One Step Closer
- ผ่านไปอีกสองสัปดาห์ -
[Jecelyn's Part]
“ปืน ไม่ได้ซื้อมันฝรั่งมาเหรอ?” ผมเอ่ยถามเ้าของห้องในขณะที่ตัวเองกำลังเตรียมจะทำอกไก่ผัดมันฝรั่งแต่หามันฝรั่งไม่เจอ
อาทิตย์ที่แล้วปืนเป็คนเอ่ยปากบอกผมให้มาทำกับข้าวที่ห้องเขาก็ได้ จะได้ไม่ต้องยกไปยกมา ว่าซั่น
งู้ย เริ่มมีใจแหละดูออก กรู้กก (ᵔ.ᵔ)
นั่นทำให้หลังจากนั้นผมได้มาห้องปืนทุกวัน ย้ำว่าทุกวัน! เพราะ่นี้เ้าตัวงานไม่ค่อยยุ่ง
งู้ย มันเป็เขินๆ นะ
อ่า พอพูดถึงเื่งานของปืนก็ให้ผมถอนหายใจหน่อยเถอะ ก็รู้อะนะว่าการเป็สายสืบเนี่ยมันต้องพรางตัวปลอมตัวไปสืบหาข้อมูลไรงี้ใช่ป้ะ แต่ก็ไม่คิดว่าจะเจอกับตา บางครั้งผมเห็นปืนรับบทวินมอ’ ไซค์ บางครั้งเป็คนขับแท็กซี่ บางทีก็เป็พ่อค้า อ่ย นี่รึเปล่าอายุน้อยร้อยอาชีพ!
แต่ที่หนักสุดสำหรับผมก็คือ มีอยู่วันหนึ่งผมไปเที่ยวคลับกับยูเพื่อนหญิงเพียงคนเดียวของผม ดันเจอคนที่เต้นเซ็กซี่อยู่บนเวทีหน้าตาคุ้นๆ พอเห็นเต็มตาว่าคนนั้นคือคนรัก (ในอนาคตอันใกล้นี้) ของตัวเองผมก็แทบช็อก
คราแรกด้านดาร์กในหัวผมก็ร้องแฮปปี้ดีใจเย้วๆ กระชุ่มกระชวยกับความเซ็กซี่ของปืนอยู่หรอก แต่พอได้สติเห็นว่ามีสายตาสาวน้อยสาวใหญ่รวมถึงหนุ่มน้อยใหญ่ที่มองไปยังเ้าตัวแล้ว ผมก็แทบจะกระโจนขึ้นเวทีไปลากปืนลงมา แต่โดนยูจิกหัวไว้ก่อน
ฟ้ายังเมตตาที่ปืนไปแง้วๆ อยู่บนเวทีแค่คืนเดียว ไม่งั้นใจเจษลินทร์คนนี้คงต้องขาดรอนๆ ที่ทำอะไรไม่ได้เพราะนั่นมันงานของเขา แถมตอนนี้ผมมันก็แค่คนที่ตามจีบเขาเท่านั้น มันเป็เศร้า ใจก็จะปวดๆ หน่อย
“ลืมสนิทเลยแฮะ” เสียงทุ้มของอีกฝ่ายทำให้ผมตื่นจากภวังค์
“งั้นปืนไปเอาที่ห้องเราหน่อยได้มั้ย น่าจะมีในตะกร้าผลไม้ที่เคาน์เตอร์ครัวน่ะ”
เ้าของห้องพยักหน้าหงึกหงักแล้วเดินออกจากห้องไป ผมให้รหัสห้องตัวเองกับปืนไปแล้วล่ะ
แต่เดี๋ยวก่อน! อย่าเพิ่งมองว่าผมเป็คนใจง่ายนะ ที่ผมทำล้วนมีเหตุผลทั้งนั้น จริ๊ง
ก็เพราะเมื่อหลายวันก่อนผมบอกปืนว่าจะเอาขนมไปให้เ้าตัว แต่ผมเกิดอุบัติเหตุลื่นล้มก้นจ้ำเบ้าในห้องน้ำ ปืนคงเห็นผมหายไปนานเลยมาเคาะประตูเรียก ทว่าผมก็ยังลุกไม่ได้ไง โทรศัพท์ผมก็ดันวางไว้บนโต๊ะอีก รู้ตัวอีกทีก็เห็นปืนหน้าตื่นเข้าห้องมาพร้อมกับพี่เคาน์เตอร์ของคอนโด
ดูสิ เขามีความเป็ห่วงเป็ใย
มีใจแน่ๆ
หลังเหตุการณ์นั้นผมเลยบอกรหัสประตูห้องตัวเองกับปืนไปเสีย
แต่ถามว่าเขาเคยใช้มันไหม? ก็ไม่!
