หลิงหลงพูดถึงเรื่องในอดีตและไม่รู้ว่านางกำลังคิดถึงเรื่องใดขึ้นมา ดวงตาของนางถึงแดงระเรื่อ
“เจ้าสาวใช้คนนี้ พูดถึงเรื่องนี้ไปเพื่ออันใดกัน”
ตอนนี้อารมณ์ของมู่เฉิงอินสงบลงไปไม่น้อยเลยทีเดียว แต่เมื่อนางได้ยินคำพูดของหลิงหลงก็ให้รู้สึกกระดากใจขึ้นมาบ้างแล้วจึงพูดออกมาด้วยความโมโห
ที่จริงแล้วฮวาเหยียนไม่ได้คิดว่าจะได้ยินคำพูดดังกล่าวจากมู่เฉิงอินนางสบประสานสายตากับมู่เฉิงอิน นัยน์ตาของพี่หญิงสื่อสารชัดเจนทุกคำที่นางพูดล้วนออกมาจากใจ
ในใต้หล้านี้ สิ่งที่น่ายกย่องที่สุดไม่ใช่การยกยอต่อหน้าแต่เป็นการปกป้องอยู่เบื้องหลัง
ฮวาเหยียนคิดในใจ คนสำคัญในใจของนางตอนนี้เพิ่มจำนวนขึ้นมาอีกคนหนึ่งแล้วแม่นางมู่เฉิงอินผู้นี้ ไม่ว่าในอนาคตนางจะขยับสถานะกลายเป็นพี่สะใภ้หรือไม่ก็ตามนางจะเป็นสหายกับสตรีผู้นี้อย่างแน่นอน
“น้องหญิง เหตุใดถึงไม่กล่าวอันใดบ้างเล่า? หรือว่าข้าพูดในสิ่งที่เจ้าไม่ชอบฟังเจ้า... ไม่ชอบคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลมู่หรือ? ”
มู่เฉิงอินเห็นดวงตาของฮวาเหยียนหลุบต่ำ ไม่ได้กล่าวอันใดออกมาเป็นเวลานานนางจึงรีบถามเสียงดัง
ฮวาเหยียนเห็นท่าทางตื่นตระหนกและระมัดระวังเช่นนี้ในใจทั้งรู้สึกประทับใจ และขบขัน ในตอนนั้นเองนางปรารถนาจะตะโกนออกมาดังๆเพื่อบอกกับแม่นางตรงหน้า แม่นางที่กล่าวว่าชอบมู่อันเหยียน ชื่นชอบจนทนไม่ไหวแล้วและนางก็คือแม่นางมู่อันเหยียนคนนั้น
นางแทบจะดึงผ้าปิดหน้าออก กระโจนเข้ากอดแน่นๆ และบอกกับนางว่าพี่หญิงมู่... ท่านดูสิ ข้าก็คือมู่อันเหยียนคนนั้น!
แต่เมื่อคิดได้ว่านางยังมีธุระที่ต้องจัดการอยู่และนี่ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่จะเปิดเผยตัวตนออกมาสุดท้ายจึงพยายามสงบความตื่นเต้นลงพร้อมกับเปิดปากกล่าวว่า "มิใช่ข้าเองก็ชื่นชอบบุตรีคนโตแห่งตระกูลมู่มากเช่นกัน"
“น้องหญิง ข้าย่อมทราบดีว่าเจ้าและข้าจิตใจตรงกัน”มู่เฉิงอินตื่นเต้นมากจนคว้ามือของฮวาเหยียนมากุมเอาไว้
ฮวาเหยียน "...! "
พี่สะใภ้ ท่านช่างใสซื่อเกินไปแล้ว!!!
...
