ชิงเสวี่ยช่วยจัดการแบ่งประเภทของสมบัติให้สมบัติเซียนสองชิ้นนางให้เมิ่งเจี้ยนเฉินนำกลับไปทีู่เาเซียนตูเพื่อเก็บไว้เป็รากฐานของูเาเซียนตูในอนาคตส่วนสมบัติอาคมที่ไม่ถึงขั้นเซียนนางย่อมไม่สนใจเมิ่งเจี้ยนเฉินจึงนำไปแจกให้พวกผู้าุโที่สนิทและบิดามารดา
“ศิษย์น้องเ้าพาเด็กทั้งสองคนนั้นมางั้นเหรอ”ชิงเสวี่ยกล่าว
“ศิษย์พี่น่าจะรู้อยู่แล้วใช่หรือไม่”เมิ่งเจี้ยนเฉินหยั่งเชิง
“ฮิฮิ คนฉลาดแบบเ้านี่เล่นด้วยไม่สนุกเลยนะ” ชิงเสวี่ยหัวเราะชอบใจเพราะนางจับตาดูเมิ่งเจี้ยนเฉินั้แ่ออกจากูเาเซียนตูแล้วนางได้เห็นทุกอย่างทุกการตัดสินใจของเมิ่งเจี้ยนเฉิน
“ศิษย์พี่มีคำชี้แนะอะไรหรือไม่”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“ตอนนีู้เาเซียนตูกับตระกูลเมิ่งแม้จะเหมือนเป็กองกำลังเดียวกันแต่จริงๆคือคนละส่วนูเาเซียนตูคือขุมอำนาจหลักที่แท้จริงมีอำนาจปกครองูเาทั้งสี่ลูกมีอำนาจสั่งการทุกคนในอาณาเขตแต่ตระกูลเมิ่งที่อยู่ในูเาลูกทั้งสี่กลับไม่มีอำนาจในการสั่งการคนของูเาเซียนตูเื่นี้เ้าต้องทำความเข้าใจให้ดีในอนาคตเมื่อเ้ารับคนเข้ามาในูเาเซียนตูจะได้ไม่เสียใจภายหลัง”ชิงเสวี่ยกล่าว
“ข้าเข้าใจแล้ว”เมิ่งเจี้ยนเฉินพยักหน้าจริงจัง
“ดีส่วนเด็กสองคนนั้นพอจะมีพร์อยู่บ้างเ้าสามารถให้พวกเขาเริ่มวางรากฐานก่อนได้แล้วค่อยรับเข้าไปในูเาเซียนตูในอนาคต”ชิงเสวี่ยกล่าว
“ข้าเองก็คิดเช่นนั้นข้าเลยคิดว่าจะให้จ้าวหยาเริ่มฝึกฝนวรยุทธกับพวกคนของตระกูลเมิ่งก่อนส่วนจ้าวหยูนางยังเด็กเกินไปข้าจะให้นางเรียนรู้การเขียนอ่านอักสักสองสามปีให้นางมีความรู้สักหน่อยเมื่อเริ่มบ่มเพราะลมปราณเวลาทำความเข้าใจในวิชาต่างๆจะได้ง่ายขึ้น”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“แบบนี้แหละดีแล้ว”ชิงเสวี่ยพยักหน้า
เวลาที่นางจะอยู่สอนเมิ่งเจี้ยนเฉินเหลืออีกแค่2 ปีแล้วนางจำเป็ต้องใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุดเพื่อในอนาคตเมิ่งเจี้ยนเฉินจะได้มีความสามารถในการปกป้องตัวเองได้หลังจากที่จัดการที่อยู่ให้กับจ้าวหยาและจ้าวหยูรวมถึงสั่งการกับสาวใช้ให้ดูแลจ้าวหยูแล้วเมิ่งเจี้ยนเฉินก็กลับขึ้นเขาเซียนตูด้านล่างูเาประตูทางเข้าตอนนี้มีนักโทษที่ถูกชิงเสวี่ยจับตัวไว้กำลังทำงานอย่างหนักแม้พวกเขาจะเศร้าใจที่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้แต่ก็ยังดีกว่าตาย
