
(1 เดือนผ่านไป)
...แล้วสิ่งที่ควรจะเป็ก็เป็ นั่นคือแคว้นป้าทำลายค่ายกลได้สำเร็จเหล่าทหารและเซียนมากมายสละชีวิตที่เมืองชายแดน ฮ่องเต้รีบส่งคณะทูตเข้าเจรจาขอยอมแพ้ทันทีโดยแลกกับสมบัติ, เชลยศึก และองค์ชายรัชทายาทไปเป็องค์ประกันที่แคว้นป้า
หวังอี้ลงจากเขาไปซื้อของใช้ในหมู่บ้านขากลับเจอหิมะตกหนัก เขาจึงหลบใต้ต้นไม้ใหญ่ซึ่งมีชายชราเลี้ยงแพะนั่งหลบอยู่ก่อนแล้ว ชายชรามองเด็กน้อยด้วยแววตาเมตตา เขาแบ่งมันเผาให้หวังอี้กินเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น
ระหว่างนั้นกองทหารหน่วยหนึ่งเดินกลับเมืองหลวงในสภาพแย่มากพวกเขามีาแและใบหน้าเศร้าสร้อย
“แพ้าแล้วแบบนี้เราคงเป็เมืองขึ้นแคว้นป้านะขอรับ”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคนเลี้ยงแพะอย่างข้าล่ะเ้าหนู?”
ใต้หล้าเปลี่ยนนายกี่คราแพะของข้ายังคงกินหญ้า และข้าก็ยังคงเลี้ยงแพะอยู่ที่นี่“
หวังอี้พยักหน้า มันก็จริง ชาวบ้านตัวเล็กๆตาดำๆอย่างเราๆไม่เกี่ยวด้วยเลย
แต่เมื่อเขาเดินขึ้นเขากลับมาถึงสำนักก็พบอาจารย์กลับมาเพียงแค่ 3 คน ศิษย์พี่อีก 13 คน และเขายังถือโหลเถ้ากระดูกมา 1โหลด้วย ทุกคนต่างร้องไห้เสียใจ นั่นคือเถ้ากระดูกเ้าสำนักนั่นเอง
“ความตายไม่เคยถามว่าผู้นั้นเป็ผู้ใด”
หวังอี้ร่วมคุกเข่าคำนับโหลเถ้ากระดูกเ้าสำนักร่วมกับทุกคนท่านได้หายจากโรคปวดหลังแล้วนะขอรับ
ผ่านไปไม่นานอาจารย์ทั้งหมดก็ขอลาออกทุกคนสาเหตุหนึ่งเพราะพวกเขาาเ็จนยากที่จะกลับมาเป็เช่นเดิมอีกสาเหตุคือสำนักที่ไม่มีเซียนระดับ 3 แกนปราณอยู่เลย จะไม่ได้รับความเชื่อถือและถูกดูแคลนว่าเป็แค่ปู่ซีถัง(โรงเรียนทบทวน/ติว)เท่านั้น
เมื่อไร้อาจารย์ศิษย์ที่อยู่แค่ระดับ 1 ก็กลับบ้านหมดเช่นกัน รวมถึงคนที่พยายามอยากจะขับไล่หวังอี้ออกด้วยเขาสะพายสัมภาระจากไปพร้อมกับหิมะโดยไม่พูดอะไร
คืนนั้นทั้งสำนักเหลือหวังอี้อยู่คนเดียวเขาถือตะเกียงเดินมาที่หอตำรา
“ศิษย์พี่....”
แล้วร่างศิษย์พี่ก็ปรากฏขึ้น เขายังคงนั่งอยู่หน้าโต๊ะหมากรอหวังอี้ เด็กหนุ่มจึงเดินเข้าไปนั่งเล่นด้วย
“เหลือแค่พวกเราแล้ว”
ศิษย์พี่ยิ้มบางๆ
“เต๋าไร้ผู้ร่วมทางเมื่อก้าวสู่เส้นทางนี้ เ้าก็ถูกกำหนดให้ลำพังมาแต่แรกแล้ว”
“ท่านอยู่มา1,000 ปีแล้วท่านเคยเหงาบ้างไหม?”