นี่แหละเป็ครั้งแรกที่เขาจะได้ใช้รหัสนั้นสักที ผมก็จะนับว่านี่คือโมเมนต์ล่ะนะ
***
“เสาร์นี้ไปไหนหรือเปล่า” ปัณณวิชญ์เอ่ยถามหลังจากล้างจานของมื้อเย็นเสร็จ
“ทำไมเหรอ?”
“หนังที่อยากดูเข้าพอดี ว่าจะชวนไปด้วย”
“นี่ ปืนชวนเราไปดูหนังเหรอ?” เจษลินทร์ทำตาโตไม่อยากจะเชื่อ
ถึงความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะดีขึ้นมาก แต่ก็ยังไม่เคยได้ไปไหนด้วยกันเลย แค่เจอกันตอนมื้อเช้าและมื้อเย็นซะเป็ส่วนใหญ่
“ต้องยิ้มขนาดนั้นเลย?”
“ก็ปืนชวนทั้งที ไม่ยิ้มได้ไง ถ้าะโและะโได้คงทำไปแล้ว”
ปัณณวิชญ์ส่ายหัวให้กับคนที่ยิ้มจนตาหยีตรงหน้า คนเรามันต้องดีใจขนาดนี้เลยนะ?
“สรุปจะไปไม่ไป จะได้จองตั๋ว”
“งื้อ ไปอยู่แล้วสิ” เจษลินทร์ตอบ
แล้วก็เกียมปั่นขี้หูรอคุณเจนจิราคนสวยบ่นหูชาไว้เลย ที่อาทิตย์นี้เขาไม่ได้กลับบ้าน
เจษขอโทษครับคุณเจน~
***
-หนึ่งสัปดาห์ให้หลัง-
“ปืน พรุ่งนี้มีงานป่าว” ผมถามคนตรงหน้า ระหว่างที่ทานมื้อค่ำด้วยกัน แอบคาดหวังว่าวันหยุดนี้เราอาจจะได้ไปเที่ยวด้วยกันเหมือนอาทิตย์ที่แล้วที่ปืนชวนผมไปดูหนัง หลังจากนั้นเรายังไปเดินเล่นด้วยกันอีกนะ เง้ย ไม่อยากจะอวด
“อ่า ไม่มีงาน แต่มีนัดน่ะ” คำตอบของเขาทำผมใจเหี่ยวเล็กน้อย
“หือ นัดกับหาญเหรอ”
เขาส่ายหัว
“นัดกับคุณหมออี้?” ผมถามอีกครั้ง
ตอนนี้ผมกับปืนสนิทกันมากขึ้นอีกแล้วจ้า เ้าตัวเริ่มเล่าเื่นั่นนี่ให้ผมฟังบ้างแล้ว เลยได้รู้จักเพื่อนสนิทของเ้าตัวคือ หาญและอี้ (ซึ่งในอนาคตผมก็เคยได้ยินชื่อของสองคนนี้มาบ้างแล้วล่ะนะ”)
ปืนยังคงส่ายหัวปฏิเสธกับคำถามของผม
คราแรกผมกะว่าจะถามต่อแต่ก็ชะงักไว้ เพราะนั่นจะดูซักไซ้ปืนมากเกินความจำเป็ เดี๋ยวเขาจะอึดอัดเอาได้
ถึงเราจะสนิทกันมากขึ้นและรับรู้ได้ว่าปืนเริ่มเปิดใจให้ผมบ้างแล้ว เพราะผมเริ่มได้รับสายตาและความเป็ห่วงเป็ใยจากเ้าตัวแล้ว! นี่ไม่ได้ขิงอะไรเลย แค่เล่าให้ฟังเฉยๆ
แต่กระนั้นก็ยังรู้สึกเหมือนว่าปืนยังมีกำแพงกับผมอยู่ ทำไมนะ? หรือว่าผมไม่ชัดเจนพอ ทำให้ปืนไม่มั่นใจ?
