เนื่องจากหลินอวี่เพิ่งเคยลิ้มรสสวาทเป็ครั้งแรก จึงเกิดความลุ่มหลงและไม่อาจลืมเลือนรสัันั้นได้ ครึ่งคืนแรกเขานอนพลิกตัวไปมาด้วยความกระวนกระวายจนไม่อาจข่มตาหลับ
ส่วนครึ่งคืนหลังก็มีคนขนอ้อยป่าเข้าออกไม่ขาดสาย ประกอบกับพลันนึกถึงปัญหาที่ยังไม่อาจแก้ไขได้ จึงยิ่งทำให้นอนไม่หลับ สุดท้ายเขาทำได้เพียงงีบหลับไปชั่วครู่ตอนไก่ขัน และลุกขึ้นจากเตียงเมื่อท้องฟ้าเริ่มสาง เขาเปิดประตูห้องบิดี้เีไล่ความเมื่อยล้าแล้วเดินผ่านกองอ้อยป่าไปเปิดประตูใหญ่
"เ้าอวี่ เหตุใดจึงตื่นเช้านักเล่า?"
สือซานมีรอยคล้ำใต้ตาอย่างเห็นได้ชัด ทว่าท่าทางยังคงกระปรี้กระเปร่า ส่วนอีกเก้าคนที่กำลังสัปหงกพิงโคนกำแพงอยู่ รีบลืมตาตื่นขึ้นมายืนทักทาย
เนื่องจากหลินอวี่ไปเล่าเรียนในเมืองมาหลายปี จึงไม่ได้สนิทสนมกับชาวบ้านรุ่นราวคราวเดียวกันนัก เขาไม่มีบุหรี่จะยื่นให้เพื่อคลายความอึดอัด จึงได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ ทักทายพอเป็พิธีแล้วเข้าเื่สำคัญทันที
"เมื่อคืนเก็บอ้อยป่าได้เท่าไหร่?"
"ทั้งหมดสามหมื่นแปดพันต้นขอรับ"
"หา!" เงินหนึ่งตำลึงเงินเท่ากับหนึ่งพันเหวิน สามารถซื้ออ้อยป่าได้ห้าพันต้น ห้าตำลึงเงินซื้อได้เพียงสองหมื่นห้าพันต้น แล้วที่เหลือไม่ได้จ่ายเงินหรือ?
"เมื่อครู่เพิ่งลากมาอีกสองรถ รวมแล้วหนึ่งหมื่นสี่พันต้น พอดีว่าเงินที่หลินอวี่ให้มาไม่เพียงพอ ข้าและทุกคนจึงสำรองจ่ายไปก่อน ก็เลยไม่ได้ปลุกเ้า"
"ขอบใจมาก"
หลินอวี่รีบควักเงินออกมาคืนทุกคน และคำนวณค่าแรงจนเสร็จสิ้น จากนั้นจึงเลี้ยงอาหารเช้าทุกคนหนึ่งมื้อ อ้อยป่าไม่อาจตัดในตอนกลางคืน อีกทั้งต้องขนส่งผ่านทางูเา ่เช้าจึงแทบไม่ต้องมีคนคอยเฝ้าเื่นี้
รอจนป้าใหญ่หลินและคนอื่น ๆ มาจุดไฟ เขาจึงผสมน้ำปูนใสตามปริมาณน้ำตาลในอ้อยป่า แล้วยกหน้าที่ให้เฉินเจียวเหนียงและหยางเวยจัดการต่อ ส่วนตัวเขาเองนั้นขอแอบไปนอนงีบต่อ
เพิ่งจะหลับไปได้ไม่นาน ก็ได้ยินเสียงร้องไห้อย่างอดกลั้นดังขึ้นท่ามกลางความสะลึมสะลือ พอลืมตาขึ้นดูก็พบว่า เฉินเจียวเหนียงเช็ดน้ำตาเดินเข้ามาในห้องนอน เขาใจนรีบพลิกตัวลุกขึ้นนั่งทันที
"เกิดอะไรขึ้น? น้ำปูนใสกระเด็นเข้าตาหรือ?"
"ไม่ใช่เ้าค่ะ เป็น้องชายของข้า..."
