ต้นยามเหม่า (05:00-06:59)
หนิงหนิงก็ตื่นเช้าเมื่อดังเช่นทุกวัน วันนี้หลังจากรดน้ำผักเสร็จ นางก็มาเตรียมมื้อเช้า ซึ่งมื้อเช้านางก็จะเตรียมเป็ซาลาเปาไส้หมูที่เหลือจากเมื่อวันก่อน เพราะนางได้เอาไปทำเป็เนื้อรมควันไว้ ผสมเข้ากับเห็ดป่าที่นางเก็บได้ หลังจากนั้นก็เตรียมน้ำแกงเนื้อกระต่ายป่าที่เหลืออยู่เล็กน้อย
ร่างบางกำลังทำอาหารอยู่ในครัวอย่างขะมักเขม้นนั้น อยู่ในสายตาของหนิงหลงทั้งหมด ซึ่งเด็กน้อยก็ทำแค่มองเท่านั้น เพราะถึงตนเข้าไปก็โดนพี่สาวไล่ออกมาอยู่ดี เขาจึงเดินออกไปเก็บใบไม้แห้งรอเวลามื้อเช้า ซึ่งพี่สาวมักจะบอกให้เก็บหากมีเวลาว่าง ซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่านางจะให้เขาเก็บมาทำไม
“อาหลงกลับมากินข้าวได้แล้ว” หนิงหนิงะโเรียกน้องชาย
“ขอรับท่านพี่” หนิงหลงขานตอบ พร้อมกับวิ่งไปล้างมือที่โอ่งแล้วเดินเข้าไปในบ้าน
หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ หนิงหนิงก็เตรียมซาลาเปาไปเป็ของว่างระหว่างเดินทางด้วย เพราะนางถามมาแล้วว่าเกวียนจะออกกี่โมง ซึ่งก็ใกล้ได้เวลานัดหมายแล้ว นางจึงเดินออกจากบ้านไปพร้อมกับน้องชาย เพื่อเดินไปที่หน้าหมู่บ้าน
เมื่อไปถึงพวกนางก็เห็นว่าที่นั่งบนเกวียนเริ่มมีคนจับจองกันแล้ว นางจึงเดินไปหาท่านปูจ้าวซึ่งเป็เ้าของเกวียน เพื่อจ่ายเงินค่าโดยสาร
“ท่านปู่จ้าวนี่คือค่านั่งเกวียนของข้ากับน้องชายเ้าค่ะ”
หนิงหนิงยื่นเงินสี่อีแปะให้ท่านปู่จ้าว เพราะนางได้ยินมาจากน้องชายว่าค่าขึ้นเกวียนนั้นคนละสองอีแปะ ซึ่งท่านปู่จ้าวก็รับไปแค่สองอีแปะเท่านั้น จนนางได้แต่มองด้วยความสงสัย
“เด็กแค่หนึ่งอีแปะ เ้าเก็บที่เหลือไปเถอะ” เมื่อได้ยินคำอธิบายของท่านปู่จ้าว นางก็เข้าใจขึ้นมา จึงกล่าวขอบคุณเขาแล้วจูงน้องชายไปขึ้นเกวียน
“ขอบคุณเ้าค่ะ” หนิงหนิงเอ่ยขอบคุณด้วยน้ำเสียงสุภาพ
ซึ่งก็สร้างความเอ็นดูให้ท่านปู่เ้าไม่น้อย เมื่อยามแม่นางน้อยนั้นยิ้มแย้ม นางนั้นช่างน่ารักและน่าเอ็นดู ผิดกับแต่ก่อนลิบลับ ด้วยความที่ท่านปู่จ้าวนั้นเป็พ่อของพรานจ้าว เขาจึงได้ยินเื่ที่อันธพาลน้อยอย่างหลี่หนิงหนิงความจำเสื่อมมาบ้าง จึงทำให้เขาอดไม่ได้ที่รู้สึกสงสัยเล็กน้อย เมื่อเขาได้ยินบุตรชายเล่านางเปลี่ยนไปจนเหมือนกับคนละคน พอตนได้มาเห็นในวันนี้ตนถึงได้เชื่อที่บุตรชายพูด ว่านางนั้นเปลี่ยนไปจริง
เมื่อเกวียนเต็มแล้ว ท่านปู่จ้าวก็บังคับเกวียนออกจากหมู่บ้านทันที ในระหว่างทางก็ชาวบ้านบางคนพูดถึงหนิงหนิงบาง แต่นางหาได้สนใจไม่เพราะนางก็คือนาง ถึงแม้เ้าของร่างเดิมจะเป็นางในชาตินี้แล้วมันอย่างไรละ นางไม่สนใจหรอกเพราะนางตัดสินใจไปแล้วว่า ชีวิตนี้นางจะขอใช้ชีวิตแบบตามใจ ซึ่งหากนางยังเอาแต่สนใจเสียงรอบข้าง นางก็คงมิต้องทำอะไรแล้ว
.