“ปืน”
“อือฮึ”
“ปืนรู้ใช่มั้ยว่าเราชอบปืน” ผมเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง
อีกฝ่ายชะงักไปเล็กน้อย
“ทำไมอยู่ๆ ก็พูดขึ้นมาล่ะ” เขาถาม
“เราไม่ได้เร่งเร้าอะไรปืนนะ แค่บอกให้รู้ไว้เฉยๆ เรากลัวว่าปืนจะไม่มั่นใจ เราจริงจังนะ”
นี่เป็ครั้งแรกที่ผมอ่านสายตาและท่าทีของปืนไม่ออก เขาเหมือนจะดีใจแต่สุดท้ายก็นิ่งไป ซึ่งผมไม่เข้าใจเลย
เ้าตัวแค่พยักหน้าและยิ้มน้อยๆ ไม่ได้เอ่ยอะไร ผมเองก็ไม่อยากเซ้าซี้มากนัก จึงเอ่ยเปลี่ยนเื่
“งั้นพรุ่งนี้เช้าเรากลับบ้านนะ”
“อื้อ เดี๋ยวไปส่ง”
แน่ะ เมื่อกี้ทำให้ผมรู้สึกหงอย ตอนนี้มาทำให้ผมรู้สึกดีเฉย
“เฮ้ยไม่เป็ไร ปืนมีนัดไม่ใช่อ๋อ”
“ไปส่งได้ เดี๋ยวไปรับด้วย”
ผมได้แต่อมยิ้ม หัวใจมันก็จะพองหน่อยๆ
“ฮื้อ! ปืนทำไมชอบบีบจมูก!” ผมโวยวายออกไป เพราะมือหอมๆ ของปืนยื่นมาบีบตะหมูกผม หลังๆ มานี้ปืนชอบแกล้งผมนัก เดี๋ยวบีบจมูก เดี๋ยวยีหัว คือผมโตกว่านะเฮ้ย
“มันเขี้ยวไง” อีกฝ่ายว่าพร้อมยกยิ้มมุมปากข้างหนึ่ง
ผมนี่ตาพร่าเลยครับ! คนอะไรแค่ยกยิ้มก็ดีขนาดนี้ อ่ย ใจพ้ม
“คืนนี้ไปดูหนังที่ห้องเรามั้ย?” ผมถามออกไป ไหนๆ สุดสัปดาห์นี้ก็จะไม่ได้เจอกันตั้งเป็วันๆ งั้นขอตักตวงหน่อยแล้วกัน
“ที่นี่ก็มีทีวีนะ เผื่อลืม” น่ะดูคำตอบของคูลกายสิ ถ้าเป็ในอนาคตเ้าตัวคงหูตั้งหางกระดิกวิ่งเข้าห้องผมเลยไม่ใช่รึไงเล่า
“ก็ทีวีห้องปืนมันเล็กกว่าที่ห้องเราอ่า”
สุดท้ายปืนก็พยักหน้ารับอย่างจำยอม ส่วนผมก็ยิ้มกรุ้มกริ่มไปเลยฮะ
***
[Pannawit’ s Part]
เอ้าไหนชวนมาดูหนังที่ห้อง? แล้วหลับั้แ่ยี่สิบนาทีแรกนี่คืออะไรเอ่ย? ผมส่ายหัวให้กับคนข้างๆ ที่ตอนนี้เข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้ว
เอื้อมมือไปจับหัวทุยๆ ของเ้าตัวที่เอนไปอีกทางให้มาพิงไหล่ผม
คงจะเหนื่อยล่ะสิ เลิกงานมาก็ต้องมาทำกับข้าวให้ผมทุกวัน จริงๆ บางครั้งผมก็รู้สึกผิด ไม่รู้ว่าผมเอาเปรียบเขาอยู่รึเปล่า
แต่ครั้นจะบอกให้เขาเลิกทำ ผมก็ทำไม่ได้อีก ต้องยอมรับว่าผมรู้สึกดีมากๆ ที่เขามาคอยวอแวไม่ห่าง จากตอนแรกที่รู้สึกออกรำคาญ เพราะเจษลินทร์ดูเยอะไปมาก ดูล้นๆ ยังไงก็ไม่รู้ แต่พอนานเข้าก็พบว่าเขาจริงใจจริงๆ
