บทที่ 17
การสนทนาของเหล่าจอมยุทธด้านบนโถงชั้นสองของโรงเตี๊ยมเสี่ยวหู่นั้นดังลงมาถึงถนนด้านล่าง ทำให้ชาวบ้านต่างก็ให้ความสนใจ และเมื่อเถ้าแก่เนี้ยไป๋ซูหนี่วิ่งออกไปจากโรงเตี๊ยม ท่าทางชายชาวบ้านที่นั่งเฉยๆอยู่ริมถนนคนหนึ่งก็เปลี่ยนไปกะทันหัน เขาวิ่งไปทางถนนสายตะวันออกด้วยความเร่งรีบ แต่ชายคนนั้นกลับไม่รู้ตัวเลยว่าเขาอยู่ภายใต้การจับตามองของชายลึกลับภายใต้หมวกฟางอยู่ตลอดเวลา และเมื่อเป้าหมายของคนลึกลับเคลื่อนไหว เขาก็รีบวิ่งตามไปทันทีโดยไม่รอช้า ฝีเท้าของเขาไม่เหมือนคนกำลังวิ่งแต่เหมือนกำลังลอยไปตามพื้นมากกว่า ซึ่งสามารถหลบฝูงชนได้อย่างง่ายดาย เพื่อความรวดเร็วในการเดินทางชายชาวบ้านได้วิ่งหลบไปตามตรอกซอกซอย ใช้เส้นทางลัดไปยังที่หมายให้รวดเร็วขึ้น แต่นั่นก็ทำให้คนลึกลับติดตามเขามาได้เร็วขึ้นเช่นกัน ด้วยการล่องลอยเหนือพื้นแม้จะไม่สูงมากแต่ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเขามีวิชาตัวเบาที่ยอดเยี่ยมกว่าจอมยุทธทั่วไป“นั่นใครกล้าตามข้ามา!” ด้วยเส้นทางที่เปลี่ยว และแคบทำให้ผู้ถูกติดตามรู้ตัว เขาหันกลับไปตะโกนแล้วชักมีดที่ข้างเอวออกมา“ติ๊ง!!!” มีดในมือชาวบ้านปลิวหลุดไปอย่างง่ายดาย กว่าเขาจะรู้ตัวว่ามีดในมือกระเด็นออกไปจากการที่โดนมีดอีกเล่มเข้ามากระแทก ฝ่ามือของชายผู้สวมหมวกฟางก็มาถึงหน้าอกตัวเองเสียแล้ว“เปรี้ยง!!!” ฝ่ามือเดียวซัดกลางหน้าอกไปเต็มแรง ชายชาวบ้านถึงกับกระเด็นไปไกล เมื่อร่างตกกระแทกพื้นก็กระอักเลือดออกมาคำโต เนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผล และฝุ่นดิน ซึ่งอาการของเขาค่อนข้างหนักมากเลยทีเดียว จนอาจมีกระดูกบางส่วนหักก็ได้ ชายลึกลับค่อยๆเดินเข้าไปอย่างช้าๆ แล้วกระชากคอเสื้อของชายชาวบ้านผู้ที่นอนไร้เรี่ยวแรงอยู่กับพื้นขึ้นมา ซึ่งมันทำให้เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายถึงกับหวาดผวาตัวสั่น และไม่รีรออันใดบุรุษลึกลับกล่าวถามด้วยน้ำเสียงกราดเกรี้ยวทันที“ไอ้โจรชั่ว! กองโจรไฮ่หลางเข้ามาเมืองหยุนไห่ ต้องการอะไร บอกข้ามา!” เมื่อชายลึกลับเผยแววตาเดือดดาลจับจ้องไปยังดวงตาที่สั่นไหวของฝ่ายตรงข้าม มันยิ่งทำให้โจรในชุดชาวบ้านนั้นหวาดผวากว่าเดิม ถึงกับปัสสาวะราดออกมาเลยทีเดียว“ปะ ปะ ปะ ปล้นหอการค้า ฟะ ฟะ เฟิงขอรับ ได้โปรดท่านจอมยุทธไว้...