.
เมื่อมาถึงเมืองปู่จ้าวก็แจ้งเวลากลับไว้ให้คนที่ขึ้นเกวียนไว้แล้ว เขาก็เอาเกวียนไปฝาก ส่วนทางด้านสองพี่น้องบ้านหลี่นั้น หนิงหนิงกำลังคิดว่าจะไปซื้ออะไรก่อนดี ระหว่างเมล็ดผักกับเสื้อผ้า ไหนจะมีกระถางต้นไม้ที่นางอยากได้อีก ด้วยเหตุนี้นางจึงเดินไปคิดไปจนได้มาถึงร้านหนังสือโดยบังเอิญ
ร่างบางเงยหน้ามองป้ายหน้าร้าน แล้วก็คิดว่าการมีแหล่งรายได้ที่แน่นอนมันก็น่าจะดีเหมือนกัน นางจึงเดินจูงมือน้องชายเข้าไปในร้าน เพื่อซื้อหนังสือให้น้องชายหัดอ่านสักเล่มสองเล่ม ส่วนนางก็เดินสำรวจดูนิยายของยุคนี้สักหน่อย
“คราวหน้าอย่าลืมแวะมาอีกนะขอรับ”
สิ้นเสียงของหลงจู้ร่างบางก็เดินจูงมือน้องชายออกมาจากร้าน โดยที่ในมือของเด็กน้อยมีห่อผ้าอยู่ ส่วนนางในตะกร้าบนหลังนางก็ห่อผ้าอีกห่อเช่นกัน หนิงหนิงได้แต่มองเงินสิบกว่าตำลึงที่เสียไปกับร้านหนังสือแล้ว ก็ได้แต่บ่นในใจว่าหนังสือกับกระดาษในยุคนี้มันช่างแพงเหลือเกิน ก่อนร่างบางจะพาน้องชายมายังร้านผ้าต่อ แล้วเข้าไปเลือกเสื้อผ้าสำเร็จรูปสักสองสามชุด เพราะตัวนางนั้นเย็บผ้าไม่เป็ จึงคิดซื้อแบบสำเร็จไปเลยง่ายกว่า
ซึ่งพอออกมาจากร้านนี้ ทั้งสองคนก็เสียไปอีกสี่สิบตำลึง เพราะนอกจากนางจะซื้อชุดแล้ว นางยังซื้อผ้ามาด้วยบางส่วน เพื่อเอามาทำเป็ผ้าม่าน นางคิดว่าจะไปจ้างผู้หญิงในหมู่บ้านทำให้ เพราะในความทรงจำของเ้าของร่างเดิมนั้น มีหญิงชาวบ้านคนนึงที่สนิทกับแม่ของนางอยู่
หลังจากซื้อผ้าเสร็จนางก็พาน้องชายมายังร้านเครื่องประดับ เพื่อเลือกเครื่องประดับที่สวยๆ และมีราคาพอๆ กับเครื่องประดับผมของลูกสาวหัวหน้าหมู่บ้านมาหนึ่งอย่าง ส่วนของนางก็ได้ริบบิ้นผูกผมสวยๆ มาสองสามเส้น และสร้อยคอเรียบง่ายมาสองเส้น ซึ่งร้านนี้เองก็ไปอีกราวๆ ยี่สิบตำลึง