ผมพรูลมหายใจออกยาวๆ ก่อนจะอุ้มคนข้างๆ เข้าไปที่ห้องนอนของเ้าตัว จัดแจงห่มผ้าแล้วเปิดไฟหัวเตียงให้เสร็จสรรพ
อย่าเข้าใจผิดล่ะ ผมไม่เคยนอนกับเขาหรอก ที่รู้เนี่ยเพราะเ้าตัวเล่าให้ฟังล้วนๆ คนคนนี้อะนะ มีอะไรก็เล่าให้ผมฟังทุกเื่แหละ ั้แ่เื่เล็กไปจนเื่ใหญ่ แถมเล่าไม่เบื่อด้วยนะ แต่ที่แปลกก็คือผมดันชอบฟังที่เขาเล่าเฉย ไม่ว่าจะเป็เื่ไร้สาระอะไรผมก็อยากฟัง อยากเห็นสีหน้าเดี๋ยวดีใจ เดี๋ยวโกรธ เดี๋ยวโมโห เดี๋ยวทำตาแป๋วหลุกหลิกไปมา ซึ่งมันดูน่ารักแฮะ
ไม่รู้ว่าตัวเองมัวคิดเพลินเกินไปหรือยังไง รู้ตัวอีกทีมือเ้ากรรมของผมก็กำลังเกลี่ยแก้มคนนอนหลับอยู่เฉยเลย
ผมรีบชักมือกลับ พร้อมลุกขึ้นหมายจะเดินกลับห้องไป แต่ก็ต้องหยุดขาไว้เพราะรู้สึกได้ถึงััอุ่นที่นิ้วมือ
“ผมทำคุณตื่นเหรอ” ผมเอ่ยถามคนที่เพิ่งตื่นขึ้นมา
อีกฝ่ายส่ายหัวเป็คำตอบ
“ปืน นอนกับเราได้มั้ย? เราหมายถึงแค่นอนเฉยๆ อะ ได้ไหมครับ อย่าเ็ากับเรานักเลยนะ”
คำว่าใจเหลวเป็ยังไง ผมเพิ่งเข้าใจเมื่อเห็นสายตาออดอ้อนของเจษลินทร์
แต่จะนอนได้ยังไงล่ะ มันจะดูไม่ดีและให้ความหวั-
“อืม”
ฮะ? เสียงใคร? ใครมันพูดว่าอืมเมื่อกี้?
ดูจากท่าทางดีใจของคนตัวบางแล้ว คงเป็เสียงของกายหยาบผมสินะ
บ้าไปแล้ว! สมองผมะโบอกให้เดินกลับห้องตัวเองไปเสีย แต่รู้อะไรไหม? ตอนนี้ผมนอนอยู่ข้างเจษลินทร์แล้วเรียบร้อย แถมยื่นแขนออกไปเป็การเชื้อเชิญให้เขามาหนุนด้วยนะ (· _ ·)
ปัณณวิชญ์แกมันคนใจง่าย!
ในระหว่างที่ผมตบตีกับตัวเองอยู่นั้น อีกฝ่ายก็พาร่างกายหอมๆ มาซุกอกผม มือขาวเรียวของเ้าตัวก็พาดผ่านตัวผมไป สุดท้ายมือนั้นมาหยุดอยู่ที่ลูบหลังผมเบาๆ คล้ายจะกล่อมนอน
“คิดถึงมากเลย ฝันดีนะครับปืน”
ว่าเสร็จเขาก็หอมอกผมหนึ่งที แล้วผมก็ไม่รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของเ้าตัวอีกเลย อย่าบอกนะว่าเมื่อกี้คือละเมอ? การนอนกับคนอื่นเขาจะหลับง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ?
ถ้าให้ผมเดาคือเ้าตัวคงเหนื่อยมาก แต่ก็ไม่น่าได้ปะ นอนกับคนอื่นครั้งแรกนี่มันต้องแบบมีเงอะงะกันหน่อยไหม? ปกติถ้านอนแนบชิดกันขนาดนี้ ถ้าจังหวะหายใจไม่ตรงกันก็นอนไม่ได้แล้วเถอะ แต่นี่คือสมูทมาก ประดุจคนเคยร่วมเรียงเคียงหมอนมาเป็แรมปี
อะไรหว่า?