เมิ่งเจี้ยนเฉินที่เริ่มปิดด่านฝึกตนอีกครั้งก็ฝึกฝนการหลอมกระบี่และวาดยันต์เป็หลักชิงเสวี่ยนำสมบัติของเมิ่งเจี้ยนเฉินมาสร้างเป็ค่ายกลที่แข็งแกร่งออกมาปกคลุมทั่วูเาเซียนตูหลายชั้นและมีค่ายกลหลากหลายหน้าที่ทั้งค่ายกลสำหรับเอาไว้รวบรวมพลังฟ้าดินสำหรับบ่มเพาะค่ายกลที่ใช้ในการปลูกสมุนไพร แม้แต่ค่ายกลที่สามารถนำไปใช้ในการฝึกร่างกายนางก็เตรียมเอาไว้ให้ศิษย์น้องเล็กของนาง
อย่างช้าๆเวลาสองปีค่อยๆผ่านไปเมิ่งเจี้ยนเฉินอายุได้15ปีถือว่าเป็หนุ่มน้อยคนหนึ่งใบหน้าหล่อเหลาและดูอ่อนหวานในเวลาเดียวกันทำให้หญิงสาวที่เห็นต้องใจสั่นอย่างไม่ต้องสงสัย
“เวลาสองปีผ่านไปเร็วจริงๆทำเอาศิษย์พี่ไม่อยากกลับไปเลย”ชิงเสวี่ยยิ้มอย่างอ่อนโยน
“หากไม่อยากกลับศิษย์พี่ก็ไปท่องยุทธภพกับข้าสิ”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“ศิษย์พี่เองก็อยากจะทำแบบนั้นจะได้ช่วยกันพวกนางจิ้งจอกที่คิดร้ายกับเ้าด้วยแต่ท่านอาจารย์ไม่ยินยอมหนะสิหากข้าไม่กลับไปก็ถูกท่านอาจารย์กระชากตัวกลับไปอยู่ดี”ชิงเสวี่ยกล่าวด้วยสีหน้าจนใจ
“ศิษย์พี่ไม่ต้องกังวลข้าจะระวังตัว”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“ก่อนที่ข้าจะกลับไปข้าจะบอกเ้าหนึ่งเื่เกี่ยวกับูเาเซียนตูในตอนนี้ยังไม่ถือว่าเป็สำนักเซียนอย่างเป็ทางการเพราะตัวเ้าที่เป็เ้าขุนเขาของูเาเซียนตูจะต้องมีขอบเขตอย่างน้อยต้องขอบเขตถ้ำ์ดังนั้นเมื่อเ้าถึงขอบเขตถ้ำ์ข้าจะช่วยส่งเื่นี้ให้กับทางลัทธิเต๋าเพื่อจดบันทึกใหู้เาเซียนตูกลายเป็สำนักอย่างเป็ทางการส่วนเื่พิธีเปิดเอาไว้หลังจากที่ทางลัทธิเต๋ายืนยันการเปิดสำนักแล้วค่อยจัด”ชิงเสวี่ยกล่าว
“ข้าไม่รีบร้อนถึงอย่างไรคนก็ยังมีไม่มาก”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“ดีแล้วเ้าอายุยังน้อยไปเปิดหูเปิดตาให้มากก่อนถึงจะดี” ชิงเสวี่ยยิ้ม
“ศิษย์พี่จะไปแล้วงั้นเหรอ”
“อืมข้าเองก็มียอดเขาเป็ของตัวเองจากมากหลายปีคงต้องกลับไปดูสักครั้ง” ชิงเสวี่ยกล่าว
“เช่นนั้นของให้ศิษย์พี่เดินทางปลอดภัย”เมิ่งเจี้ยนเฉินโค้งตัวคารวะ