แอ๊ก!” เสียงสั่นไหวของโจรลูกสมุนตอบออกมาตามตรง แต่ยังไม่ทันจะได้ขอร้องขอชีวิตก็ถูกหมัดกระแทกหน้าจนสลบไป“หึ! ข้าจางซานจะไว้ชีวิตเจ้า แต่กองโจรไฮ่หลางจะต้องจบสิ้นในวันนี้!” คำพูดของบัณฑิตหนุ่มผู้ฟื้นคืนจากความตายไม่อาจทำให้โจรกระจอกผู้สลบไปแล้วได้รับรู้ ซึ่งเขาก็เพียงก้าวต่อไปโดยไม่หันกลับมามองอีก ถ้าใครมองเห็นแผ่นหลังของชายหนุ่มในตอนนี้ต้องบอกเลยว่านั่นคือจอมยุทธผู้กล้าอย่างแน่นอน ทางด้านหอการค้าเฟิง หลิวหลางนำพาพรรคพวกเดินเข้ามาภายในเกือบสามสิบคนได้ ท่าทางของของชายหัวล้านหน้าตาดุดันนั้นไม่ว่าใครมองก็รู้สึกไม่เป็นมิตรทั้งนั้น ลูกค้าที่กำลังจับจ่ายซื้อของอยู่เพียงเห็นก็รู้ทันทีว่าต้องมีเรื่องแน่จึงรีบเดินหนีออกจากร้านไปทันที ชายชราผู้ดูแลร้านที่อยู่หลังเคาน์เตอร์เห็นท่าไม่ดีจึงส่งสายตาบอกให้ลูกน้องไปเรียกคนมาเพิ่มทันที ส่วนตัวของเขาก็เดินออกมารับหน้าผู้มาเยือนตรงกลางห้องโถงอย่างไม่เกรงกลัว“ไม่ทราบว่าท่านมาที่นี่ต้องการซื้อสินค้าอะไร? อย่างไรก็บอกกับข้าก่อนได้” ชายชราในชุดพ่อค้าสีน้ำตาล เนื้อผ้าไหมอย่างดีทำให้เขาดูมีสง่าราศีอย่างยิ่ง แม้ว่ามือสองข้างจะประสานกันให้เกียรติลูกค้าผู้ไม่เป็นมิตร แต่แววตาก็ยังคงมั่นใจไร้ซึ่งความเกรงกลัวแม้แต่น้อย“เฟิงเช่อ ผู้ดูแลหอการค้าเฟิงสาขาเมืองหยุนไห่ เป็นครั้งแรกเลยที่ข้าได้พบหน้าเจ้า ท่าทางสง่างามองอาจอย่างที่ผู้คนล่ำลือกันจริงๆ แต่ข้าไม่แน่ใจว่าวรยุทธจะร้ายกาจดั่งเช่นเขาว่ามาหรือไม่ ข้าหลิวหลางอยากจะเห็นเสียแล้วสิ” หัวหน้ากองโจรกล่าวท้าทายฝ่ายตรงข้ามด้วยรอยยิ้มมั่นใจ“หอการค้าเฟิงไม่ใช่ที่ที่โจรกระจอกอย่างพวกเจ้าจะมาล่วงเกินได้หรอกนะ หากไม่ซื้อของก็เชิญออกไปเถอะ แต่ถ้าจะมาหาเรื่องเกรงว่าเจ้าต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่!” เฟิงเช่อยื่นคำขาดอย่างไม่เกรงกลัว“ฮ่าๆๆๆ จอมยุทธสายลมวนาเฟิงเช่อคงจะไม่เก่งแต่ปากสินะ แต่วันนี้ข้ามีธุระกับหอการค้าเฟิงจริงๆ บอกตามตรงข้าได้ยินมาว่าคุณหนูเฟิงหงเจียว ซึ่งมาช่วยกิจการของตระกูลที่เมืองหยุนไห่แห่งนี้มีรูปร่างหน้าตางดงามยิ่งนัก จึงอยากจะพานางไปเป็นฮูหยินของข้าก็แค่นั้นเอง” ยิ่งพูดรอยยิ้มของโจรร้ายก็ยิ่งดูบิดเบี้ยวหื่นกระหาย ถ้อยคำหยาบช้าของหลินหลางนั้นทำให้ฟางเส้นสุดท้ายที่ผูกมัดอารมณ์ของเฟิงเช่อต้องขาดผึง เขาไม่อาจให้คนต่ำช้ามาหยามเกียรติตระกูลเฟิง และยิ่งเป็นคุณหนูที่เขาเป็นผู้ดูแลอยู่ด้วยแล้วยิ่งไม่อาจทนได้แม้เพียงนิดเดียว ชายชราสะบัดมือขวาออกไปด้านหน้าปรากฏลมหมุนรุนแรงพุ่งออกไปโจมตีศัตรู หลินหลางที่กระเหี้ยนกระหือต้องการลงมือมานานแล้วก็เตรียมพร้อมตลอดเวลาเช่นกัน เพียงสายลมปรากฏแขนทั้งสองข้างของจอมโจรก็สะบัดออกไปด้านหน้ากางฝ่ามือทั้งสองออกพร้อมสร้างโล่ลมปราณสีม่วงเข้มขึ้นตรงหน้าอย่างพอดิบพอดี มันสามารถต้านพายุหมุนได้อย่างง่ายดาย เมื่อเห็นว่าโจรป่าตรงหน้าสามารถป้องกันพลังโจมตีถึงเจ็ดส่วนของตัวเองได้ เฟิงเช่อก็ประหลาดใจไม่น้อย