“เลื่อนขั้น” เย่เฉินส่งเสียงอุทานเบาๆระดับการฝึกตนในขั้นรวมพลังชั้นที่หนึ่งที่เขาเป็อยู่บัดนี้ได้บรรลุขั้นขึ้นมาเป็ระดับขั้นรวมพลังชั้นที่สองเรียบร้อยแล้ว
ตอนนี้ร่างกายของเขาได้มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ประการแรกคือ ทะเลลมปราณได้ขยายออกไปกว่าเก่ามากประการต่อมาก็คือ พลังลมปราณนั้นได้รับการขัดเกลาจนบริสุทธิ์มากขึ้นและจากนั้นเส้นลมปราณและโครงกระดูกก็มีความเหนียวมากขึ้น อีกทั้งยังถูกย้อมด้วยสีทอง
นอกจากสิ่งเหล่านี้แล้วเย่เฉินก็ยังพบว่าหมัดของเขามีพลังเพิ่มขึ้นอย่างล้นเหลือเขามั่นใจว่าหากเขาปล่อยหมัดออกไปในตอนนี้ ก็คงเพียงพอที่จะฆ่าวัวหน้าโง่ได้สักตัว
ฟู่!
เย่เฉินลืมตาขึ้นอย่างช้าๆด้วยลมหายใจที่ขุ่นหยาบ
กรอบแกรบ!
กรอบแกรบ!
เขาบิดร่างกายที่กระด้างนั้นอย่างสบายๆจนเสียงของกระดูกดังออกมา ให้ความรู้สึกสดชื่นสบายตัวยิ่งนัก
“ไม่เลวทีเดียว”เย่เฉินอดไม่ได้ที่จะชื่นชมยินดีกับตนเอง
แต่ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาตื่นเต้นที่สุดกลับไม่ใช่สิ่งเหล่านี้แต่เป็พลังงานิญญาที่อยู่ในน้ำยาิญญาหยกที่เขาได้กลั่นออกมาซึ่งน้ำยาิญญาหยกที่จัดทำโดยสำนักนั้นไม่อาจจะเทียบได้เลย
“น้ำยาิญญาหยกที่ถูกกลั่นมาจากเพลิงธรณีกับอัคคีเที่ยงแท้ นั้นจะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน”
ชั่วขณะหนึ่งเย่เฉินก็คิดถึงช่องทางการหารายได้
มีอัคคีเที่ยงแท้แล้วมีวิธีการกลั่นน้ำยาิญญาหยกแล้ว ภายในเวลาที่ถูกกำหนดไว้ความเร็วและคุณภาพของการกลั่นน้ำยาิญญาหยกก็จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมันไม่เพียงแต่สามารถเพิ่มขนาดความจุของทะเลลมปราณได้ แต่ยังใช้เพื่อบรรลุขั้น อีกทั้งยังสามารถใช้แลกเปลี่ยนสิ่งของที่เป็ประโยชน์มากกว่าได้อีกด้วย
เย่เฉินต้องระงับความตื่นเต้นที่เกิดขึ้นในใจพลังงานในกายตอนนี้นั้นเต็มเปี่ยม
เมื่อจิตใจเริ่มเคลื่อนไหวคล้อยตามเขาก็เรียกอัคคีเที่ยงแท้ขึ้นมาอีกครั้ง ควบรวมพลังกลายเป็รูปร่างของหม้อสามขาจากนั้นจึงใส่สมุนไพริญญาเข้าไปอีกครั้ง
เป็เพราะได้เรียนรู้จากความสำเร็จก่อนหน้าดังนั้นเขาจึงมีความชำนาญมากขึ้นในการควบคุมเปลวไฟอีกทั้งพลังิญญาของน้ำยาิญญาหยก ยังกลายเป็สารประกอบที่บริสุทธิ์ในการกลั่น
เมื่อตกเวลากลางคืนเขาจึงหยุดการกลั่น
ไม่ใช่ว่าเขาเต็มใจที่จะหยุดแต่เป็เพราะสมุนไพริญญาที่จำเป็ในการกลั่นน้ำยาิญญาหยกนั้นตอนนี้ได้หมดลงไปแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดอกอวี้หลันหิมะ
“สมุนไพริญญาที่จำเป็สำหรับการกลั่นน้ำยาิญญาหยกตัวอื่นๆ หาได้ไม่ยาก แต่สำหรับดอกอวี้หลันหิมะแล้ว...”