“คำพูดนี้ข้าควรจะเป็คนพูดมากกว่าตอนนี้เ้าได้มาถึงของเขตปราณแท้จริงขั้นสูงแล้วกระบี่แห่งชีวิตของเ้าเองก็พัฒนาขึ้นเล็กน้อยด้วยความสามารถของเ้าในตอนนี้การต่อสู้กับขอบเขตหลอมรวมขั้นต้นไม่น่าจะยากเกินไป”ชิงเสวี่ยกล่าว
“เพราะศิษย์พี่สอนมาดี”เมิ่งเจี้ยนเฉินยิ้ม
“ปากหวานจริงๆนะเราระวังจะถูกพวกจิ้งจอกสาวลักพาตัวไปละ”ชิงเสวี่ยหัวเราะก่อนร่างจะกลายเป็ลำแสงกระบี่พุ่งหายไป
การจากไปของชิงเสวี่ยย่อมดึงดูดความสนใจของกองกำลังรอบๆแต่ถึงแบบนั้นก็ยังไม่มีใครกล้าเข้ามาตรวจสอบูเาเซียนตูเพราะรอบๆูเาเซียนตูมีค่ายกลขนาดใหญ่ปกคลุมเอาไว้
เมิ่งเจี้ยนเฉินจัดเตรียมข้าวของเอาไว้นานแล้วเตรียมจะลงจากเขาเพื่อท่องเที่ยวหาประสบการณ์เมื่อเมิ่งเจี้ยนเฉินลงมาก็เห็นบิดามารดาและท่านปู่ของตนมารออยู่ก่อนแล้ว
“เจี้ยนเฉินน้อยของแม่ลำบากมากหรือไม่”
“ไม่เลยศิษย์พี่ใจดีกับข้ามากการฝึกจึงไม่โเี้เหมือนของท่านอาจารย์”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“อย่าได้พูดเช่นนั้นผู้าุโทำแบบนั้นก็เพื่อเ้านะ”เมิ่งเหยียนยิ้ม
“ข้ารู้แล้วท่านพ่อท่านแม่ท่านปู่ ข้าเตรียมตัวจะออกไปหาประสบการณ์แล้ว” เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“เร็วขนาดนั้นเลยเหรอเ้าไม่อยู่พักผ่อนอีกสักหน่อยเหรอ”ชิงหลานเป็กังวลในฐานะคนเป็แม่และยังมีบุตรชายแค่คนเดียวนางย่อมรักและถนอมบุตรชายของตนเองอย่างมากและไม่อยากให้อีกฝ่ายออกห่างจากตนมากเกินไป
“ไปเถอะเ้าโตมากพอแล้วที่จะดูแลตัวเองอยากทำอะไรก็ทำเถอะ” เมิ่งซานกล่าว
“ท่านพี่นี่ท่าน”ชิงหลานถลึกตามองสามีของตนด้วยความโกรธ
“เอาน่าลูกเราโตแล้วไม่สามารถเอาแต่อยู่แต่บนเขาได้อีกอย่างหากมัวแต่ชักช้าคงถูกนังหนูชิงอี้นำหน้าไม่เห็นฝุ่นแล้วนะ”เมิ่งซานกล่าว
“ฮ่าฮ่า ไม่ผิดด้วยความงดงามและมากความสามารถขนาดนั้นเกรงว่าคงมีเซียนไม่น้อยที่หลงรักนางหากเจี้ยนเฉินไม่แข็งแกร่งขึ้นโดยเร็วจะกล้าไปพบหน้านางเหรอถึงตอนนั้นไม่แน่นางอาจจะลืมอดีตและเริ่มต้นใหม่ไปแล้วก็ได้”เมิ่งเหยียนกล่าว
“นี่”ใบหน้าของชิงหลานเต็มไปด้วยความลังเล