“พี่หญิงมู่ ในเมื่อไม่ใช่เพราะการกลับมาของคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่แล้วเรื่องราวระหว่างท่านและคุณชายใหญ่ตระกูลมู่ ตกลงแล้วมันเกิดอันใดขึ้นกันแน่? ”
ในที่สุดฮวาเหยียนก็ถามเข้าประเด็นอีกครั้ง
เมื่อเห็นนางเม้มริมฝีปาก นัยน์ตาแดงก่ำพาให้คนที่มองดูอยู่รู้สึกใจเจ็บตามไปด้วย ท่าทางยากที่จะเอ่ยปากยิ่งนัก
"เฮ้อ…"
หลิงหลงถอนหายใจอยู่อีกด้าน มักจะเตือนให้รับรู้ถึงการมีอยู่ของนาง
“เป็นเพราะคุณชายใหญ่ตระกูลมู่ บางทีอาจเป็นเพราะเราไร้วาสนาต่อกัน...ครั้งที่แล้วที่ได้เจรจาเรื่องงานแต่งงานกับคุณชายใหญ่ก็เป็นเวลามากกว่าหนึ่งเดือนแล้วข้าเองก็คิดว่าคุณชายใหญ่มีความรู้สึกอันดีมอบให้แก่กันถึงสามส่วนทว่าไม่คาดคิดว่า... วันนั้นที่แม่สื่อก้าวผ่านธรณีประตูมานางจะมาเพื่อบอกกล่าวถ้อยคำที่สละสลวยแทนตระกูลกลูมู่ว่าคุณชายใหญ่แห่งตระกูลมู่ไม่มีเจตจำนงจะแต่งงานในเร็วๆ นี้เกรงว่าจะทำให้ข้าต้องเสียเวลารอ บอกให้ข้าหาผู้อื่นแทน"
เมื่อมู่เฉิงอินกล่าวจบ ดวงตาของนางก็เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำในทันทีหยาดน้ำตาไหลรินเป็นชั้นๆ
ฮวาเหยียนฟังจนตกตะลึง
พี่ใหญ่อายุยี่สิบห้าแล้วยังไม่มีความประสงค์จะแต่งงาน? ถ้าไม่อยากแต่งงานจริงๆ แล้วจะมาเจรจาเรื่องการแต่งงานทำไม?
อักทั้งยังส่งแม่สื่อไปเพื่อบอกกล่าวแก่แม่นางมู่อีก?
“คุณหนู อย่าร้องไห้เลยเจ้าค่ะ”
หลิงหลงเห็นว่าดวงตาของมู่เฉิงอินกลายเป็นสีแดง ใจของนางเจ็บจนแทบทนไม่ไหวรีบร้อนยื่นผ้าเช็ดหน้าไหมและเปิดปากกล่าวว่า"คุณหนูใหญ่ของข้าเป็นพวกดื้อรั้นไม่ยอมแพ้ก่อนหน้านี้พวกเราไปที่หออู๋หมิงก็เพื่อซื้อหญ้าวิญญาณลึกลับเพราะต้องการจะมอบให้คุณชายใหญ่ตระกูลมู่เงินที่ใช้ซื้อนั้นเป็นเงินเก็บส่วนตัวที่คุณหนูของข้าเก็บมานานหลายปี! ไม่กี่วันก่อน ตอนที่ได้จ่ายเงินมัดจำไปแล้ว จะมีผู้ใดล่วงรู้...คุณชายใหญ่ที่คุณหนูรอมาตลอดจะใจร้ายใจดำเช่นนั้น! แต่ว่าคุณหนูของข้าก็ยังต้องการมอบมันให้แก่เขา!”
“หือ? ที่แท้แล้วหญ้าวิญญาณลึกลับถูกซื้อไปเพื่อมอบให้กับคุณชายใหญ่ตระกูลมู่หรือ? ”
ฮวาเหยียนฟังแล้วเข้าใจในทันที นี่นับว่าเป็นพรหมลิขิตอันใดกัน...
หลังจากกลับไป นางจะต้องถามให้ได้ นางขายหญ้าวิญญาณลึกลับไปไม่น้อยเพราะขาดเงินแต่นางจะทำให้คนสำคัญของตนเองโดนเอารัดเอาเปรียบมิได้
"อืม"
เมื่อพูดถึงการมอบไปและรับมาอย่างส่วนตัวนี้ มู่เฉิงอินรู้สึกอับอายจริงๆ
“แต่บุตรชายคนโตของตระกูลมู่ไม่มีเจตจำนงจะแต่งงานในตอนนี้มิใช่หรือ?ท่านยังจะมอบของให้เขาอีกหรือ? ”