ทันใดนั้น เฉินเจียวเหนียงโผเข้ากอดเขาพร้อมกับร้องไห้โฮออกมา
"ท่านพี่ เมื่อครู่ท่านปู่ท่านย่าส่งคนมาแจ้งว่า น้องชายของข้าป่วยหนัก ให้ข้าพาตัวท่านกลับบ้านด้วย ท่านพี่ ในโลกนี้ข้ามีเพียงน้องชายคนเดียวที่เป็ญาติที่ไม่รังเกียจข้า หากเขาจากไป ข้าจะบอกกับท่านพ่อท่านแม่อย่างไรได้?"
แม้ครั้งก่อนตอนผ่านอ่าวตงหู เฉินเจียวเหนียงจะปากแข็งบอกว่าไม่กลับบ้านเดิม แต่ในความเป็จริง นางยังคงเป็ห่วงน้องชายของนางอยู่ ทว่าการที่ท่านปู่ท่านย่าตระกูลเฉินแห่งอ่าวตงหูส่งคนมาแจ้ง และเจาะจงว่าต้องให้เขาไปด้วยเื่นี้จึงดูมีพิรุธ
หลินอวี่ลูบหลังนางเบา ๆ พร้อมปลอบโยนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "อย่าเพิ่งตระหนกไป ปกติแล้วน้องชายของเ้าสุขภาพเป็อย่างไร?"
เมื่อพูดถึงเื่เศร้า น้ำตาของเฉินเจียวเหนียงก็ไหลพรากไม่หยุด
"กวงเอ๋อร์เขาก็เหมือนกับท่านพี่ สอบได้เป็ถงเซิงแต่ถูกริบตำแหน่งไป ก่อนที่พี่ใหญ่จะเข้ากองทัพ ได้ทิ้งเงินไว้ให้กวงเอ๋อร์เล่าเรียน แต่ท่านปู่ท่านย่าบอกว่าที่พวกเขาเจ็บป่วยก็เพราะข้าเป็ตัวกาลกิณี ท่านพ่อท่านแม่ตายเร็ว ในบ้านไม่มีใครกตัญญูบรรพบุรุษจึงตายตาไม่หลับ"
"ท่านปู่ ท่านย่า จึงตัดสินใจให้เขาไปรับการเกณฑ์แรงงานแทนลูกพี่ลูกน้องบ้านใหญ่ จนอวัยวะภายในาเ็และกลายเป็โรคไอเรื้อรัง ท่านปู่ท่านย่ายังไม่ยอมจ่ายเงินรักษา พอถึงหน้าหนาวก็จะไอจนกระอักเื"
เดิมทีเฉินเจียวเหนียงคิดว่า รอให้ที่บ้านพ้น่วุ่นวายนี้ก่อน จะกลับไปดูอาการของน้องชาย ใครจะคิดว่ากวงเอ๋อร์จะป่วยหนักในฤดูใบไม้ผลิที่อบอุ่นเช่นนี้!
หลินอวี่ฟังแล้วก็เข้าใจทันที ที่แท้ญาติใจโฉดไม่ได้มีแค่ฝั่งเขาเท่านั้น เฉินเจียวเหนียงนั้นอาภัพยิ่งกว่าเขาเสียอีก อย่างน้อยคนที่คิดจะฮุบสมบัติของเขาก็เป็เพียงอาที่เป็ลูกพี่ลูกน้อง แต่บ้านของเฉินเจียวเหนียงคือท่านปู่ท่านย่าแท้ ๆ ที่ลำเอียงเข้าข้างบ้านใหญ่
"เจียวเหนียง กวงเอ๋อร์ไม่น่าจะป่วยหนักหรอก แต่น่าจะมีคนอยากให้ข้าไปที่อ่าวตงหู จึงจงใจสร้างข้ออ้างนี้ขึ้นมา"
เฉินเจียวเหนียงที่กำลังว้าวุ่นด้วยความห่วงใย จึงไม่ได้สังเกตเห็นจุดสำคัญจากคำพูดของผู้ส่งสาร จนกระทั่งหลินอวี่วิเคราะห์จบ นางจึงเพิ่งจะตระหนักได้
จริงด้วย หากกวงเอ๋อร์เกิดเื่ การเรียกนางกลับไปนั้นสมเหตุสมผล แต่เหตุใดจึงเจาะจงว่าต้องพาตัวท่านพี่กลับไปด้วย? เมื่อลองนึกดูดี ๆ คำพูดเดิมของผู้ส่งสารคือ ‘ต้องพาหลินอวี่กลับไปช่วยด้วย’
ความโศกเศร้าของเฉินเจียวเหนียงถูกแทนที่ด้วยความโกรธ นางถามด้วยร่างกายที่สั่นเทาว่า "ท่านพี่เื่นี้จงใจเล่นงานท่านหรือเ้าคะ?"