“ท่านแม่ข้าไม่ได้ไปไหนไกลเสียหน่อยข้าว่าจะท่องเที่ยวทั่วแคว้นโจวเสียก่อนจากนั้นจึงจะเริ่มออกเดินทางท่องไปทั่วทวีปและก่อนจะถึงตอนนั้นข้าจะกลับมาที่ตระกูลอีกครั้ง”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“เ้าสัญญาแล้วนะ”ชิงหลานกล่าว
“แน่นอนว่าแต่สองคนนั้นเป็อย่างไรบ้าง” เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“เป็เด็กที่ดีมากๆจ้าวหยาคนนั้นอดทนต่อความลำบากได้แม้พร์ด้านการฝึกบ่มเพาะจะไม่ดีแต่เหมาะจะฝึกวรยุทธอย่างมาก”เมิ่งเหยียนกล่าว
“ส่วนจ้าวหยูเองก็ฉลาดไม่ว่าสอนอะไรนางก็เรียนรู้ได้เร็วเมื่อเร็วๆนี้นางเริ่มที่จะฝึกการบ่มเพาะแล้ว” เมิ่งซานกล่าว
“เช่นนั้นข้าฝากนำสิ่งนี้ไปให้พวกนางด้วย”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าวก่อนจะยื่นป้ายหยกสองชิ้นไปให้บิดาตน
“นี่คือ”
“นี่คือป้ายที่จะมอบให้กับสมาชิกของูเาเซียนตูข้าจะรับพวกเขาเป็สมาชิกกลุ่มแรกของูเาเซียนตูที่นั่นข้าได้เตรียมพื้นที่สำหรับฝึกฝนเอาไว้ให้พวกเขาแล้วพวกเขาสามารถย้ายไปฝึกบนูเาได้”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“เ้าขุนเขาน้อยของพวกเราถึงกับคิดรับศิษย์แล้วงั้นเหรอ”เมิ่งเหยียนหัวเราะยินดี
“แค่เตรียมการเอาไว้รอให้อนาคตข้าทะลวงขอบเขตถ้ำ์ตอนนั้นข้าถึงจะกลายเป็เ้าขุนเขาของูเาเซียนตูอย่างแท้จริง”เมิ่งเจี้ยนเฉินยิ้ม
“ดีปู่เฝ้ารอให้ถึงวันนั้นเร็วๆ” เมิ่งเหยียนหัวเราะ
จากนั้นเมิ่งเจี้ยนเฉินก็ออกจากูเาอย่างเงียบๆไม่ได้นำผู้ติดตามไปด้วยแต่ส่งคนไปบอกข่าวต่อหลี่เฟิงแล้วให้ไปพบกันที่เมืองหลงโจว
ความเร็วของเมิ่งเจี้ยนเฉินในตอนนี้เร็วกว่ารถม้าหลายเท่าด้วยร่างกายที่แข็งแกร่งของผู้ฝึกยุทธและพลังปราณที่บริสุทธิ์ของผู้ฝึกลมปราณทำให้การทะยานออกไปแต่ละครั้งสิ้นเปลืองพลังน้อยแต่กลับมีความเร็วที่สูงมาก
“ดูเหมือนที่ฝึกมาตลอดหลายปีจะไม่สูญเปล่า”เมิ่งเจี้ยนเฉินมองความเร็วของตนด้วยสีหน้าพึงพอใจ
เวลาต่อมาเมิ่งเจี้ยนเฉินที่มาถึงเมืองหลงโจวก็มาทั่งทานอาหารอยู่บนชั้นสองของร้านตระกูลเมิ่งไม่นานหลังจากนั้นหลี่เฟิงและหลี่ซินก็รีบมาถึงอย่างเร่งรีบ
“สหายเจี้ยนเฉินไม่เจอกันสองปีแทบจำเ้าไม่ได้แล้ว”หลี่เฟิงหัวเราะเดินเข้ามามองเมิ่งเจี้ยนเฉินตกตะลึงอยู่ในใจ