แต่จิตใจของเขาก็มั่นคงไม่สั่นไหวรีบเปลี่ยนกระบวนท่าอย่างรวดเร็ว ประสานมือทั้งสองไว้ตรงกลางหน้าอกแล้วทันใดนั้นรอบตัวก็ปรากฏวงพายุขึ้นสิบสาย และพุ่งเข้าโจมตีอย่างไม่รอช้า แต่ครั้งนี้หลิงหลางป้องกันไว้ได้แค่พายุลูกเดียวนั่นก็เพราะเป้าหมายของพายุนับสิบไม่ใช่ที่เขาเพียงคนเดียวแต่เป็นเหล่าลูกสมุนที่ยืนเก๊กอวดเบ่งอยู่ด้านหลัง เมื่ออยู่ด้านหลังลูกพี่พวกมันไม่รู้สึกเกรงกลัวใครแม้แต่น้อยจึงไม่ได้เตรียมพร้อมรับการโจมตีอันเกรี้ยวกราดนี้ ทำให้ต้องบาดเจ็บไปเป็นจำนวนมาก ลูกสมุนโจรกระเด็นออกมาคลุกฝุ่นอยู่กลางถนนนับสิบๆคน ผู้คนที่มุงดูต่างก็ต้องวิ่งหลบกันอย่างวุ่นวาย ข้าวของร้านค้าริมทางกระจัดกระจายเสียหายเป็นจำนวนมาก ตอนนี้คนแถวนี้ไม่มีกะจิตกะใจขายของกันอีกแล้วต่างก็รีบเข้าไปหลบอยู่ในร้านอาหารฝั่งตรงข้ามเพื่อแอบดูเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างสนใจแทน เพียงไม่นานเหล่าจอมยุทธจากโรงเตี๊ยมเสี่ยวหู่ก็มาถึงที่เกิดเหตุ มู่อิงเป็นคนแรกที่ฝ่าวงล้มของฝูงชนเข้ามายืนที่หน้าหอการค้าเฟิง เขาพบเห็นพวกโจรนอนบาดเจ็บอยู่กับพื้นเป็นจำนวนมากก็นึกโล่งอก จากทีแรกที่นึกว่าพวกโจรจะทำร้ายคนไปมากกว่านี้เสียอีก แต่เหมือนว่าเหตุการณ์ด้านในหอการค้าเฟิงจะเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วเรื่องราวก็พลิกกลับไปอีกครั้งเมื่อผู้ดูแลชรากลับถูกโยนออกมานอนกลิ้งอยู่บนพื้นถนนต่อหน้าจอมยุทธชุดขาว ยังไม่ทันที่มู่องจะได้กล่าวอะไร หลี่ซื่อ และหม่าตงเฟิงก็พุ่งเข้ามายืนที่ด้านข้างเขาพอดี“ผู้ดูแลเฟิง! เขาเป็นจอมยุทธยอดฝีมือไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงถูกอัดยับอย่างนี้ล่ะ!” หม่าตงเฟิงผู้ตรงไปตรงมากล่าวเสียงดังอย่างสงสัย“จอมยุทธหม่านี่ไม่ใช่เวลามาถามอย่างนั้น เข้าไปดูอาการท่านเฟิงก่อนเถอะ” กล่าวจบหลี่ซื่อรีบพุ่งเข้าไปประคองร่างชายชราที่อาบไปด้วยเลือด ทำให้เขารับรู้เลยว่าลมหายใจของเฟิงเช่อโรยรินมากแล้ว ยังไม่ทันที่ทุกคนจะหายตกใจ หลินหลางจอมโจรหัวล้านค่อยๆก้าวเดินออกมาจากประตูหอการค้าอย่างหนักแน่น ตั้งแต่หัวจรดเท้าของเขาถูกปกคลุมด้วยคลื่นพลังสีดำน่าขนลุก ดวงตาของเขากลายเป็นสีดำทั้งหมดรอยยิ้มชั่วร้ายเยาะเย้ยจอมยุทธชราอย่างเห็นได้ชัด เหล่าผู้ชุมนุมในที่นั้นต่างก็อ้าปากค้าง พวกเขาทั้งหมดไม่มีใครเคยเห็นพลังออร่าที่น่ากลัวเช่นนี้มาก่อน แม้แต่ในหมู่ของจอมยุทธผู้ฝึกพลังวัตรก็ไม่อาจหักห้ามความแปลกใจนี้ได้ จะมีก็เพียงแต่ชายหนุ่มภายใต้หมวกฟางที่ยืนอยู่บนหลังคาไกลออกไปเท่านั้นที่พอจะรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“หึ! ลมปราณมาร ไม่นึกเลยว่าจะเจอเร็วขนาดนี้” จางซานกล่าวกับตัวเอง