“พันปี.....อืมที่ผ่านมา ผู้คนรอบกายข้าผลัดเปลี่ยนดุจฤดูกาล”
“ข้าเคยเหงาแต่เมื่อวันหนึ่งเ้าอายุยืนยาวเช่นข้า เ้าจะรู้ว่ามัน(ความเหงา)นี่แหละคือสหายผู้ที่ไม่เคยทอดทิ้งข้า”
“แต่จากนี้จะไม่มีสำนักม่านเมฆาที่ท่านก่อตั้งอีกแล้วท่านทำใจได้หรือ?”
“แม้แตู่เายังพังทลายแล้วเหตุใดสำนักหนึ่งจะคงอยู่ชั่วนิรันดร์?”
หวังอี้ทำหน้าเศร้าๆ ศิษย์พี่ยิ้ม
“เอาตำราที่เ้าชอบใส่กระเป๋าสมบัติเซียนให้หมด ตำราลับ5 เล่มนั้นด้วย เอาไปให้หมด”
“หลังจากนี้สำนักม่านเมฆาก็จะคงเหลืออยู่ที่ตัวเ้า”
“ข้า....แต่ข้าเป็มนุษย์ธรรมดาที่ไม่มีรากิญญาเซียนจนต้องสร้างรากปัญญามาแทน ซึ่งข้าก็ไม่รู้ว่าจะสามารถใช้บรรลุเซียนแต่ละระดับได้หรือไม่?”
“จะยอมแพ้ั้แ่ยังไม่ได้เริ่มหรือ?”
“ป่ะ...เปล่า....ข้าแค่กลัวว่าข้าจะทำให้ท่านผิดหวัง”
ศิษย์พี่หัวเราะเบาๆแล้วเดินหมาก
“ถ้าเ้ายังชนะข้าไม่ได้ต่างหาก ข้าถึงจะผิดหวัง”
แล้วพวกเขาก็เล่นหมากรุกด้วยกันทั้งคืนจนเกือบเช้า(หวังอี้แพ้ทุกตาเหมือนเดิม)
ก่อนออกจากหอตำราหวังอี้ไปเก็บตำราที่ตนเองสนใจมาร่วมๆ300 เล่มใส่กระเป๋าสมบัติเซียนไว้หมดเลย แล้วจึงกลับไปนอน
ราวเที่ยงเขาตื่นได้ยินเสียง พอออกมาก็พบว่ามีเ้าหน้าที่จากสภาเซียนมาเอาขนเอาสมบัติที่พอจะมีค่าของสำนักไปซึ่งคนอย่างหวังอี้ไม่มีสิทธิ์ห้ามอยู่แล้ว สำนักปิดตัวแล้ว ถ้าพวกนี้ไม่มาเอาก็มีพวกโจรขโมยมาปล้นเอาขายอยู่ดี
“หือ? เ้าหนู เ้าไม่มีรากิญญาเซียน เ้าอยู่เป็คนรับใช้ที่นี่หรือ?”
หวังอี้ไม่ตอบเพราะไม่อยากพูดโกหก ซึ่งท่านเซียนก็แค่ถามไปยังงั้นไม่ได้สนใจจะฟังคำตอบเช่นกัน
พอยกเค้า เอ้ย! เก็บของมีค่ามาหมดแล้วเขาก็หันมาพูดกับหวังอี้ว่า
“ถ้าเ้าไม่มีบ้านกลับ จะอยู่ต่อที่นี่ก็ได้นะ ลุงยกให้เป็บ้านเ้า”
หวังอี้โค้งศรีษะขอบคุณ ท่านเซียนยิ้มเล็กน้อยและเหาะไปพร้อมกับบริวาร
หวังอี้เดินไปดูห้องอาวุธ พวกเขาเอาไปเกลี้ยงจริงๆแม้แต่ดาบบิ่นๆเล่มนั้นเขาก็เอาไปโชคดีที่พวกข้าวสาร อาหารแห้ง และเสบียงธรรมดา คนเ่าั้ไม่สนใจ จึงยังเหลือพอให้เขากินได้อีกเป็ปี พอให้ข้ากินอิ่มได้เป็ปีๆ
หวังอี้หักไม้ไผ่มาทำกระบี่และฝึกฝนทุกวันกลางคืนศิษย์พี่จะออกมาสอนเขาเื่ปราณ
“สมัยท่านยังมีชีวิตท่านเชี่ยวชาญวิชาแพทย์ใช่ไหม?”