เมื่อเย่เฉินนึกถึงปัญหาข้อนี้เมื่อวานเขาเดินวนไปมาอยู่บนูเาด้านหลังนั้นเป็เวลานานสามารถเก็บสมุนไพริญญาได้จำนวนมากมายหลายชนิด แต่ที่นั่นกลับหาดอกอวี้หลันหิมะได้ยากยิ่งทำให้เขาสามารถเก็บมันมาได้เพียงแค่เก้าดอกเท่านั้น
“มีวิธีไหนที่จะเพิ่มจำนวนดอกอวี้หลันหิมะให้ได้มากกว่านี้”เย่เฉินลูบคางของเขา สิ่งแรกที่เขานึกถึงก็คือ หอหมื่นสมบัติ
“หอหมื่นสมบัติมีของล้ำค่าเก็บเอาไว้มากมายการจะหาดอกอวี้หลันหิมะนั้นไม่น่าจะเป็เื่ยาก เพียงแต่หินิญญานี่...”เย่เฉินพูดเบาๆ และยังไม่ลืมที่จะดูถุงเก็บของของตนเอง เขากระแอมขึ้นอย่างอดไม่ได้
ก่อนหน้านี้ที่หอหมื่นสมบัติเขาได้ใช้เงินออมทั้งหมดเพื่อซื้อน้ำเต้าม่วงทองไปแล้วแม้ว่าจะ้าดอกอวี้หลันหิมะเพียงใด แต่ก็จนปัญญาเขามองถุงเก็บของด้วยความเสียดาย จนอดไม่ได้ที่จะเกาศีรษะ
“จะไปหาเงินจากที่ไหนดีล่ะ!” เย่เฉินเกาศีรษะ รู้สึกสับสนอยู่เล็กน้อยแล้วเขาก็ได้พบว่าการไม่มีหินิญญาทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็เื่ยากลำบากที่สุด!
“เย่เฉินวันพรุ่งนี้มาประลองกันที่ลานเมฆวายุ” ขณะที่เย่เฉินกำลังขบคิดอยู่นั้นก็มีเสียงดังลอยมาที่เนินเขา
เมื่อได้ยินดังนั้นเย่เฉินก็ตาลุกวาว
“แบบนี้ก็มีรายได้แล้ว” เขาถูมือทั้งสองข้าง เย่เฉินอดไม่ได้ที่จะมองไปยังยอดเขาเทียนหยางที่ทรงพลานุภาพ
นั่นเป็เพราะเขาฟังออกว่าเสียงที่ได้ยินนั้นเป็เสียงการท้าประลองของเว่ยหยางแห่งยอดเขาเทียนหยางนั่นเอง
เขาได้ปฏิเสธคำเชิญของยอดเขาเทียนหยางอีกทั้งยังตบหน้ายอดเขาเทียนหยางไปด้วยการพรางตัว
ในวันนั้นแม้ว่าประมุขแห่งยอดเขาเทียนหยางจ่งเหลาเต้าจะไม่เ้าคิดเ้าแค้นเหมือนเก๋อหง แต่เย่เฉินก็ทำให้ยอดเขาเทียนหยางต้องเสียหน้าหากไม่สั่งสอนเขา ยอดเขาเทียนหยางก็จะต้องอับอายขายหน้าเป็อย่างมาก
แต่ในตอนนี้เย่เฉินไม่สนใจอะไรมากมายอีกแล้วในใจของเขาตอนนี้มีแต่เื่เงินเท่านั้น
ต้องหาหินิญญาเขาไม่สนใจที่จะไปลานเมฆวายุนั่นอีกแล้ว
ไม่มีคำพูดใดตลอดทั้งคืนชั่วพริบตาเดียวก็เป็เวลารุ่งสาง
ฟ้ายังไม่ทันจะสว่างศิษย์ของนอกสำนักล้วนแต่วิ่งออกมาหมดแล้ว
เมื่อคืนนี้พวกเขาล้วนได้ยินคำท้าประลองของเว่ยหยางแห่งยอดเขาเทียนหยางกันหมดแล้วส่วนคู่ประลองก็คือเย่เฉิน บรรดาศิษย์ที่ชื่นชอบความครึกครื้นก็ต่างมายืนรออยู่บริเวณด้านล่างของลานเมฆวายุแล้ว
“เ้าว่าครั้งนี้เย่เฉินจะชนะไหม”
การต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายยังไม่เริ่มขึ้นแต่ผู้คนด้านล่างลานประลองต่างเริ่มจัดกลุ่มวิเคราะห์พูดคุยกันแล้ว
“ข้าเกรงว่าเว่ยหยางอยู่ในขั้นรวมพลังชั้นที่เจ็ดระดับสูงสุดแม้เป็ผู้มีขั้นระดับเล็กแต่ก็สูงกว่าจ้าวหลง และถึงแม้ว่าเขาจะอยู่ในระดับเล็กๆแต่ความแข็งแกร่งนั้นจัดอยู่ในระดับที่หนักแน่นกว่ามาก”
“แต่ทำไมข้ากลับรู้สึกว่าเย่เฉินชนะ?”
