
“เปล่าหรอกก็แค่…กำลังคิดว่าฝันไปหรือเปล่านะ”
“ถึงขั้นคิดว่าเป็ความฝันแต่ดันรู้ว่าเป็ฉันเนี่ยนะ…?”
“แหมก็เหมือนนายสมัยก่อนออก ตอนประถมนายน่ะตัวผอมแถมไม่ได้ใส่แว่น… ไม่สิจะว่าไปนายไปทำอะไรมาเนี่ย รูปร่างเปลี่ยนไปมากจนฉันสงสัยเลยนะว่าใช้ยาอันตรายอะไรมาหรือเปล่าั้แ่เจอกันครั้งล่าสุดที่พิธีจบการศึกษาก็ผ่านไปแค่เดือนเดียวเอง”
“่ปิดเทอมฤดูใบไม้ผลิว่างๆเลยลองฟิตหุ่นดูน่ะ ตอนนี้ก็กำลังพักเหนื่อยจากการวิ่งด้วย”
“หืม...”
มิโอริสังเกตผมั้แ่หัวจรดเท้า
“…ไม่น่าจะแค่นั้นมั้งอยากเป็หนุ่มเนื้อหอมตอนม.ปลายเหรอ”
ผมหน้าเบ้เมื่อมิโอริรู้ทัน
“…ทำไมเล่าไม่ดีเหรอ”
“ก็ไม่ใช่ไม่ดีหรอกคิดว่าดีแล้วต่างหาก อื้ม”
มิโอริพยักหน้าหงึกหงัก
“แสดงว่าที่ผ่านมาแค่ใส่ชุดเชยไปหน่อยสิน้า แล้วก็อ้วนไปนิด แต่จริงๆ แล้วมีของดีอยู่กับตัวพอคิดจะทำก็ทำได้นี่เอง คิดแล้วเชียว ฉันมองคนไม่ผิดจริงๆ ด้วย”
คำพูดเธอแทงใจดำผมเข้าเต็มๆ
เธอไม่ได้ปฏิเสธตัวตนของผมสมัยก่อนแล้วยังอุตส่าห์ชมตัวผมตอนนี้อีก
“อ๊ะส่วนฉันพาหมามาเดินเล่นน่ะ ปกติก็มาเวลานี้อยู่แล้ว นี่ไง—คูจัง”
มิโอริอธิบายเหตุผลที่ตัวเองมาอยู่ที่นี่ทั้งที่ผมไม่ได้เอ่ยปากถามแค่ดูก็รู้แล้วน่า
พอได้ยินเสียงมิโอริพุดเดิ้ลทอยสีขาวที่อยู่ใกล้ขากระดิกหางตอบ
“ตื่นเช้าจังเลยนะ”
ตอนนี้เวลาหกโมงครึ่งหากเป็ตัวผมปกติก็คงเพิ่งตื่นพอดี
“ถ้าทำกิจกรรมชมรมตอนม.ปลายก็จะมีซ้อมเช้าด้วยน่ะสิเลยปรับเวลาตื่นให้เร็วขึ้น”
“จะเข้าชมรมบาสเกตบอลใช่ไหม”
“ใช่ตั้งใจว่าม.ปลายก็จะเข้าชมรมเดิม”
มิโอริส่งเสียงฮึบแล้วเบ่งกล้ามแขนถึงเป็ผู้หญิงก็มีกล้ามได้สินะ
อย่างไรก็ตามท่าทีเธอดูสมเป็ผู้หญิงขึ้นหน่อยต่างจากสมัยเด็กที่แก่นเซี้ยวเหมือนผู้ชาย แต่ถึงจะดูน่ารักขึ้นมากแค่ไหนภาพมิโอริสมัยเป็หัวโจกก็ยังติดตาผมอยู่ดี
“…ว่ายังไงดีเธอก็เปลี่ยนไปมากเหมือนกันนะ”
“เอ๊ะจริงเหรอ …ก็นะ ตอนม.ต้นไม่ได้คุยกันเลยนี่นา ไม่ได้เรียนด้วยกันสักครั้งแถมนัตสึกิก็ไม่มีเพื่อนเลยไม่มีข้ออ้างให้คุยอีก”
“พูดมากน่า”
ผมไม่ได้อยากอยู่คนเดียวสักหน่อย
พอเห็นผมเม้มปากมิโอริก็เอามือปิดปากหัวเราะคิก
“เพราะแบบนั้นนายถึงยังจำภาพฉันสมัยประถมไม่ยอมเปลี่ยนใช่ไหมล่ะเสียใจด้วย มิโอริสุดเท่ที่นายเคยชอบตอนนั้นไม่อยู่แล้วจ้า ขอโทษน้า”
“สุดเท่?เป็ลิงขี้มูกย้อยมากกว่ามั้ง”