หรือเขาไว้ใจผมมากจนสามารถหลับไปโดยไม่ต้องกังวลอะไรเลย ไม่กลัวแม้แต่ผมอาจจะทำอะไรเขาก็ได้งั้นเหรอ?
ผมถอนหายใจอีกครั้ง คนในอ้อมอกนี่จะว่าเดาง่ายก็ง่าย เพราะสายตาและใบหน้าของเขาแสดงออกชัดเจนทุกอย่างว่ากำลังคิดอะไรอยู่ แต่พอคิดจะเดาเื่ในหัวของอีกฝ่ายก็กลับไม่ง่ายเลย
อย่างที่ผมไม่เข้าใจเลยคือ่ที่ผมเจอเขาแรกๆ เ้าตัวก็ดูไม่ค่อยชอบขี้หน้าผมเท่าไหร่นัก (ซึ่งผมเองก็เหมือนกัน) ในคืนที่เจษลินทร์โดนซีฮันวางยายังแสดงอาการไม่พอใจใส่ผมอยู่เลย แต่พอตื่นมาเท่านั้นแหละ ดูรักใคร่ผมขึ้นมาทันที! คือผมไม่ได้ประชดนะ เขาดูรักผมจริงๆ แถมยังบอกเลิกซีเปียนเพื่อมาจีบผมอีก เนี่ย คนปกติที่ไหนเขาทำกัน? ถึงเจษลินทร์จะดูไม่ค่อยเหมือนคนปกติก็เถอะ
ต่อมาก็คอยเป็ห่วงเป็ใย อยู่ข้างๆ คอยถามไถ่รับฟัง แชร์เื่ราวของตัวเองให้ผมฟังแทบทุกอย่าง พูดคุยและมีท่าทางเหมือนสนิทกันมาแต่ชาติปางไหน แต่กระนั้นการกระทำของเขาไม่เคยทำให้ผมอึดอัดเลยเว้ย กลับกันมันกลับทำให้ผมรู้สึกอบอุ่น รู้สึกเหมือนว่าผมมีคนที่คอยผมกลับบ้านอะ และเจษลินทร์ก็เป็แบบนั้นจริงๆ ไม่ว่าผมจะกลับดึกแค่ไหนเขาก็รอผม ผมรู้สึกได้ถึงความรักของเขา มันมากจนบางทีผมก็อยากจะถามเขาว่าทำไมอยู่ๆ ถึงมารักชอบผม แต่ก็รู้แหละว่าเ้าตัวคงไม่บอกหรอก
เอ้อ! จะว่าไปมันก็มีเื่แปลกประหลาดอยู่อย่างหนึ่ง คือั้แ่ที่เจษลินทร์เข้ามาวนเวียนรอบตัวผม ผมฝันเห็นเขาบ่อยมาก แทบจะทุกวันเลยก็ว่าได้ แต่ในฝันนั้นเป็ผมที่ไปคอยวอแวตามติดเขาต้อยๆ ประหนึ่งรักเขานักหนา ซึ่งบางทีในฝันมันรู้สึกเรียลมากๆ มากจนบางทีผมเองก็แยกไม่ออกว่าความรู้สึกและเื่ราวเ่าั้คือความฝันหรือเื่จริงกันแน่
ผมเองก็แปลกใจตัวเองเหมือนกัน จากตอนแรกที่ไม่ชอบเขาเอาเสียเลย แต่ตอนนี้ผมกลับอยากจะตอบรับความรู้สึกของคนในอ้อมกอดจะแย่ แต่ติดที่มันทำไม่ได้เนี่ยสิ...
***
หัวใจผมกระตุกในตอนเช้าตรู่ เพราะพอตื่นขึ้นมาก็มีดวงตาแป๋วๆ จ้องผมอยู่ก่อนแล้ว แถมมือของเ้าตัวก็ยังหยุมแก้มผมอยู่อีกด้วย
“มอร์นิ่งนะปืน” เขาเอ่ยพร้อมแจกยิ้มสดใส เอ่อ พระอาทิตย์นี่ยังจำเป็อยู่ไหมฮะ?