“ไม่มีทางเ้าลืมเคล็ดวิชาของเว่ยหยางไปแล้วหรือ?”
“พลังปราณน้ำแข็ง”เมื่อเอ่ยถึงเคล็ดวิชาของเว่ยหยาง ศิษย์ที่อยู่ตรงลานนั้นก็หนาวสะท้าน
“ดูนั่นเว่ยหยางมาแล้ว”
ไม่รู้ว่าเป็เสียงของผู้ใดเอ่ยขึ้นมาแต่ทุกคนต่างมองไปยังทิศทางเดียวกัน
จุดตรงนั้นฝูงชนต่างหลีกทางให้โดยปริยายเว่ยหยางซึ่งอยู่ในชุดเสื้อคลุมเต๋าสีขาวเดินเข้ามาอย่างสง่างามเกียรติภูมิของเขาดูเหมือนจะไม่ด้อยเลย มันกลับมากเสียจนได้ยินคำเยินยอตลอดเส้นทาง
เว่ยหยางดูเหมือนจะกำลังเพลิดเพลินกับสิ่งที่อยู่รอบตัวเขาสายตาที่มองมาเช่นนี้ ทำให้เขาอดไม่ได้ที่รู้สึกจะอิ่มอกอิ่มใจ
แม้ว่าจะรู้สึกเช่นนี้แต่เขาก็ยังคงเสแสร้งแสดงท่าทีว่าไม่้าเงินทองใดๆ เขาเดินตรงไปยังลานเมฆวายุจากนั้นก็เอามือไพล่หลัง หยุดยืนนิ่งกวาดสายตาไปรอบทิศทาง
“เย่เฉินมาถึงแล้ว”
ในไม่ช้าบรรดาศิษย์ที่รอชมอยู่ที่ลานประลองก็เกิดความวุ่นวายขึ้นอีกครั้ง
คนที่เดินขวักไขว่อยู่ตอนนี้ต่างก็หลีกทางให้โดยปริยายอีกครั้ง
เย่เฉินก้าวไปข้างหน้าเขาก้าวออกไปอย่างมีพลัง และถือกระบี่เทียนเชวียที่หนักถึงสองร้อยกว่าชั่ง
เอื๊อก!
เมื่อได้เห็นกระบี่เทียนเชวียเหล่าศิษย์ก็อดไม่ได้ที่จะแอบกลืนน้ำลาย พวกเขายังคงจำได้ว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนจ้าวหลงถูกตีด้วยกระบี่เล่มนี้จนทรุดลงนั่งกับพื้นซึ่งหากเป็ศิษย์ทั่วไปถูกกระบี่เล่มนี้ทุบเข้าไม่แน่ว่าอาจจะต้องกลายเป็ก้อนไปแล้ว
“อรุณสวัสดิ์ศิษย์พี่ทุกท่าน” เมื่อมาถึงเย่เฉินก็ทักทายทุกคนอย่างคุ้นเคยโบกไม้โบกมือมาตลอดทาง แต่ความกระตือรือร้นที่เขามีให้ทุกคนนั้นกลับไม่ได้รับการตอบสนองเลยแม้แต่น้อยจนทำให้เขาถึงกับเก้อเขิน
ไม่มีผู้ใดสนใจเขาเย่เฉินจึงอดไม่ได้ที่จะไอขึ้นมา จากนั้นจึงเดินตรงไปยังลานเมฆวายุ
และในตอนนี้เว่ยหยางที่ได้ยืนรอเขาอยู่บนลานเมฆวายุนั้นแล้ว ได้ลืมตาขึ้น
“เย่เฉินเ้ากล้าหาญมาก ที่ปฏิเสธคำเชิญของยอดเขาเทียนหยาง”เว่ยหยางตวาดเสียงดังขึ้นมาทันที เหมือนเป็การแสดงอำนาจและเหมือนจะเป็การตำหนิไปพร้อมกัน
เมื่อได้ยินดังนั้นเย่เฉินก็เลิกคิ้ว “ศิษย์พี่เว่ย ท่านก็พูดไม่ถูกนะในกฎของสำนักไม่มีข้อไหนบอกว่าข้าจะต้องเข้าเป็ศิษย์ยอดเขาเทียนหยางของท่านจะเข้าร่วมหรือไม่ ข้าเป็ผู้เลือกเอง ข้าก็ไม่เห็นว่าข้าจะทำอะไรผิด”
