จักรพรรดิผีดิบ

    ตอนที่ 64 หนีตาย (2)

            ตอนที่ 64 หนีตาย (2)

     

            โฮกกกกกกกกกกกก

     

            เสียงคำรามดังก้องดั่งฟ้าถล่ม ต้นไม้ยักษ์ใหญ่ล้วนสั่นไหวราวถูกเขย่าอย่างรุนแรง สีหน้าสดใสของเหล่ารุ่นเยาว์แปรเปลี่ยนเป็นซีดขาวดุจกระดาษในฉับพลัน ทั่วร่างสั่นสะท้านพลางเส้นขนที่ลุกชูชันด้วยความผวา เหมยหลินซึ่งมีปฏิภาณไหวพริบสูงที่สุดแม้จะนำไปเทียบกับเหล่าปรมาจารย์ก็ตาม สีหน้าของเธอในยามนี้กลับแสดงออกถึงความหวาดกลัวดุจเส้นความตายอยู่ใกล้เพียงแค่การกระพริบตา

     

            บุรุษรอบกายต่างแข็งค้างราวกับถูกสาปกลายเป็นหิน เหมยหลินพลันหันมองไปทางเหล่าปรมาจารย์เพื่อหวังว่าจะเป็นที่พักพิงทางใจให้แก่เธอได้ ทันใดนั้นเอง แสงแห่งความหวังก็ได้ดับมอดลงโดยสมบูรณ์ ดวงตาของหญิงสาวเบิกกว้างด้วยความตระหนก ภาพเบื้องหน้าได้สร้างความหวาดกลัวดั่งฝันร้ายติดตา

     

            ปรมาจารย์ทั้งห้ากำลังแสดงใบหน้าหวาดกลัวกจนกระทั่งอากัปกิริยาที่ลนลาน มิอาจปฏิเสธได้เลยว่าชายชราทั้งห้าล้วนโชกโชนไปด้วยประสบการณ์อย่างท่วมท้น ภายใต้ความยิ่งใหญ่หลังจากถูกยอมรับในฐานะ "ปรมาจารย์แห่งแดนเทพมนุษย์" ภายใต้ความสงบสุขของทั่วทั้งโลกต้นกำเนิด นานกว่าพันปีที่พวกเขาไม่เคยได้สัมผัสกับความกลัวอีกเลย เป็นความรู้สึกที่ลืมเลือนไปแล้ว!!

     

            "ทะ---ท่านอาจารย์" เหมยหลินเอ่ยกล่าวอย่างตะกุกตะกักพลางมองปรมาจารย์ยูไคด้วยสีหน้าสิ้นหวัง

     

            ปรมาจารย์ยูไคหวนคืนสติ หน้านิ่วคิ้วขมวดแผดเสียงดังก้อง "เจาะมิติกลับออกไปให้ไว!!"

     

            สิ้นเสียงของชายชรา บรรยากาศแปรเปลี่ยนเป็นอึดอัดดั่งถูกภูผากดทับ รุ่นเยาว์ยังคงแข็งค้างดั่งรูปปั้น เสียงคำรามได้ฉุดลากชายหนุ่มทั้งสามตกไปในห้วงภวังค์โดยสมบูรณ์ ปรมาจารย์ฝู่ชิงที่หวนสติกลับคืนพลันเพ่งเล็งไปในห้วงอากาศอันว่างเปล่า ชายชราพยายามค้นหาจุดเชื่อมต่อระหว่างมิติที่ตนเคยค้นพบเอาไว้ ในขณะนั้นเอง สีหน้ามืดทะมึนยิ่งมืดมนหนักกว่าเดิม!!

     

            "เกิดอะไรขึ้น! ห้วงมิติมัน---ผันเปลี่ยนไปจากเก่าอย่างสิ้นเชิง!! จุดเชื่อมต่อระหว่างมิติคลาดเคลื่อนออกไปแล้ว!!" ปรมาจารย์ฝู่ชิงกล่าวอย่างตระหนก น้ำเสียงสั่นเกรงยิ่งสร้างความหวาดหวั่นให้คนรอบกายประดุจฉุดลากดิ่งสู่ก้นเหว

     

            "ท่านฝู่ชิง! ท่านหมายความว่าเช่นไร!!" ปรมาจารย์ธูมัสเอ่ย กิริยาลนลานดุจไฟลนก้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งใบหน้าที่แสดงออกถึงความหวาดกลัวอย่างชัดเจน!!