“จ้องขนาดนี้ไม่ใช่ลักหลับผมไปแล้วรึ” ผมถาม
“มันเป็ทะลึ่งนักนะคนนี้” เขาเอ่ยพร้อมทำท่าย่นจมูกเหมือนลูกแมวเลย
“หึ ผมนี่นะคนทะลึ่ง? ั้แ่เรารู้จักกันจนถึงตอนนี้มีแต่คุณรึเปล่าที่ลวนลามผมไม่หยุด” ผมว่าไปตามความจริง
นั่นทำให้อีกฝ่ายลุกลี้ลุกลน ปากก็คล้ายจะโวยวายอะไรสักอย่าง แต่สุดท้ายก็ะโลงเตียงวิ่งดุ๊กๆ ออกจากห้องไป
คนอะไร น่ามันเขี้ยวชะมัด
วันนี้กิจวัตรของพวกเราก็ดำเนินตามปกติ เขาเป็คนทำอาหาร ผมจัดจานรอ เรานั่งกินข้าวด้วยกันทุกวัน ไม่รู้มันเรียกว่าความเคยชินได้รึเปล่า แต่รู้ตัวอีกทีตัวผมเองก็มักจะมานั่งรอที่โต๊ะอาหารแล้ว
***
ปัณณวิชญ์มาส่งคนห้องตรงข้ามที่บ้านใน่สายๆ
เจษลินทร์มองหน้าเขาแล้วยื่นมือไปจัดผมที่มันตกมาปรกหน้าให้เขาอย่างเป็ธรรมชาติราวกับคุ้นเคยกับร่างกายนี้นักหนา สำหรับเจษลินทร์มันอาจจะชินแหละ แต่กับปัณณวิชญ์มันทำให้เขารู้สึกยุบยับในอกแปลกๆ คนตรงหน้ามักจะเอาใจใส่เขาอย่างดีเสมอเลย
"ง่ะ จะไม่เจอกันอีกตั้งหลายชั่วโมง กอดหน่อยได้เป่า" คนโตกว่าเอ่ยพร้อมใบหูขึ้นสี
"คุกคาม" ปัณณวิชญ์ตอบขำๆ
'ชิ มันเป็เ็าเป็เล่นตัวนักนะ! ทั้งๆ ที่ปกติตัวเองจะเป็ฝ่ายมากอดหอมคลอเคลียโดยอ้างว่าติดสกินชิพไม่ใช่หรือไง' คิดแล้วเจษลินทร์รู้สึกปวดใจยิ่งนัก
แต่กระนั้นก่อนจะลงจากรถ เขาก็พุ่งไปจุ๊บแก้มปัณณวิชญ์ แล้วหน้าแดงวิ่งหนีลงรถไปเลย
'รุกเองเขินเองทุกทีสิหน่า' ปัณณวิชญ์โคลงศีรษะเอ็นดูอีกฝ่าย
บางทีเขาก็สงสัยว่าตัวเองทนดาเมจแบบนี้ไหวได้ยังไง
บ้าสิ ทนไหวอะไรกันเล่า! ลองคิดดูนะ มีคนอย่างเจษลินทร์ ผู้ชายที่หน้าหวานๆ ม้อบแม้บน่ารักๆ อะ คือเขาก็ไม่ได้ตัวเล็กนะ ส่วนสูงก็เท่าๆ กันนี่แหละแต่แค่เขาตัวผอมกว่า กอปรกับอากัปกิริยานิ่มๆ ของเ้าตัวมันเลยดูม้อบแม้บไปโดยปริยาย เนี่ย มีคนแบบนี้มาคอยดูแลเอาใจใส่และวนเวียนอยู่ใกล้ๆ ใครมันจะไปทนไหว? ทุกวันนี้เขาคอยหักห้ามใจตัวเองอยู่ต่างหากเล่า!!!
ปัณณวิชญ์ทอดถอนหายใจก่อนจะขับรถออกไปทำธุระต่อ
***
“เมนูใหม่เหรอครับคนสวย”
“เอ้า เจษมาพอดีเลย ใช่จ้ะ แม่ลองทำแบบหวานน้อยดู มาชิมให้แม่หน่อยสิ”
เจษลินทร์อ้าปากรับขนมที่มารดายื่นมาป้อน
“ฮื้อ อร่อยครับ ไม่หวานมากแถมหอมเนยด้วย”
พอได้รับคำชมคนเป็แม่ก็ยิ้มกว้าง
“มาแล้วเหรอเจษ” จิรากรเอ่ยพร้อมวางถาดขนมในมือลงข้างๆ
แต่ยังไม่ทันที่เจษลินทร์จะได้ตอบอะไร เสียงโทรศัพท์ของเ้าตัวก็ดังขึ้น เขาทำมือบอกแฝดน้องว่าขอตัวรับโทรศัพท์ก่อน จิรากรจึงพยักหน้าให้
“ว่าไง โทรมาได้แล้วเหรอ” เจษลินทร์เอ่ยทักทายคนปลายสาย ที่ไม่คิดว่าจะโทรมา
[คุณรู้ได้ยังไง]
“ยังไงนะ?”