“ทำไมเ้าคิดอย่างนั้น”
“ท่านรอบรู้มาก”
“แล้วกระบี่ข้าไม่เก่งหรือ?ข้าเป็คนแนะนำวิชาให้เ้าแท้ๆ หึ!”
ศิษย์พี่ทำหน้าบู้บี้น้อยใจ หวังอี้ก็หัวเราะ
เวลาล่วงเลยไปจนหวังอี้อายุครบ 15 ปีบัดนี้เขาใช้รากปัญญาเป็ทางผ่านปราณธรรมชาติได้หลากหลาย
วิชากระบี่ที่รับพลังฟ้าดินมาจนตัดอาคารใหญ่ขาดครึ่งนั่นก็เหมือนกันตอนนี้หวังอี้ทำได้เป็ปกติเลย
เพื่อไม่ให้พังอาคารในสำนักอีก หวังอี้จึงย้ายไปฝึกกระบี่ทีู่เาด้านหลัง
เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน ูเาทั้งลูกก็เต็มไปด้วยรอยแยกจากคมปราณกระบี่ ต้นไม้จำนวนมากถูกฟันขาดราวกับถูกพายุั์กวาดผ่าน
แม้แต่สัตว์ป่าบนเขายังเริ่มอพยพหนี ชาวบ้านตีนเขาต่างลือกันว่า
"บนูเาม่านเมฆา มีเซียนกระบี่ตนหนึ่งกำลังปิดด่านฝึกตน"
แต่...หวังอี้ก็ยังไม่บรรลุระดับ 1รวมปราณได้อยู่ดี!
“หรือรากปัญญาข้าจะไม่สามารถรวมปราณได้ขอรับ”
ศิษย์พี่ก็ทำหน้าคิดหนัก
“เอ...ข้าก็ไม่มั่นใจนะ เพราะข้าก็ไม่เคยพบคนที่เป็แบบเ้าเลย”
“บางทีมันอาจมีคุณสมบัติแบบอื่นที่ไม่เหมือนรากิญญาปกติ”
ศิษย์พี่เอากระดาษมาจดชื่อสมุนไพรหลายชนิด หวังอี้มองแล้วนึกในใจเขาเชี่ยวชาญเื่ยาและการแพทย์จริงๆนั่นแหละ
“เอายังงี้ เ้าลองไปหาซื้อและเก็บสมุนไพรตามรายชื่อนี้จากตลาดและป่าแถวนี้ด้วยแล้วเอากลับมา ข้าจะทำยาให้เ้า เผื่อมันได้ผล”
“อ้อ! มันมีดอกบัวหยกฟ้า สมุนไพรระดับ 3ที่ขึ้นหน้าผาสูงเ้าปีนไหวไหม?”
“ข้าลอยได้ครับ”
“เออจริง! ลืมไป ปกติระดับ 1 จะยังเหาะไม่ได้ต้องระดับ 2ขึ้นไปโน่น แต่เ้ามันสัตว์ประหลาดเหาะได้ั้แ่ยังไม่บรรลุระดับ 1เหอะ!”