     

            "พวกเราจะไม่สามารถออกไปจากที่นี้ได้งั้นรึ!!" ปรมาจารย์โชลิชกล่าว กริยาสุขุมนุ่มลึกดุจจอมวางแผนกลับแสดงสีหน้ากระวนกระวายและจังหวะหายใจที่ถี่ระรัว

     

            ปรมาจารย์โหวู๋ก้าวเดินเข้าหาปรมาจารย์ฝู่ชิงเอ่ยถาม "ท่านพี่ฝู่ชิง! มันเกิดอะไรขึ้นกัน!!"

     

            ปรมาจารย์ฝู่ชิงขมวดคิ้วเป็นปมก่อนเอ่ยกล่าวอย่างจริงจัง "จุดเชื่อมต่อผันผวน ข้าต้องใช้เวลาในการเชื่อมโยงพวกมันเสียใหม่"

     

            "ใช้เวลานานหรือไม่?" ปรมาจารย์ยูไคเอ่ยถาม

     

            "ถ้าโชคชะตาเข้าข้างอาจจะใช้เวลาสิบลมหายใจ ถ้าโชคชะตากลั่นแกล้งอาจจะใช้เวลาสิบชั่วยาม ถ้าอาศัยความพยายามของข้า ข้าคิดว่าคงไม่เกินสามชั่วยาม" ปรมาจารย์ฝู่ชิงอธิบาย

     

            "ถ้าเช่นนั้นก็จงเริ่มเสียเถิด"

     

            เหมยหลินเข้าใจถึงสถานการณ์ตรงหน้าได้อย่างถ่องแท้ ใบหน้าสวยใสเบิกตากลมโตกว้าง ไม่ใช่แค่เพียงตัวเธอเท่านั้นที่รู้สึกหวาดกลัว แม้กระทั่งเหล่าปรมาจารย์ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น อากัปกิริยาของพวกเขาเป็นเครื่องพิสูจน์ ไร้ซึ่งที่พึ่งทางจิตใจ สีหน้าสิ้นหวังแปรเปลี่ยนเป็นฮึกเหิม ริมฝีปากแดงสดเปิดออกก่อนพึมพำกับตัวเอง

     

            "ข้าจะไม่พึ่งท่านอาจารย์อีก ข้าจะต้องยืนหยัดขึ้นได้ด้วยตัวเอง ท้ายที่สุด---ข้าจะต้องได้ออกไปท่องยุทธภพ..." คำกล่าวประดุจคำปฏิญาณ แววตาทั้งสองกวาดมองไปทางผืนป่าสีขาวโพลนเบื้องหน้าอย่างทระนง ทันใดนั้นเอง ภาพต้นไม้สูงใหญ่เบื้องหน้าเริ่มสั่นไหวอย่างผิดสังเกต ด้วยความที่เหมยหลินยืนอยู่บนก้อนหินขนาดมหึมา ณ ใจกลางลานกว้าง ภาพของต้นไม้กำลังสั่นไหวอย่างรุนแรงยิ่งเด่นชัดขึ้นไปอีก!!

     

            คิ้วเลิกสูงขึ้นในฉับพลัน ท่ามกลางชายหนุ่มสามคนข้างกาย บาโมท์อยู่ใกล้กับเหมยหลินมากที่สุด หญิงสาวเดินเข้าหาชายหนุ่มโดยไม่ละสายตาไปจากสิ่งผิดปกติเบื้องหน้าแม้เพียงเสี้ยววินาที ฝ่ามือสัมผัสเข้ากับแผ่นหลังของบาโมท์อย่างไม่รู้ตัว ชายหนุ่มหวนคืนสติในทันใด

     

            "เอ๊ะ!?" น้ำเสียงประหลาดใจพลางหันมองไปทางกายเนื้อที่สัมผัสตน หญิงสาวเบื้องหน้าอาจจะเป็นยอดดวงใจของเขาก็มิปาน ใบหน้านิ่งงันแปรเปลี่ยนเป็นเขินอายในฉับพลัน "เหมยหลิน!!? เจ้าอยากจะคบหาดูใจกับข้าแล้วใช่หรือไม่!!"