[คุณรู้ได้ยังไงว่านายน้อยซีฮันจะทำร้ายนายใหญ่?]
“หา? นี่เขาลงมือแล้วเหรอ?”
[ใช่ เมื่อวานนายน้อยส่งคนไปทำร้ายนายใหญ่ ดีที่ฝั่งนั้นไหวตัวทัน เลยเจ็บตัวแค่นิดหน่อย]
“นิดหน่อยแค่ไหน?” เจษลินทร์ขมวดคิ้วถาม
[รถลงไหล่ทาง นายใหญ่หัวแตกแล้วก็เจ็บตามตัวนิดหน่อย]
เจษลินทร์ถอนหายใจ อย่างน้อยซีเปียนก็เจ็บน้อยกว่าในอนาคตล่ะนะ
[มาเจอกันหน่อยสิ] ปลายสายบอก
เจษลินทร์จึงนัดเจอธนัทใน่บ่ายวันนั้น
“คุณรู้เื่พวกนี้ได้ยังไง?” ธนัทเอ่ยถามทันทีที่ทักทายกันเสร็จ
“อ่า มันพูดยากน่ะคุณ เอาเป็ว่าผมรู้ก็พอแล้ว” เจษลินทร์ตอบเนือยๆ
“เรามาเข้าเื่กันเลยดีกว่า เื่ที่ผมบอกคราวที่แล้ว คุณว่าไง?” ร่างบางถาม
“คุณพูดจริงหรือเปล่าที่ว่าน้องผมจะ เอ่อ จะตาย เพราะผม” ธนัทถามเสียงแ่ลง
“เท่าที่ผมรู้มาในอนาคตก็ตามนั้น เหมือนที่ผมเคยบอกเื่น้องสาวคุณ ตอนนี้เธอยังอยู่ดีใช่มั้ยล่ะ”
ธนัทพยักหน้า ถึงมันจะไม่น่าเชื่อ แต่ที่ผ่านมามันก็พิสูจน์ได้ว่าที่เจษลินทร์พูดนั้นเป็เื่จริง
“ผมรู้ว่ามันอาจจะยากสำหรับคุณ แต่คุณรู้ใช่มั้ยว่านี่คือราคาที่คุณต้องจ่าย เพราะคุณเลือกทางเดินผิดมาแต่แรก”
ธนัทพยักหน้าอีกครั้ง
“แต่คุณไม่ต้องห่วงหรอกนะ คนที่จะจ่ายน่ะ ไม่ได้มีแค่คุณหรอก ผมลากไอ้ตัวการเข้าตารางแน่!” เจษลินทร์ว่าด้วยสีหน้าจริงจัง
ท้ายที่สุดธนัทก็ยอมร่วมมือกับเจษลินทร์ เขาบอกว่าจะเป็คนหาทางเอาวิดีโอคดีนางสาวเจมาเอง ส่วนเจษลินทร์มีหน้าที่ประสานงานกับทางตำรวจและอัยการ ตกลงกันว่าต่อจากนี้ทั้งสองจะติดต่อกันผ่านทางธิติเท่านั้นเพื่อไม่ให้เป็ที่ผิดสังเกต
T B C
ติชมกันเข้ามาได้นะคะ
Have a Nice Day!
โดยในเว็บนั้นๆจะใช้ชื่อเื่ว่า เจษลินทร์ (YOU) ค่ะ
วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2565
จะจัดโปรวันเกิดท่านแม่ของบิวเอง E-Book จะลดราคาเหลือ199 บาทค่ะ (จากราคา 359 บาท) ที่ Meb Market
ไปตำ / สนับสนุนนักเขียนตัวเล็กตัวน้อยคนนี้ได้นะคะ //ประนมมือกราบอย่างนอบน้อมพร้อมบีบนวดให้นะเ้าคะ
LOVE