกอึดอัด ถ้าเป็เมื่อก่อนฉันคงจะหาเื่คุยเพื่อไม่ให้บรรยากาศมันเงียบแบบนี้ ราวกับกำลังตกอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง
“เื่ที่ฉันพูด...” เนิ่นนานกว่าพี่ธามเอ่ยขึ้นมา ฉันยังคงเงียบเพื่อรอเขาพูดต่อ
เื่ที่ฉันอยากจะฟังที่สุด
“ฉันคิดแบบนั้นจริงๆ”
หัวใจเริ่มสั่นระรัวยากจะควบคุมหลังประโยคนี้จบลง พี่ธามไม่ได้หันมามองหน้าฉันตรงๆ อย่างที่ฉันกำลังมองเขาอยู่ ทั้งสีหน้าและแววตายังคงเรียบนิ่งราวกับพูดประโยคธรรมดาๆ แต่มันไม่ปลอดภัยสำหรับหัวใจของฉัน
“ทั้งที่พี่เพิ่งจะบอกให้หนูเลิกชอบน่ะเหรอ”
พอฉันจะทำจริงๆ ก็มาบอกไม่ให้เลิกชอบแบบนี้มันเพราะอะไรกัน เห็นความรู้สึกฉันไปของเล่นหรือไง ถึงแม้ฉันจะตัดใจจากเขาไม่ได้ง่ายๆ แต่ก็ไม่อยากให้ความรู้สึกมันถลำลึกไปมากกว่านี้แล้ว บางทีพี่ธามอาจจะแค่กำลังรู้สึกเสียหน้าที่ฉันพูดแบบนั้นก็ได้ ก็คนที่เป็ฝ่ายตามมาตลอดอยู่ๆ ก็มาบอกว่าจะเลิกชอบแบบนี้ มันคงทำให้เขาเสียศูนย์ล่ะมั้ง
“ฉันรู้ว่ามันแปลก แต่ฉันพูดจริงๆ นะ” พี่ธามละสายตาจากแผ่นฟ้ามามองฉันที่มองเขาอยู่ก่อนแล้ว
มองลึกเข้าไปในดวงตาเพื่อค้นหาบางอย่าง บางสิ่งที่ซ่อนอยู่ในแววตาคู่นี้
“ฉันไม่รู้หรอกว่าสุดท้ายแล้วฉันจะรู้สึกเหมือนกับที่เธอรู้สึกกับฉันไหมแต่ฉันอยากจะลองให้โอกาสตัวเอง...”
“...”
“ให้เปิดใจให้ใครอีกครั้ง”
“แล้วถ้าถึงตอนนั้นพี่ไม่ได้รู้สึกอย่างที่หนูรู้สึก ถ้าคนที่พี่มอบหัวใจให้ไม่ใช่หนูล่ะ”
“...”
พี่ธามไม่มีคำตอบให้ฉัน...
สุดท้ายแล้วคนที่เจ็บที่สุดก็ยังต้องเป็ฉัน
“หนูไม่รู้ว่าอะไรทำให้พี่ปิดกั้นตัวเอง แต่หนูดีใจนะที่พี่เลือกที่จะเปิดใจให้หนู”
ถึงแม้ตอนจบฉันอาจจะไม่ใช่คนที่เคียงข้างเขา
“อย่างน้อยพี่ก็มองเห็นหนูอยู่ในสายตาบ้างแล้ว”
มันจะผิดไหมที่จะลองเสี่ยงอีกครั้ง
“ถึงแม้จะเป็ตอนที่หนูกำลังจะยอมแพ้ก็ตาม”
จะผิดหรือเปล่าถ้าจะฟังหัวใจมากกว่าสมอง
“แล้วที่บอกว่าจะเลิกชอบ หนูก็คงทำไม่ได้ในเร็วๆ นี้หรอก”
จะคุ้มหรือเปล่าถ้าฉันจะเอาหัวใจตัวเองไปเดิมพันอีกครั้ง
“แต่หนูเหนื่อยเกินกว่าจะวิ่งตามพี่แล้วล่ะ เพราะฉะนั้นเรามาเจอกันครึ่งทางดีไหม”
เขาครึ่งทาง
ฉันครึ่งทาง
“พี่จะเปิดใจให้ใครก็ได้ หนูเองก็เหมือนกัน”
ระยะเวลาสามปีมันยาวนานเกินกว่าที่ฉันจะตัดใจจากใครสักคนได้ง่ายๆ แต่เพราะได้รับแต่ความเ็ปกลับมาถึงฉันจะชอบเขามากแค่ไหนฉันก็ต้องรักตัวเองให้มากกว่า เคยสัญญากับพี่มาร์คไว้ยังไงฉันก็จะทำแบบนั้น
“ในตอนสุดท้าย ถ้าคนคนนั้นไม่ใช่หนู หนูจะได้ไม่เจ็บมากไง”
ฉันยิ้ม ยิ้มให้กับคนตรงหน้าที่มองมาด้วยแววตาหลากหลายความรู้สึก ยิ้มให้กับการเริ่มต้นใหม่โดยที่อีกคนกำลังเปิดใจให้กัน การเริ่มต้นที่ฉันไม่ต้องเป็ฝ่ายวิ่งตามอีกต่อไป
“เรามาเจอกันคนละครึ่งทางนะ”
การเดิมพันครั้งสุดท้าย...
-TBC-