     

            ในช่วงเวลานั้นเองที่บาโมท์กลับสัมผัสได้ถึงความผิดปกติจากท่าทางของเหมยหลิน แววตาอันงดงามกำลังสั่นไหวด้วยอาการหวาดหวั่น ฝ่ามือของสตรีปรากฏอาการสั่นระริกพลางบีบจับอาภรณ์ของชายหนุ่มอย่างแนบแน่น บาโมท์เคลื่อนสายตาไปตามเหมยหลินอย่างเชื่องช้าแฝงด้วยความใคร่รู้ปนความรู้สึกที่แปลกประหลาด ช่วงเวลานั้นเองราวกับความจริงหวนสลับกับความฝันอย่างไรอย่างนั้น แต่ทว่า มันคือฝันร้าย...

     

            ท่ามกลางป่าหิมะที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้ขนาดยักษ์ ภาพเบื้องหน้ากลับปรากฏเงาร่างขนาดใหญ่โตมโหราฬ ก่อนสิ่งนั้นจะเผยรูปลักษณ์ของมันออกมา ขนาดใหญ่โตคล้ายยักษาแต่ดูเลือดเย็นกว่า ไร้สิ้นเนื้อหนังดั่งผีดิบแต่ดูน่าเกรงขามกว่า กลิ่นอายคล้ายปีศาจแต่ดูชั่วร้ายยิ่งกว่า! ทั่วร่างล้วนเป็นโครงกระดูกสีขาวนวลดั่งซากศพไร้ชีวาแต่กลับสร้างความหวาดกลัวไปจนสุดขอบของวิญญาณ!!

     

            "ตะ---ตัวอะไรน่ะ" บาโมท์กล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและสั่นเครือ สีหน้าหวาดผวาอย่างที่สุด แววตาทั้งสองเพ่งมองกายาไร้เนื้อหนังตรงหน้าอย่างไม่ละสายตา

     

            ปากกว้างใหญ่โตเผยอออก "กร๊าซ..." ซุ่มเสียงทุ่มต่ำพลางไอเย็นที่เล็ดลอดออกมาเป็นจำนวนมาก ทันใดนั้นเอง สองตากลวงโบ๋ราวกับกำลังจับจ้องมาทางก้อนหินขนาดมหึมาเบื้องหน้า

     

            !!!!

     

            แม้มันจะไม่มีดวงตาแต่เหมยหลินกลับสัมผัสได้ถึงเส้นขนที่ลุกชูชันทั่วทั้งร่างราวกับกำลังถูกจับจ้องอยู่อย่างไรอย่างนั้น ความหวาดกลัวกลืนกินจิตใจอย่างไร้ขอบเขต ต่อหน้าสิ่งมีชีวิตสุดแปลกประหลาดแต่กลับให้ความรู้สึกทรงพลังยากแท้จะหยั่งถึง หญิงสาวพลันแผดเสียงสุดแรง "ท่านอาจารย์!!"

     

            น้ำเสียงดังกึกก้องกระทั่งการ์กันต์และโตชินที่ตกไปในห้วงภวังค์ยังหวนสติกลับคืนมาได้โดยสมบูรณ์ เหล่าปรมาจารย์หันขวับไปตามต้นเสียงอย่างตื่นตระหนก

     

            ปรมาจารย์ยูไคที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยก้าวกู่ตะโกนกลับ "เกิดอะไรขึ้นหรือเหมยหลิน!!" ช่วงเวลาที่ชายชราได้พบเห็นศิษย์สตรีของตน ถึงกับเกิดอาการชะงักงันด้วยความตะลึง อิสตรีผู้นี้รักนวลสงวนตัวอย่างที่สุดแต่เหตุการณ์ตรงหน้า หญิงสาวกลับกำลังสัมผัสกับกายบุรุษอยู่!!

     

            เหมยหลินไร้ซึ่งการตอบกลับ แม้จะกล่าวเรียกอาจารย์ของตนแต่หญิงสาวไม่แม้แต่จะหันมองมาทางปรมาจารย์ด้วยซ้ำแม้กระทั่งศิษย์บุรุษทั้งสามที่เหลือ ในสายตาปรมาจารย์ยูไคราวกับศิษย์ทั้งสี่กำลังเห็นอะไรบางอย่างเป็นภาพเดียวกัน เพียงมองปราดเดียวยังรับรู้ได้ถึงความหวาดกลัวที่ส่งผ่านออกมาทางอากัปกิริยาเหล่านั้น ก่อนฝ่ามือเล็กบางจะชี้นิ้วไปทางทัศนียภาพเบื้องหน้าด้วยความสั่นเกร็ง

     