"น่าจะเป็เพราะข่าวเื่ข้าหาเงินได้เข้าหูท่านปู่ท่านย่าของเ้า จึงคิดจะตักตวงผลประโยชน์จากข้า"
หลินอวี่นึกถึงครอบครัวของผู้นำหมู่บ้านที่เงียบหายไปสองวัน และแม่ลูกตระกูลสือที่พยายามจะบุกเข้ามาในลานบ้าน พรุ่งนี้เช้า โรงเตี๊ยมชิงเจียงจะมารับน้ำตาล หากไปอ่าวตงหูตอนนี้ กว่าจะถึงก็เป็่บ่าย หากล่าช้าที่อ่าวตงหู เกรงว่ากว่าจะกลับมาถึงบ้าน ท้องฟ้าคงมืดสนิทแล้ว
คิดจะล่อเสือออกจากถ้ำอย่างนั้นหรือ?
เมื่อคืนพี่สือซานและพวกอีกสิบคนออกไปเก็บอ้อยป่าข้างนอก คืนนี้ก็ยังคงต้องเก็บต่อ หากมีคนคิดจะขโมยน้ำตาล อย่างน้อยต้องใช้คนหลายสิบคนจึงจะทำสำเร็จ แต่ตอนนี้บ้านของเขาได้รับการคุ้มครองจากคนทั้งหมู่บ้าน คนนอกที่น่าสงสัยแม้แต่ปากทางเข้าหมู่บ้านก็ยังเข้ามาไม่ได้
ทว่าเมื่อนึกถึงน้องเมียที่อาจจะป่วยหนักหรือเกิดอุบัติเหตุจริง ๆ หลินอวี่ก็รู้สึกว้าวุ่นใจจนไม่อาจคิดให้ลึกซึ้งได้ในตอนนี้ เขาจึงให้ป้าใหญ่หลินช่วยเรียกพี่สือซานมาพักที่บ้าน และจ้างคนมาเป็ผู้คุ้มกันประจำตระกูลเฝ้าบ้านเพิ่มในคืนนี้
"ป้าใหญ่ น้องชายของเจียวเหนียงป่วยหนัก ข้ากับนางจะไปอ่าวตงหูสักรอบ ฝากป้าช่วยดูแลเสี่ยวเวยและที่บ้านด้วยนะขอรับ"
ก่อนจากไป หลินอวี่ฝากฝังหยางเวยไว้กับป้าใหญ่ และไม่ลืมที่จะกำชับหยางเวยเป็พิเศษว่า "หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นที่บ้าน เื่อาหารการกินไม่สำคัญ ชีวิตของเ้าสำคัญที่สุด เข้าใจหรือไม่?"
หยางเวยพยักหน้าอย่างงง ๆ แล้วถามกลับว่า "พี่หลิน พี่สาวเจียวเหนียง คืนนี้พวกท่านจะไม่กลับมาหรือเ้าคะ?"