หลังออกมาจากร้านแล้ว หนิงหนิงก็มองดูเงินสามร้อยตำลึงที่พกมา ซึ่งตอนนี้ก็เหลืออยู่ประมาณสองร้อยสิบห้าตำลึง ก่อนนางจะเหลือบไปเห็นถังหูลู่ที่มีคนกำลังะโขายอยู่พอดี จึงเดินไปซื้อมาสองไม้
“ท่านลุงข้าขอถังหูลู่สองไม้เ้าค่ะ”
ด้วยใบหน้าที่งดงามและการแต่งตัวที่สะอาดสะอ้าน ถึงแม้จะเป็เสื้อเก่าๆ แต่ก็ไม่ได้ทำให้คนดูหมองกลับกัน มันทำให้นางดูโดดเด่นมากกว่า ด้วยมารยาทที่สุภาพและนุ่มนวล จึงทำให้คนขายพูดเสียงอ่อนด้วยไม่รู้ตัว เมื่อได้มาอยู่เบื้องหน้าหนิงหนิง
“ได้เลยแม่นางน้อยอยากได้กี่ไม้ละ”
“ขอสองไม้เ้าค่ะ”
“นี่ถังหูลู่สองไม้ ทั้งหมดสิบอีแปะนะ”
“นี่เงินเ้าค่ะท่านลุง”
หลังจากจ่ายเงินเสร็จ หนิงหนิงก็เดินถือถังหูลู่กลับไปให้น้องชายหนึ่งไม้ ซึ่งเ้าตัวก็เอาแต่บ่ายเบี่ยงไม่รับ ด้วยความรำคาญนางจึงจับยัดใส่มือเขา แล้วเดินนำไปที่ตลาด
ซึ่งภาพของสองพี่น้องที่พี่สาวกำลัง (ยัดเหยียด) มอบถังหูลู่ให้แก่น้องชายนั้น มันช่างเป็อะไรสวยงามมากในสายตาของคนขายถังหูลู่ จนเขาได้แต่คิดว่าถ้าลูกๆ ที่บ้านของเขารักกันแบบนี้บ้างก็คงดี
.
.
ตัดมาที่พี่น้องหลี่
“ท่านพี่ข้าก็บอกแล้วไงว่าข้าจะจ่ายเงินคืนให้ท่าน เหตุใดท่านถึงไม่รับไว้เหล่า”
ปากเขาก็พูดไปแต่สายตานี่กับเต็มไปด้วยความยินดี ทำเอาหนิงหนิงได้แต่สงสัยว่า สรุปแล้วน้องชายของนางเป็พวกซึนเดเระจริงๆ สินะ
“ไม่จำเป็แค่ถังหูลู่ไม้เดียวมันไม่ทำให้พี่จนหรอก”
“จริงหรือถ้าเยี่ยงงั้นคราวหน้าข้าขอทั้งแผงเลยได้หรือไม่ขอรับ” หนิงหลงพูดด้วยน้ำเสียงกวนประสาทเล็กน้อย
“....” หนิงหนิง ไอ้ตัวเล็กนี่คิดจะล้อนางเรอะ?