            ปรมาจารย์ยูไคมองตามทิศที่นิ้วชี้ออกไปอย่างฉงน ทันใดนั้นเอง สองตาเบิกโตกว้างพลางคิ้วเลิกสูงขึ้น ชายชราก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวอย่างไม่รู้ตัวราวกับแรงกดดันเบื้องหน้าส่งผลให้เขาต้องกระทำเช่นนั้น ด้วยความที่อาณาบริเวณเป็นป่าหิมะหนาทึบและทุกพืชพรรณล้วนมีขนาดใหญ่โตโอฬาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้นไม้ใหญ่โตที่เรียงรายไปทั่วบริเวณ อาจเป็นเพราะพวกเขาทั้งหมดอยู่ตรงลานกว้างจึงสามารถจับสังเกตสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนไหวอยู่บริเวณใกล้เคียงได้อย่างชัดเจน

     

            ใบหน้าของปรมาจารย์ยูไคกระตุกเกร็งก่อนเอ่ยขึ้นอย่างขึงขัง "พวกเจ้าถอยมาข้างหลังข้า!!"

     

            รุ่นเยาว์ทั้งสี่หาได้ตอบสนองไม่ ร่างกายแข็งค้างดั่งรูปปั้น อากัปกิริยาล้วนแสดงออกถึงความหวาดกลัว!! เหมยหลินที่คงสติไว้ได้ดีที่สุดยังยากจะก้าวถอยไปหาเหล่าปรมาจารย์ หญิงสาวไม่แม้แต่จะละสายตาจากตัวตนอันแปลกประหลาดเบื้องหน้า ราวกับว่า ยามใดได้ละสายตาออกไปจากมัน เส้นทางสู่การไปประตูยมโลกคงง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ

     

            "กร๊าซ..." ซุ่มเสียงทุ่มต่ำพลางเรือนร่างใหญ่โตโอฬารที่ย่างกรายเข้ามาใกล้อย่างเชื่องช้า ทุกย่างก้าวล้วนสร้างแรงกดดันให้ผู้คนที่พบเห็นดั่งถูกขุนเขากดทับ โครงกระดูกสีขาวนวลไร้สิ้นเนื้อหนัง ทว่า ใบหน้านั้นดูชั่วร้ายจนกว่าจะเป็นมิตรได้ ยามฝ่าเท้ากระทบกับพื้นผืนธรณีรอบกายเกิดการสั่นไหวเล็กน้อยตามแรงกดทับ

     

            ช่วงเวลาที่ย่างกรายเข้าสู่มิติภูเขาศตวรรษ เหล่าปรมาจารย์ต่างสัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากลมาตั้งแต่แรกแล้ว ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตแม้สักตัวกระทั่งแมลงยังมิอาจหาพบได้ เรื่องราวมันราบรื่นเกินไปจนกระทั่งเสียงคำรามปริศนาก็ได้ดังขึ้น มิติต่างบิดเบือนสลับขั้วกันไปหมด ท้ายสุดแล้ว เหล่าปรมาจารย์ในตอนนี้ย่อมรู้สึกกลัวครึ่งหาญกล้าครึ่งเพราะจำเป็นต้องปกป้องเหล่าลูกศิษย์ หากคราวนี้ไม่มีศิษย์น้อยตามมา พวกเขาจะต้องเอาตัวรอดโดยไม่สนวิธีการเป็นแน่

     

            "ท่านพี่ยูไค---เจ้านั่นมันตัวอะไร..." ปรมาจารย์ธูมัสเอ่ยกล่าวอย่างอดไม่ได้ เพียงมองผิวเผินยังสัมผัสได้ถึงความอันตรายที่แผ่ซ่านออกมาจากมัน ในขณะเดียวกัน มันก็ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่อย่างมิอาจทัดเทียม

     

            ปรมาจารย์โหวู๋เลิกคิ้วสูงขึ้น "ผีดิบรึ?"

     

            ปรมาจารย์ฝู่ชิงไม่แม้แต่จะหันมามอง การเจาะมิติเพื่อทำการแทรกแซงจำเป็นต้องใช้ความสามารถและความพยายามที่มาก หากหลุดออกจากสมาธิ อาจจะต้องใช้เวลานานกว่าเดิมกว่าจะเจาะมิติอีกครั้งได้

     

            ปรมาจารย์ยูไคนั้นแตกต่าง ชายชราไม่เสียเวลามาตั้งคำถามว่ามันคือตัวอะไร เพลานี้ชีวิตของเหล่าลูกศิษย์คือสิ่งที่สำคัญหาใดเปรียบ!! เร่งรุดหน้าเข้าหาศิษย์ทั้งสี่อย่างเร็วไวพลางเอ่ยกล่าว "ธูมัส! สร้างม่านป้องกันขนาดใหญ่ให้ไว!!"