“ว่าใครเป็ลิงกันยะแค่ห้าวนิดหน่อยเอง”
มิโอริทำหน้ามุ่ยใส่ผมที่แค่นหัวเราะ
แต่จะว่าไปก็คุยกันได้นี่นา
ผมไม่ได้คุยกับคนอื่นเลยตลอดสามปี่เรียนม.ต้น(สำหรับผมเหมือนเจ็ดปีมากกว่า) เลยคิดว่าจะกระอักกระอ่วนซะอีก
ไม่สิเมื่อก่อนผมกลัวออร่าความสดใสของมิโอริ เลยหลีกเลี่ยงมาตลอดมากกว่า
เพราะตอนนี้อายุจริงของผมเกินวัยแล้วละมั้งถึงรับมือได้อย่างใจเย็นและไม่สั่นกลัว
“...จะว่าไปนัตสึกิจะเข้าม.ปลายที่ไหนนะ”
“หือไม่รู้เหรอ”
“จะรู้ได้ไงเล่าแทบไม่ได้คุยกันเลยนี่”
ก็จริง
ผมไม่มีเพื่อนเลยจึงไม่อยู่ในแวดวงข่าวสารเพื่อนของมิโอริ
แต่ผมรู้ว่ามิโอริจะเรียนม.ปลายที่ไหนเพื่อนในห้องซุบซิบกันน่ะ
โรงเรียนนั้นมีคะแนนเฉลี่ยในจังหวัดสูงพอตัวแต่ก็มีกิจกรรมชมรมมากมายให้เลือก
เพียงแต่มันไกลจากเขตที่พวกผมอยู่ไปหน่อยเพื่อนม.ต้นที่ไปต่อที่นั่นเลยมีน้อย
ซึ่งปีนี้มีแค่สองคน
ถ้าระบุให้ชัดเลย
“เรียวเมน่ะโรงเรียนมัธยมปลายเรียวเม”
“หา อะเอ๋!? ที่เดียวกับฉันหรอกเหรอ!?”
—ก็คือผมกับมิโอริไงล่ะ
แน่นอนว่าไม่ได้นัดกันไว้เป็ความบังเอิญล้วนๆ
“อ๊ะแต่ฉันรู้มาก่อนนะ ได้ยินเพื่อนในห้องคุยกันน่ะ”
“งั้นก็น่าจะรีบบอกกันสิ”
“ให้รีบบอกอะไรล่ะโอกาสจะคุยกันยังไม่มี”
“...ว่าแต่คนอื่นล่ะหรือว่ามีแค่ฉันกับนาย?”
“เื่นั้นเธอน่าจะรู้ดีกว่าฉันนะฉันได้ยินเื่ของเธอมาผ่านๆ เอง”
ความจริงผมรู้ดีเลยละแต่ถ้าผมแสดงออกว่ารู้ก็น่าสงสัยสิ
“...เท่าที่ฉันถามคนรอบตัวมามีแค่ฉันคนเดียว”
“งั้นก็คงมีแค่ฉันกับเธอละมั้ง”
“เอ๋…ฉันก็ไม่อะไรนะแต่คนตั้งเยอะดันเป็นัตสึกิเหรอ อยู่ด้วยกันจนม.ปลายแบบนี้ก็เหมือนเป็เพื่อนสมัยเด็กกันเต็มตัวเลยน่ะสิเอาจริงมันก็แหยงๆ อยู่นะ”
“เธอเนี่ยนะจะนินทาก็ไปพูดตอนที่ฉันไม่อยู่สิ”
สภาพจิตใจผมยิ่งอ่อนแอเหมือนเต้าหู้อยู่
“แล้วทำไมเธอถึงเลือกไปเรียนที่เรียวเมล่ะ”
“ขโมยคำถามฉันเหรอ”
“…ฉันอยากเข้าโรงเรียนม.ปลายที่น่าจะไม่มีคนรู้จักตอนม.ต้นอยู่น่ะสิ”
มิโอริขมวดคิ้วอย่างประหลาดใจแต่พลันเหมือนนึกอะไรออกจึงหัวเราะเบาๆ
“อ๋อถ้ามีเพื่อนจากโรงเรียนเก่ามาก็คงเป็หนุ่มฮอตตอนม.ปลายได้ลำบากสินะ”
“…ก็ประมาณนั้นละ”
“อะฮ่าฮ่า จริงเหรอถ้าไม่อยากให้ใครรู้ จะเงียบให้ก็ได้นะก็ฉันเป็คนใจดีนี่นา”
“…แล้วเธอล่ะฉันตอบไปแล้วนะ”
เหตุผลที่มิโอริอยากเข้าเรียวเมไม่อยู่ในความทรงจำครั้งก่อนเลย