“ท่านพี่เป็อันใดไปขอรับ”
“ป่าวหรอกพี่แค่กำลังคิดว่าพรุ่งนี้เราจะไปตกกันอีกดีหรือไม่ก็เท่านั้น^^”
“....” หนิงหลง นี่นางคิดจะจับเขาไปเป็เหยื่อล่อปลาอีกแล้วเรอะ
หลังจากเดินมานานในที่สุดพวกนางก็มาถึงร้านขายเมล็ดพันธุ์ หนิงหนิงมองเหล่าเมล็ดพันธุ์ที่อยู่เบื้องหน้า แล้วซื้ออย่างละนิดอย่างละหน่อย ก่อนจะซื้อถั่วเหลืองกับถั่วเขียวไปด้วยอีกอย่างละสองจิน ซึ่งราคาก็อยู่ที่จินละสองอีแปะ เพราะถั่วในยุคนี้ค่อนข้างถูก จึงทำให้เมื่อเทียบกับราคาเมล็ดผักอย่างอื่นที่นางซื้อแล้ว ร้านนี้จึงหมดไปอีกสองตำลึง
หนิงหนิงของที่เต็มตะกร้าไปหมด ก่อนจะเริ่มรู้สึกหิวขึ้นมา จึงพาน้องชายไปที่ร้านขายบะหมี่ข้างทาง
“เถ้าแก่ข้าขอบะหมี่สองชามเ้าค่ะ” หนิงหนิงเอ่ยกับเ้าของร้านด้วยน้ำเสียง ส่วนเ้าของร้านที่เห็นว่าลูกค้าเป็เด็กน้อยสองคน เขาจึงยิ้มให้พวกนางอย่างอ่อนโยน ก่อนจะบอกให้พวกเขาเข้าไปนั่งรอในร้าน
“แม่หนูไปนั่งรอในร้านได้เลย เดี๋ยวเสร็จแล้วลุงจะยกไปให้”
ในระหว่างที่กำลังนั่งรอบะหมี่ หนิงหนิงก็วางตะกร้าไว้บนพื้น แล้วนั่งนึกว่านอกจากนี้มีอะไรที่ต้องซื้ออีกไหม เพราะไม่ว่าจะเป็พวกถ้วยชามหรือว่าผ้าห่ม นางก็ได้ให้ท่านหมอชุนซื้อให้ไปในครั้งที่แล้ว ดังนั้นในตอนนี้ที่ยังขาดอยู่เห็นจะมีก็แต่พวกเครื่องเรือนก็เท่านั้น
“อาหลงเ้าว่าที่บ้านยังขาดเหลืออะไรอีกหรือไม่” หนิงหนิงหันไปถามน้องชาย
“อื้อ..เหมือนว่าจะไม่มีแล้วนะขอรับ”
“งั้นหรือไม่มีแล้วสินะ..”
“ท่านพี่กำลังคิดอะไรอยู่รึขอรับ”
“ข้ากำลังคิดว่ายังมีอะไรบ้างที่เราต้องซื้อเข้าบ้านอีก”
“ข้าว่ามันไม่มีแล้วนะขอรับ จะขาดก็แต่พวกเครื่องเรือนที่ต้องเปลี่ยนใหม่”
“อื้อ..เื่นั้นต้องรอหลังสร้างบ้านเสร็จพี่ถึงจะเปลี่ยนมันไปเลยทีเดียว”
“เช่นนั้นแล้วท่านพี่คิดว่ายังขาดเหลืออีกหรือขอรับ”
“อื้อ..จะว่าไปพี่เองก็นึกไม่ออกเช่นกัน”
“....”
ในระหว่างที่สองพี่น้องกำลังคิดว่าที่บ้านของพวกตนยังขาดเหลืออะไรอีกหรือไม่ บะหมี่ที่สั่งก็ได้พอดี ทั้งสองคนจึงทานบะหมี่กับซาลาเปากันคนละลูก เมื่อทานเสร็จแล้วพวกเขาก็เดินไปที่ตลาดต่อ...
โรงละคร
หนิงหลง: ท่านพี่ข้าว่าเราเลิกไปตกปลากันเถอะนะข้ารับ
หนิงหนิง: หืมทำไมละปลาไม่อร่อยรึ
หนิงหลง: อร่อยขอรับเพียงแต่... (ข้ากลัวท่านจับข้าไปเป็เหยื่อล่อปลา) //คิดในใจ
หนิงหนิง:.....?
Talk writer
ตอนนี้ก็มาพบการเข้าเมืองซื้อของครั้งแรกของทั้งสองกันนะคะ ่นี้ไรท์เห็นหลายคนคาดหวังกับพรของท่านเทพมาก ซึ่งไรท์เองก็อยากให้ทุกคาดหวังอยู่นะ แต่อย่าเลยค่ะอีท่านเทพนางอ่ะตัวปั่นของเื่ค่ะ
เดี๋ยวก็จะของขวัญแปลกๆมาให้น้องอีกละสองสามอย่าง ซึ่งยัยน้องก็ต้องมานั่งกุมขมับ เพราะอีท่านเทพแม่งไม่บอกอะไรเลย กะจะให้ก็คือส่งมาเลยไม่ถามน้องสักคำ5555+
ปล.มีคำผิดทักได้ค่าาา