ฮวาเหยียนเบิกตากว้าง
มู่เฉิงอินปัดจอนผมของนางทัดหูอย่างทำตัวไม่ถูก “น้องเหยียนข้าบอกเจ้าแล้วอย่าหัวเราะเยาะข้านะ…”
มู่เฉิงอินถือว่าฮวาเหยียนเป็นน้องสาวคนสนิทที่นางไว้ใจและสามารถระบายความในใจให้ฟังได้ดังนั้นนางจึงไม่คิดที่จะเก็บซ่อนความลับอันใดไว้นางขยับตัวเข้าไปใกล้ฮวาเหยียนอย่างมีลับลมคมในว่า “ไม่ขอปิดบังน้องหญิงพี่หญิงพึงใจในตัวบุตรชายคนโตของตระกูลมู่จริงๆ แม้ว่าวันนั้นคุณชายใหญ่จะส่งข่าวมาบอกกล่าวเช่นนั้นแต่ข้าเองก็ไม่คิดที่จะยอมแพ้
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ในชีวิตหนึ่งของสตรีจะได้พบกับคนที่ชื่นชอบหากได้ลองรู้สึกแล้ว ก็ไม่ควรที่จะยอมแพ้ง่ายๆโดยเฉพาะบุรุษระดับคุณชายใหญ่แห่งตระกูลมู่
ข้าจ่ายเงินมัดจำสำหรับหญ้าวิญญาณลึกลับไปตั้งนานแล้วแต่เดิมก็วางแผนจะมอบมันให้แก่คุณชายใหญ่ตระกูลมู่ แม้ว่าจะมีบางอย่างเกิดขึ้นแต่การตัดสินใจนี้จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงข้าจะเริ่มต้นความสัมพันธ์กับคุณชายตระกูลมู่ด้วยมิตรภาพอย่างสหายที่ดีต่อกันดังนั้นการมอบหญ้าวิญญาณลึกลับให้กับสหายก็ย่อมไม่ใช่เรื่องที่แปลกอันใด"
เมื่อพูดถึงประโยคสุดท้าย ใบหูของมู่เฉิงอินก็กลายเป็นสีแดงเข้ม
อู้ว…
เมื่อฟังคำกล่าวของมู่เฉิงอินจบดวงตาของฮวาเหยียนก็เบิกกว้างอย่างตื่นเต้น พี่หญิงมู่ของนางผู้นี้ยอดเยี่ยมไปเลยเหตุใดนางถึงดูไม่ออกว่าท่ามกลางท่าทางที่เรียบร้อยอ่อนหวาน อบอุ่นและอ่อนโยนนางถึงมีความคิดที่ล้ำหน้าขนาดนี้
ชื่นชม ชื่นชม ขอคารวะแม่นางแล้วจริงๆ
ชื่นชมจนแทบจะคุกเข่าคารวะนาง
เมื่อเห็นท่าทางตกตะลึงของฮวาเหยียน มู่เฉิงอินก็เบิกตากว้าง นางเข้าใจผิดคิดว่าฮวาเหยียนโดนคำพูดอันหาญกล้าทำให้ตกใจสติกระเจิงไปเสียแล้วมู่เฉิงอินรู้สึกเขินอายขึ้นมาและตอนนี้หูของนางพลันแดงก่ำด้วยความอับอาย"น้องหญิง หรือว่าเจ้าจะรู้สึกว่าการกระทำเยี่ยงนี้ดู... ไม่มีเกียรติ? "
ไม่ ไม่ ไม่ พี่หญิงมู่ ข้าชอบที่ท่านเป็นเช่นนี้
จริงแท้แน่นอน ชอบจนแทบทนไม่ไหวแล้ว ตรงตามความชอบของนางทุกอย่างหากมีวันหนึ่งที่นางพบคนที่นางพึงใจ เกรงว่านางคงจะบ้าบิ่นยิ่งกว่านี้อีกจะเริ่มต้นเป็นเพื่อนกันทำไม? มิตรภาพไม่มีอยู่จริง!นางจะเป็นฉู่ป้าหวังที่ขึ้นสายธนู [1] !
ดังนั้นมู่เฉิงอินจึงเห็นฮวาเหยียนยกนิ้วโป้งขึ้นเงียบๆ "พี่หญิงมู่ข้าสนับสนุนท่าน จัดการบุตรชายคนโตของตระกูลมู่ให้ได้"
ล้มพี่ชายของข้าและกลายเป็นพี่สะใภ้ของข้าให้ได้!