เพราะเอาเข้าจริงผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยคุยกับมิโอริที่โรงเรียนเรียวเมสักครั้งไหม
“รู้หรือเปล่าชมรมบาสหญิงที่เรียวเมโหดมากเลย”
“…ยังงี้นี่เองก็เลยมีคนมาชวนเหรอ”
มิโอริเคยเป็ตัวเต็งในชมรมบาสเกตบอลหญิงสมัยอยู่ม.ต้น
ที่จริงเธอก็มีพร์ด้านกีฬาโดดเด่นมาั้แ่เด็กๆแล้ว ก็เป็หัวโจกนี่นะ
“ที่นั่นนะฉันลองหาข้อมูลดูแล้วเห็นว่าตึกเรียนใหม่เอี่ยม มีอุปกรณ์ครบครันแถมอยู่หน้าสถานีด้วย คะแนนเฉลี่ยก็ถึงพอดี นอกจากไกลไปหน่อยทุกอย่างก็ดีหมดเลย”
“ต่อให้ไม่มีเพื่อนจากโรงเรียนเดียวกันด้วยเหรอ”
“ฉันหาเพื่อนใหม่เอาก็ได้นี่นาไม่เหมือนนายนะ ฉันคุยเก่งจะตาย”
“ชิ…”
คนที่ชีวิตวัยรุ่นล้มเหลวอย่างผมเถียงไม่ออกเลย
ตอนม.ต้นผมไม่มีความกล้าจะคุยกับใครก่อนส่วนตอนม.ปลาย แรกๆ ก็เหมือนจะดี แต่เพราะมีประสบการณ์คุยกับคนอื่นน้อยเกินไปอ่านบรรยากาศไม่ออก เลยจบด้วยการถูกเกลียด
ที่ตอนนี้ผมคุยกับเด็กผู้หญิงรุ่นเดียวกันได้อย่างเป็ธรรมชาติเนื่องจากรู้จักกันมาั้แ่เด็กถ้าให้ผมไปคุยกับผู้หญิงที่ไม่รู้จักกันเลยคงจะเกร็งสุดๆ
“จะว่าไปที่นายฟิตหุ่นขนาดนั้นเพราะจะเข้าชมรมกีฬาเหรอ”
“…เปล่าตอนนี้ยังไม่ได้คิดเลย”
สาเหตุที่ผมนิ่งไปแวบหนึ่งเพราะว่าความทรงจำของชีวิตก่อนผุดขึ้นในหัว
ในชีวิตก่อนผมอยากเป็หนุ่มฮอตม.ปลายก็เลยเข้าชมรมบาสเกตบอลผมคิดตื้นๆ ว่าถ้าอยากดูเป็คนเข้าสังคมเก่งก็ต้องเข้าชมรมฟุตบอลไม่ก็บาสเกตบอลและเนื่องจากผมตัวสูงก็เลยเลือกชมรมบาสเกตบอล
และนั่นคือความผิดพลาด
ที่แย่กว่านั้นคือกิจกรรมชมรมกีฬาจะหนักมากสำหรับพวกที่ไม่ได้เข้าชมรมกีฬาตอนม.ต้น ผมซึ่งอยู่ชมรมกลับบ้านไม่เคยเข้าชมรมกีฬาจึงตามการฝึกซ้อมไม่ทันเลย
ด้วยเหตุนี้เพื่อนในชมรมเลยปฏิบัติกับผมเหมือนเป็คนน่ารังเกียจหลังจากผมโดนเพื่อนร่วมห้องรุมเกลียดก็ยิ่งไม่ต้องกลบเกลื่อน หากไม่มีธุระก็จะไม่มีใครคุยกับผมเลย
ยิ่งนึกถึงก็ยิ่งะเืใจจนอยากจะนอนเกลือกกลิ้งบนเตียง
“เอ๋น่าเสียดายนะ ตัวก็สูงออก ถ้านัตสึกิเล่นบาสด้วยก็คงดี”
“ตอนม.ต้นฉันไม่เคยฝึกมานะไม่ไหวหรอก”
“ไม่หรอกขอแค่สูงก็พอ เล่นไปเดี๋ยวก็เป็เอง”
ตอนเข้าชมรมบาสเกตบอลผมก็คิดแบบนี้แหละ…
แต่ก็นะถ้าไม่หมดความกล้าไปก่อนแล้วเล่นต่อไปสักสามปี เผลอๆ ก็อาจจะเก่งขึ้นอาจเป็แบบนั้นก็ได้ สุดท้ายปัญหาก็อยู่ที่ทักษะการเข้าสังคมของผม
…ยิ่งคิดยิ่งเศร้าแฮะ…ขอโทษที่เกิดมานะครับ…