“คุณชายเจี้ยนเฉินบรรลุขอบเขตปราณแท้ขั้นสูงแล้วงั้นเหรอ”หลี่ซินใ
“แค่โชคดีเท่านั้น”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
ที่จริงหากเมิ่งเจี้ยนเฉิน้าสามารถทะลวงระดับหลอมรวมได้แต่ท่านอาจารย์กำชับเอาไว้ไม่ให้ทะลวงระดับเร็วเกินไปเมิ่งเจี้ยนเฉินจึงมักจะกดขอบเขตของตนเอาไว้ให้ถึงจุดที่ไม่อาจทนได้แล้วค่อยทะลวงระดับ
“โชคดีอะไรกันเห็นได้ชัดว่าเป็พร์ของสหายเจี้ยนเฉินเ้าต้องรู้ก่อนว่าตอนอายุเท่าเ้าข้ายังไงอยู่แค่ขั้นสร้างรากฐานเท่านั้น”หลี่เฟิงกล่าว
“ถูกต้องพร์ของคุณชายเจี้ยนเฉินทำเอาข้าท้อแท้หมดกำลังใจแล้ว”หลี่ซินยิ้มอ่อนหวานขึ้นมาทันทีสองปีผ่านไปใบหน้าของเมิ่งเจี้ยนเฉินยิ่งแต่จะทำให้หัวใจของนางสั่นไหวรุนแรงมากขึ้นหากเมื่อเมิ่งเจี้ยนเฉินอายุสัก18-20ปีเริ่มกลายเป็ชายหนุ่มเต็มตัวจะไม่หล่อเหลากระชากใจเลยงั้นเหรอ
“อะแฮ่มสหายเจี้ยนเฉินเ้าเตรียมพร้อมจะท่องยุทธภพแล้วงั้นเหรอ” หลี่เฟิงกล่าว
“อืมข้าอยากจะออกไปเที่ยวหาประสบการณ์ด้านนอกดูบ้างถือเป็การฝึกฝน” เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“ข้าเองก็อยากไปกับเ้าแต่ว่าท่านอาจารย์ของข้าเองก็กำลังพาข้าออกไปท่องยุทธภพกับท่านพอดีเลยไม่สามารถไปกับเ้าได้”หลี่เฟิงกล่าว
“เอาไว้ครั้งหน้าก็ยังไม่สาย”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“แต่ข้าว่างนะ”หลี่ซินยิ้ม
“เ้าว่างที่ไหนเ้าอย่าลืมหน้าที่ของตัวเองสิ” หลี่เฟิงกรอกตามองอีกฝ่าย
“ฮึ!!!!”หลี่ซินเค้นเสียงกระทืบไปที่เท้าของหลี่เฟิงแรงๆด้วยความโกรธ
“ตามสัญญามื้อนี้สหายหลี่เฟิงเป็คนเลี้ยง”เมิ่งเจี้ยนเฉินยิ้ม
“แน่นอนอยู่แล้ว”ทั้งสองยกจอกสุราขึ้นและดื่ม ส่วนหลี่ซินก็เอาแต่จ้องใบหน้าของเมิ่งเจี้ยนเฉินทำเอาเมิ่งเจี้ยนเฉินรู้สึกกดดัน
“จริงสิแคว้นโจวแห่งนี้มีกองกำลังไหนที่ต้องระวังเป็พิเศษหรือไม่” เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“ในแคว้นโจวแห่งนี้มีสามสำนักที่อยู่ในอาณาเขตแคว้นสำนักแรกคือสำนักจินหยางถือเป็สำนักที่ค่อนข้างหยิ่งยโสเป็พวกไม่เห็นหัวใครแต่ก็ไม่เลวร้ายถึงขั้นที่ต้องระวังมากเพราะหากไม่มีใครไปหาเื่พวกเขาพวกเขาก็ย่อมไม่ลงมือส่วนนิสัยอวดดีของพวกเขาก็แค่ทำเป็เมินไปก็สิ้นเื่