“น้องหญิง เจ้าจะสนับสนุนข้าจริงหรือ? ไม่คิดว่าข้าหยาบคายไร้อารยธรรมเกินไปหรือ? ”
เมื่อได้ยินคำพูดของฮวาเหยียน ดวงตาของมู่เฉิงอินก็ทอประกายสดใสนางพูดอย่างตื่นเต้น
“ย่อมสนับสนุน เหตุใดถึงไม่สนับสนุนเล่า อันใดที่เรียกว่าหยาบคายไร้อารยะ?นั่นเป็นเพียงอคติของคนในใต้หล้าก็เท่านั้น ข้าชื่นชมในตัวพี่หญิงมู่ถึงแม้ว่าภายนอกท่านจะดูอ่อนโยนบอบบางแต่ก็มีความเข้มแข็งและกล้าหาญยิ่งนักอีกทั้งยังมั่นคงต่อความคิดของตนมีกี่คนแล้วที่เพราะรู้รักษามารยาทจึงมิอาจรักษารักแท้ได้พวกเราทุกคนมีสิทธิที่จะวิ่งแสวงหาความสุข! เมื่อพบรักแท้ เราต้องกล้าหาญต่อสู้เพื่อมันและไม่นึกเสียใจในภายหลัง! ”
"ช่างเป็นความกล้าที่ไม่นึกเสียใจในภายหลังที่ดียิ่ง ขอบใจเจ้ามากน้องหญิงเหยียน"
คำพูดของฮวาเหยียนส่งเข้าไปถึงหัวใจของนางในเวลานี้มู่เฉิงอินจึงรู้สึกตื่นเต้นจนแทบจะทนไม่ไหว เพราะมีคนที่เข้าใจนางและให้กำลังใจนางความรู้สึกเช่นนี้ให้ความหวังไม่รู้จบแก่นางรวมถึงทำลายเมฆหมอกในใจของนาง
การต้องเผชิญหน้ากับคำปฏิเสธที่ไม่รู้จักไม่ใช่ว่าผู้ใดก็ล้วนจะมีความกล้าหาญเช่นนั้น เหมือนกันกับนางแม้ว่านางอยากจะลองสู้อีกสักครั้ง แต่นางก็กลัวเช่นกัน กลัวการถูกปฏิเสธกลัวที่จะทำให้ตระกูลขายหน้า กลัวที่จะทำให้บรรพบุรุษเสียหน้าหากว่าวันนี้นางไม่ได้พบหรือรู้จักกับแม่นางเหยียนไม่ได้แลกเปลี่ยนความในใจกับน้องหญิงความลับเหล่านี้ก็คงจะถูกนางทิ้งให้เน่าเสียอยู่ในท้องตลอดไป
“พี่หญิงมู่ ข้าเชื่อว่าท่านจะต้องได้รักกับบุตรชายคนโตของตระกูลมู่อย่างแน่นอน”
ท้ายที่สุด ฮวาเหยียนก็ทิ้งประโยคที่แน่นอนนี้เอาไว้
ดวงตาที่อ่อนโยนของมู่เฉิงอินดูเหมือนจะถูกจุดไฟขึ้นมาท่ามกลางคำกล่าวนี้นางพยักหน้าอย่างหนักแน่น ซึ่งดูเหมือนว่าจะตัดสินใจได้แล้ว
ฮวาเหยียนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกร้อนรนแทนพี่ใหญ่แห่งตระกูลมู่ แม่นางที่ดีขนาดนี้ ไม่รีบคว้าเอาไว้ ไม่กลัวว่าจะสูญเสียไปหรือ? อันใดคือการที่บอกว่ายังไม่รีบร้อนแต่งงาน พี่อายุยี่สิบห้าแล้วยังไม่รีบอีก อยากครองตัวเป็นโสด [2] หรือ?หรือท่านอยากเป็นราชบุตรเขยกัน? ช่างทำให้คนร้อนใจจะตายแล้วยังไม่รู้ว่าหยวนเป่าน้อยหาพี่ใหญ่พบหรือยังทิศทางลมทางฝั่งนั้นเป็นเยี่ยงใดก็มิอาจทราบได้?
เชิงอรรถ
[1] 霸王硬上弓 Bàwáng yìng shàng gōng แปลตามอักษรจีนความหมายว่า"ฉู่ป้าหวังขึ้นสายธนู" ฉู่ป้าหวัง (ฌ้อปาอ๋อง) เป็นผู้ที่มีแรงมหาศาลปกติการขึงสายธนูจะใช้ขาทั้งสองข้างช่วยโค้งคันธนูด้วยแต่ฉู่ป้าอ๋องสามารถขึ้นสายธนูด้วยสองมือเปล่าเท่านั้นมีความหมายว่าใช้เรี่ยวแรงเพียงอย่างเดียวกระทำการเรื่องใดเรื่องหนึ่งยังมีความหมายแฝงว่าข่มขืนด้วย
[2] 打光棍 dǎ guānggùn ครองโสด 光棍 แปลตรงตัวคือ กิ่งไม้โล้นๆ แต่ตรงนี้เป็นสำนวนเปรียบเทียบหมายถึงคนที่อยู่ตัวคนเดียว ไม่มีแฟน ไม่มีลูก (มักใช้กับผู้ชาย)เหมือนกับกิ่งไม้โล้นที่ไม่มีดอกและใบ