“ได้ปากเก่งนักนะ” เว่ยหยางหัวเราะเยาะ “อย่างนั้นวันนี้ข้าจะทำให้เ้ารู้จุดจบของการดูถูกยอดเขาเทียนหยางของข้า”
พูดจบเว่ยหยางก็กระทืบเท้าเบาๆ
ในไม่ช้าศูนย์กลางทั้งหมดก็อยู่ที่ฝ่าเท้าพลังลมปราณสีขาวของน้ำแข็งก็แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วเมื่อพลังลมปราณสีขาวได้ผ่านไปบนพื้นผิวของลานเมฆวายุก็กลายเป็ลานน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว
“พลังปราณน้ำแข็ง”เมื่อเห็นภาพฉากนี้ เย่เฉินก็ประหลาดใจเล็กน้อย
“เ้าหนุ่มเ้าก็รู้ไม่ใช่น้อยเลย!”เว่ยหยางยิ้มขึ้นตรงมุมปากอย่างขี้เล่น
“ข้าจำไม่ได้จริงๆ”เย่เฉินลูบคางของตัวเองทันที
ตอนอยู่ที่สำนักเจิ้งหยางเขาเองก็เคยเห็นพลังปราณอันเยือกเย็นเช่นนี้มาก่อน
พลังปราณน้ำแข็งนี้เป็สิ่งที่มีมาแต่กำเนิดแต่ก็มีที่ได้มาจากการฝึกตนในภายหลัง หากเป็การฝึกตนภายหลังก็จะได้รับความเ็ปทรมานอย่างมากจากน้ำแข็งที่หนาวเหน็บ และไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถทนรับความเ็ปจากความหนาวเย็นจนถึงกระดูกนี้ได้
สำหรับเว่ยหยางแล้วนั้นเย่เฉินยังประหลาดใจอยู่เล็กน้อย เขาเป็คนที่มีพลังปราณน้ำแข็งติดตัวมาแต่กำเนิด
แม้ว่าจะเป็พลังปราณน้ำแข็งเหมือนกันแต่ความแข็งแกร่งระหว่างการได้มาในภายหลังกับการได้รับมาั้แ่กำเนิดนั้นไม่แตกต่างกันมากนักคนที่มีพลังปราณติดตัวมาแต่กำเนิดแบบนี้โดยทั่วไปแล้วล้วนแต่ได้รับการฝึกตนเป็พิเศษจากสำนักคิดว่าเว่ยหยางน่าจะเป็คนเช่นนี้
ในตอนนี้พลังปราณน้ำแข็งก็ได้แพร่กระจายมาจนถึงบริเวณเท้าของเย่เฉินแล้ว
ทว่าเขาไม่ได้ถอยหนีไปไหนเขาปล่อยให้พลังปราณน้ำแข็งนั้นซึมซาบผ่านฝ่าเท้าเข้าสู่ร่างกายของเขา
โอ้โฮ!
การกระทำเช่นนี้ของเขาทำให้ศิษย์ที่อยู่เบื้องล่างต่างส่งเสียงกรีดร้อง
“เย่เฉินกำลังรนหาที่ตายพลังปราณน้ำแข็งซึมซาบสู่ร่างกาย ไม่ใช่เื่เล่นๆเลย”
“ข้าคิดว่าเขาคงใจนเสียสติไปเกือบหมดแล้วล่ะ”
ในบรรดาพวกเขามีศิษย์จำนวนมากที่ยอมจำนนอยู่ในน้ำมือของเว่ยหยาง
พลังปราณน้ำแข็งนี้ไม่ใช่พลังปราณธรรมดาเมื่อซึมซาบเข้าสู่ร่างกายแล้ว ยากที่จะต้านทานโดยทั่วไปแล้วเมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้ใช้พลังปราณน้ำแข็ง พวกเขาล้วนแต่หลีกห่างเพราะกลัวว่าพลังปราณน้ำแข็งนั้นจะเข้าสู่ร่างกาย
แต่เย่เฉินกลับไม่หลีกหนีทั้งยังปล่อยให้พลังปราณน้ำแข็งนั้นเข้าสู่ร่างกายของตนเองอีกด้วย