     

            ปรมาจารย์ธูมัสสะดุ้งตกใจ เขาเพ่งมองไปยังสิ่งมีชีวิตปริศนาเบื้องหน้าด้วยความใคร่รู้ ทันใดนั้นเองที่โครงกระดูกยักษ์ตัวนั้นมีท่าทีผิดแปลกไป ปากอ้ากว้างออกจนสุดกรามก่อนซุ่มเสียงดั่งผุดขึ้นมาจากขุมนรกจะดังสะเทือนก้อง

     

            กร๊าซซซ

     

            เสียงกู่คำรามได้ปลุกความสะพรึงกลัวที่ซ่อนลึกลงไปในจิตใจให้ตื่นขึ้นโดยสมบูรณ์!! แม้กระทั่งเหล่าปรมาจารย์ยังก้าวถอยหลังอย่างตื่นกลัว การ์กันต์ถึงกับขาอ่อนล้มพับก้นจ้ำเบ้าลงไปนั่งอยู่กับพื้น นัยน์ตาทั้งคู่สั่นไหวเพ่งมองโครงกระดูกยักษ์เบื้องหน้าตาไม่กระพริบ ช่วงเวลานั้นเอง ปรมาจารย์โชลิชชักกระบี่ออกมาจากฝักก่อนชายชราจะกระโดดขึ้นเหนือฟ้าราวสามเมตร "กระบี่กรีดนภา"

     

            ชิ้งงงงง

     

            กระแสลมพัดหวนอย่างรุนแรงประดุจพายุโหมกระหน่ำ คลื่นกระบี่จากการฟันเป็นแนวยาวกำลังมุ่งตรงไปหาโครงกระดูกยักษ์อย่างรวดเร็วดุจลมกรด เพียงสามลมหายใจคลื่นกระบี่ก็จะฟันศัตรูให้ขาดสบั้นออกเป็นสองท่อน ในชั่วพริบตาเดียว ดาบยักษ์ซึ่งลากมากับพื้นพลันงัดขึ้นมาอย่างเร็วไวก่อนจะกระทบเข้ากับคลื่นกระบี่บังเกิดเสียงดัง บึ้ม...! ไร้ซึ่งเหตุการณ์การต้านของพลัง ช่วงเวลาที่ดาบยักษ์กระทบเข้ากับคลื่นกระบี่ มันกลืนกินคลื่นกระบี่จนสลายหายไปในพริบตา!!

     

            "เจ้านี่เป็นของจริง..." ปรมาจารย์โชลิชกล่าวสีหน้านั้นมึดทะมึนแสดงออกถึงความจริงจังอย่างยิ่งยวด "เทียบกับเผ่าพันธุ์เอลฟ์ ยักษาและภูติ ตลอดเวลาที่ข้าต้องเผชิญศัตรูมามากมายเกินคณานับ มันเป็นตัวอันตรายอย่างแท้จริง!!"

     

            ปรมาจารย์โชลิชไม่ได้กล่าวเกินเลย ประสบการณ์กว่าสองพันปีได้หล่อหลอมให้กลายมาเป็นปรมาจารย์จนกระทั่งทุกวันนี้ ภายใต้การดูแลการบุกรุกจากนอกดินแดน เหล่าปรมาจารย์จะเป็นผู้นำหลักอย่างไร้ข้อกังขา!!

     

            ปรมาจารย์ยูไคที่ได้เห็นดังนั้นพลันอุ้มร่างของเหมยหลินและบาโมท์ในทันที วิ๊บ! เพียงชั่ววินาที ปรมาจารย์ยูไคก็ได้ไปปรากฏกายอยู่ข้างกายปรมาจารย์ธูมัสราวกับทะลุมิติ ก่อนชายชราจะวางร่างของชายหญิงทั้งสองลง ชั่ววินาทีต่อมา ปรมาจารย์ยูไคก็ได้มาปรากฏกาย ณ ที่เดิม ทว่า สองมือกับถือร่างของการ์กันต์และโตชินเอาไว้และวางบุรุษหนุ่มทั้งสองลง

     

            หน้านิ่วคิ้วขมวดก่อนตบบ่าปรมาจารย์ธูมัสอย่างเบามือ "รีบสร้างม่านป้องกันเร็ว!!"