"ข้าก็ยังไม่แน่ใจ"
หลินอวี่พกเงินติดตัวเพียงสามตำลึงเงิน ส่วนที่เหลือมอบให้ป้าใหญ่ทั้งหมด เพื่อใช้จ่ายค่าแรงและซื้ออ้อยป่า ประจวบเหมาะกับที่มีลูกพี่ลูกน้องซึ่งมีท่านปู่คนเดียวกัน กำลังจะไปเก็บอ้อยป่าที่อ่าวตงหูพอดี หลังจากสอบถามความเห็นของเฉินเจียวเหนียงแล้ว เขาจึงหิ้วน้ำตาลทรายแดงบรรจุโหลห้าจิน และแป้งสาลีขัดขาวอีกหนึ่งถุง แล้วนั่งรถเข็นของลูกพี่ลูกน้องมุ่งหน้าไปยังอ่าวตงหูด้วยกัน
แทบจะทันทีที่กลุ่มคนจากไป แม่ชิงจู้ที่ซุ่มอยู่ในพุ่มไม้หนาทึบตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน ก็โผล่หน้าออกมา แล้วถ่มน้ำลายไปในทิศทางที่รถเข็นจากไป
"นางตัวดี ญาติหมู่บ้านเดียวกันกลับหันหลังให้กันได้ลงคอ น้องเมียเกิดเื่นิดหน่อยก็ทำเป็ร้อนรนดั่งไฟลนก้น ผู้ชายไม่มีใครดีสักคน"
หลังจากแม่ชิงจู้ด่าจบ นางก็ส่งสายตาเลื่อมใสไปยังบ้านของผู้นำหมู่บ้านที่อยู่ริมตลิ่ง ไม่ใช่แค่พี่สะใภ้สามที่เก่งกาจ แต่ทางบ้านเดิมของพี่สะใภ้สามก็ร้ายกาจเช่นกัน
เมื่อวานตอนเช้านางถูกพวกหลินอวี่ไล่ตะเพิดออกมา จึงไปขอคำแนะนำจากผู้นำหมู่บ้าน พี่สะใภ้สามบอกว่าให้หลอกล่อหลินอวี่ออกจากบ้านไปก่อน พอตกกลางคืนให้ชิงจู้ไปตามเพื่อนมา มีวิธีที่จะขนน้ำตาลออกไปต่อหน้าต่อตาโดยที่ไม่มีใครกล้าขวาง
หลินอวี่สามารถซื้ออ้อยป่าได้ในราคาสูง ทั้งยังจ้างคนมาเคี่ยวน้ำตาล น้ำตาลหนึ่งจินอย่างน้อยต้องขายได้หลายสิบเหวิน
"ในเมื่อหลินอวี่เ้าไม่อยากจ่ายค่ายาให้พวกเรา พวกเราก็มีมือที่สามารถหยิบฉวยเอาเองได้ ไม่ว่าพวกเราจะทำเื่อะไรลงไป ก็เป็เพราะเ้าบีบบังคับทั้งนั้น!"
เพื่อให้หลินอวี่จากไป พี่สะใภ้สามจึงจงใจขอให้ญาติทางบ้านเดิมที่อ่าวตงหูช่วยจัดการ ซึ่งก็ได้ผลในทันที
"ต่อไปก็แค่รอให้ฟ้ามืดแล้วไปขนน้ำตาล พอพรุ่งนี้เช้าหลินอวี่ส่งของไม่ได้จนต้องขึ้นศาล พี่สะใภ้สามอยากฮุบนาผืนนั้น ข้าก็จะขอแบ่งครึ่งด้วย"
เลื่อมใสก็ส่วนเลื่อมใส แต่คนหน้าด้านอย่างแม่ชิงจู้ ย่อมไม่ปล่อยโอกาสในการกอบโกยเงินทองให้หลุดมือ เมื่อกลับถึงบ้าน นางเห็นลูกชายกำลังล้อมวงทอยลูกเต๋ากับเพื่อนดื่มเหล้าสามคนจากหมู่บ้านตระกูลจาง เมล็ดแตงและกาเหล้ากระจัดกระจายเต็มพื้น ทำให้นางเกิดโทสะขึ้นมาทันที
"ชิงจู้ ดวงอาทิตย์ยังค้างฟ้าอยู่เลย เ้าดื่มเหล้าเสียแล้วหรือ? แผลหายดีแล้วหรือถึงได้ดื่ม?"
"มีแค่พวกเ้าสี่คน จะขนน้ำตาลได้สักเท่าไหร่กัน เหตุใดไม่ไปหาคนมาช่วยเพิ่มอีก?"
สือชิงจู้ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง แต่ชี้มือไปยังภายในบ้านมุงจากที่ทรุดโทรม แล้วทอยลูกเต๋าต่อไป