“แค่ลอยเฉยๆครับ เหาะหรือขี่กระบี่บินโฉบไปมาไม่ได้”
“เออๆ เหมือนๆกันนั่นแหละ รีบไปเก็บเสื้อผ้าไปครั้งนี้น่าจะนานเป็เดือน”
หวังอี้ก็วางหมากเบี้ยตัวหนึ่งลงบนกระดานแล้วรีบจากไปโดยไม่ทันดูผล
ศิษย์พี่มองกระดานหมากนิ่งอยู่เนิ่นนาน ลมหนาวพัดผ่านหอตำราเบาๆ แล้วจู่ๆ เขาก็หัวเราะออกมา ทว่าเสียงหัวเราะนั้นกลับสั่นเครือ
“พันปี ในที่สุด ข้าก็แพ้จนได้”
เขามองประตูที่หวังอี้จากไป แววตาซับซ้อนยิ่งราวกับอาจารย์ผู้เฝ้ามองศิษย์ตัวน้อย เติบโตจนก้าวพ้นตนเองในที่สุด
รุ่งเช้าหวังอี้ลงเขาไปเขาก็ครุ่นคิดว่าระหว่างไปร้านยาในเมือง กับเดินป่าหาสมุนไพรจะทำอย่างไหนก่อน?
“ผู้คนมากมายล้มเลิกเพราะจ้องพิชิตยอดเขาสูงเสียดฟ้า ทั้งๆที่ก้อนหินที่พื้นสามารถเก็บได้เลย”
“ข้าควรเริ่มจากสิ่งง่ายก่อนเพื่อให้กำลังใจตนเองทำสิ่งยากในภายหลังได้สำเร็จ”
ว่าแล้วหวังอี้ก็เข้าเมืองไปซื้อสมุนไพรจากร้านยา
เข้าเมืองคราวนี้หวังอี้ได้ประสบการณ์และข้อคิดอยู่ 2 เื่ได้แก่
1.เขาเห็นเด็กขอทานโดนรุมตีเพราะขโมยอาหาร หวังอี้เข้าไปห้าม(หวังอี้ตัวสูงมาก คนอื่นเลยมีเกรงๆ)เด็กหัวขโมยอ้างว่าจะเอาไปให้แม่ป่วย หวังอี้จึงซื้อซาลาเปาให้โดยที่ไม่รู้ตัวหวังอี้แอบตามเขาไป พบว่าเขาโกหก นั่งกินกินเพื่อนๆที่ทุกคนขโมยอาหารมาเหมือนกันในบ้านร้างแห่งหนึ่งหวังอี้ถอนหายใจ กล่าวว่า
“ความน่าสงสารกับความดี ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน”
2. เขาไปยืนฟังชายชราเล่านิทานเื่เซียนผู้ยิ่งใหญ่มีคนมายืนมุงฟังมากมายเพราะเขาพูดเก่งมีน้ำหนักเสียงหนักเบาและมีมุขตลอดให้คนหัวเราะชอบใจ
พอเล่าจบเงินก็เต็มขันหวังอี้เดินเข้าไปถามถึงเซียนผู้ยิ่งใหญ่ที่เขาเล่า ชายชราก็หัวเราะ
“ข้าโกหกน่ะแต่อย่าหาว่าข้าเป็คนไม่ดีล่ะ เพราะผู้คนที่นี่ชอบฟังเื่โกหกมากกว่าความจริงอยู่แล้ว”
“พวกเขาแค่อยากมีความสุขเพื่อหนีจากความจริงที่เ็ป ข้าก็แค่สนองให้เขาแลกเศษเงินเลี้ยงชีพเท่านั้น”
หวังอี้เดินออกจากเมืองเดินไปเรื่อยๆจนถึงูเาแล้วเขาก็เริ่มเสาะหาสมุนไพร 4 – 5 ชนิดตามที่ศิษย์พี่เขียนไว้...
.
.
.
เพิ่มอรรถรสให้นิยาย
ดอกบัวหยกฟ้า สมุนไพรระดับ 3 เป็สมุนไพรเซียนที่หลินเซียน(พระเอก เดินวิถีเซียน) ตกหน้าผาแล้วเจอโดยบังเอิญ จึงเก็บมา ทำให้ผ่านการสอบเข้าสำนักเซียนอวิ๋นเจิ้ง ซึ่งเป็สำนักเซียนแรกที่หลินเซียนเข้าเรียนตอนอายุเท่ากับหวังอี้ คือ 13 ปี