     

            ราวกับคำย้ำเตือนสติ ปรมาจารย์ธูมัสพลันร่ายบทเวทย์ในฉับพลันก่อนอนุภาคบางอย่างจะเริ่มก่อตัวเป็นวงกลมรอบล้อมก้อนหินขนาดมหึมาก้อนนี้

     

            "ใช้เวลานานเพียงใด" ปรมาจารย์ยูไคกล่าวก่อนก้าวเดินออกมาด้วยความทระนง

     

            "ราวสามนาทีขอรับ" ปรมาจารย์ธูมัสกล่าวอย่างร้อนรน

     

            "ไม่นานเกินรอ" ปรมาจารย์โชลิชกล่าวพลางย่างก้าวออกไปเช่นกัน

     

            ปรมาจารย์โหวู๋ก้าวเดินออกไปก่อนกล่าว "คิดจะต่อต้านปรมาจารย์เช่นพวกข้างั้นรึ" ปรมาจารย์โหวู๋เว้นจังหวะหายใจสามครา "ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่หาญกล้านัก!!"

     

            ถ้อยคำสุดท้ายกลับกลายเป็นการกู่ตะโกนก้อง แท้จริงแล้ว ปรมาจารย์โหวู๋ได้เปิดใช้ทักษะ "คำราม" เพื่อข่มขวัญศัตรูและเพิ่มกำลังใจให้ฝ่ายเรา ยิ่งผู้ใช้มีความแข็งแกร่งทางกายและจิตใจเพียงใดผลกระทบสิ่งส่งผลมากเท่านั้น

     

            "เหตุใดข้าถึงรู้สึกมีอุ่นใจขึ้นมาได้กัน..." สำหรับเหมยหลินแล้ว เหตุการณ์ตรงหน้านั้นเป็นสิ่งที่รุ่นเยาว์มิอาจรับมือได้อย่างแน่นอน แค่เธอยังคงสติไว้ได้ก็ถือว่าเป็นอัจฉริยะแล้ว

     

            โครงกระดูกยักษ์ตรงหน้านิ่งงันดุจแข็งค้าง ภาพเบื้องหน้าได้สร้างความชื่นใจให้แก่ปรมาจารย์ทุกคน แม้เหล่าศิษย์ของตนจะไม่รู้ว่าปรมาจารย์โหวู๋นั้นใช้ทักษะคำรามออกไป ทว่า เหล่าปรมาจารย์ด้วยกันเองย่อมรู้ดีเป็นที่สุด ช่างโชคร้าย... ชั่วเวลาน่ายินดีกลับอยู่ได้ไม่นาน

     

            กร๊าซซซซซซซซซซซ

     

            โครงกระดูกยักษ์อ้าปากคำรามก้อง เสียงคำรามในครั้งนี้แตกต่างจากครั้งแรกอย่างสิ้นเชิงราวกับเทพมรณะได้มาปรากฏกายอยู่เบื้องหน้า รังสีสังหารพลันโพยพุ่งประดุจพายุยักษ์ เป็นรังสีฆ่าฟันที่เขย่าขวัญสั่นประสาทจนให้ความรู้สึกอยากจะคลั่ง!! ศิษย์ทั้งสี่ต่างปิดหูปิดตาด้วยความสั่นกลัวพลางกรีดร้องออกมาอย่างทรมาน ในขณะเดียวกัน เหล่าปรมาจารย์กลับพานพบเห็นกับฝันร้ายอย่างแท้จริง รังสีฆ่าฟันกลับก่อตัวเป็นรูปร่างดุจปีศาจร้ายจากขุมนรก ทุกการก้าวเดินของโครงกระดูกยักษ์ยิ่งสร้างแรงกดดันราวกับขาทั้งสองจะล้มพับลงได้ทุกเมื่อ

     

            เป็นการข่มขวัญศัตรูที่แท้จริง!!

     

            "ธูมัส!! รีบสร้างให้ไว! ให้ไว!!"

     

    ..สเตตัสปัจจุบัน...


    ชื่อ:กาติรัส อันเดลัส(เพศชาย) อายุ:15ปี เผ่าพันธุ์:มนุษย์กึ่งอันเดด อายุขัยโดยธรรมชาติ:อนันต์

    เลเวล:6,209 พลังกาย:657,623 พลังเวทย์:1,440,019 อาชีพ:จักรพรรดิผีดิบ

     

    คล้ายกับเรื่องจักรพรรดิผีดิบ ที่คุณอ่าน