“ท่านพี่ทำอย่างไรดี! ข้าวใกล้จะหมดถังแล้วนะเ้าคะ เราจะหาอะไรไปขายแลกข้าวดี นี่ก็จะเข้าฤดูหนาวแล้ว ล่าสัตว์ก็ยาก ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้นเลยเ้าค่ะ เมื่อก่อนเรายังพอมีอาหารเหลือไว้กินหน้าหนาว แต่พอซินอี๋เริ่มโตเราแทบไม่เหลือเสบียงอาหารสำรองเลยนะเ้าคะ จะทำอย่างไรดี!?”
“ฉู่ลี่” คร่ำครวญเหมือนจะร้องไห้ นางคือภรรยาของชายตรงหน้าที่กำลังนั่งทอดถอนใจด้วยหน้าตาเคร่งเครียดไม่ต่างกันนาม “ซินกวง” เขาได้แต่มองหน้าภรรยาอย่างอ่อนใจ พวกเขาไม่เคยต้องอดอยากขนาดนี้มาก่อนั้แ่อยู่กินด้วยกันมาหลายปี จนเมื่อบุตรสาวเริ่มเติบใหญ่กินอาหารได้ นางก็กินแบบไม่ยั้งขึ้นเรื่อยๆ จนพวกเขาสองคนหาอาหารมาเท่าไหร่แทบไม่เคยพอ
บุตรสาวของพวกเขาตอนนี้อายุได้ราว 7-8 ขวบเท่านั้น ตอนยังเล็กนางเพียงดื่มนมจากอกมารดาและกินอาหารอ่อนเท่านั้น ผ่านไปไม่กี่ปีนางค่อยๆ เริ่มทานได้มากขึ้นเรื่อยๆ ตอนแรกเกิดนางตัวเล็กมากจนพวกเขากลัวว่านางจะไม่รอด เมื่อนางเริ่มทานอาหารได้พวกเขาจึงสรรหาอาหารมากมายให้นางกินและบำรุงร่างกาย แต่เมื่อนางเริ่มรู้ความก็กินจุมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี จากเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ หน้าตาน่ารักในอดีต ตอนนี้กลับกลายเป็เด็กอ้วนไปแล้ว...
“ข้าเองก็จนปัญญา ไม่รู้จะทำเช่นไร ซินอี๋กินเก่งขนาดนี้พวกเราคงต้องไปล่าสัตว์ใหญ่อีกสักครั้งเพื่อขายแลกอาหารให้ได้มากๆ ก่อนหน้าหนาวจะมาถึง ไม่เช่นนั้นคงได้อดตายกันทั้งครอบครัวแน่ๆ”
ฉู่ลี่ได้แต่พยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของผู้เป็สามี เขาเคยเป็จอมยุทธชื่อเสียงโด่งดังมากฝีมือ ออกเดินทางท่องยุทธภพไปทั่วมาั้แ่วัยหนุ่ม การล่าสัตว์ย่อมไม่ใช่เื่ยากสำหรับเขา แต่ปัญหาคือไม่มีสัตว์ใหญ่ออกมาให้ล่าเลยใน่นี้ ด้วยใกล้เข้าสู่่ฤดูหนาวแล้ว
ซินกวงบังเอิญมาพบเจอฉู่ลี่ที่เป็ศิษย์เพียงคนเดียวของแพทย์พิษกลางป่าลึก ในตอนนั้นนางไปเก็บสมุนไพรและถูกโจรป่าฉุดคร่าทำร้ายร่างกาย เขาจึงยื่นมือช่วยเหลือ นับั้แ่นั้นพวกเขาจึงแอบลักลอบไปมาหาสู่กัน ด้วยถูกชะตากันั้แ่แรกพบ
อาจารย์ของฉู่ลี่ซื้อนางมาจากโรงค้าทาสั้แ่แบเบาะ เลี้ยงดูนางมาั้แ่เล็กจนโต ด้วยหวังอยากให้นางอยู่ปรนนิบัติยามแก่เฒ่า ท่านไม่เคยให้นางออกจากป่าไปพบเจอผู้คนเลย ทำให้นางยิ่งอยากรู้อยากเห็นมากขึ้น เมื่อได้รู้จักซินกวงเขาคอยเล่าเื่ราวต่างๆ ยามลักลอบพบกันเกี่ยวกับโลกภายนอกให้นางฟังเสมอ จนนางเองอยากออกไปเห็นด้วยตาของตนเอง
ฉู่ลี่ได้ศึกษาวิชาการแพทย์และการปรุงยาพิษจากท่านอาจารย์มาั้แ่เด็กจนแตกฉาน ด้วยท่านอาจารย์หวังว่านางจะสืบทอดความรู้ทุกอย่างต่อจากท่านเมื่อท่านสิ้นลม และหวังให้นางส่งต่อให้ศิษย์รุ่นต่อไป แต่จะหาผู้สืบทอดได้ก็ต่อเมื่อนางมีอายุอยู่ใน่ 40-50 ปีเท่านั้น นางจึงจะสามารถหาลูกศิษย์ได้ 1 คน เพื่อมาศึกษาวิชาเหล่านี้ตามที่ท่านอาจารย์กำชับไว้ อาจารย์ให้เหตุผลว่าใน่ก่อนอายุของนางจะครบ 40 ปี ไม่อยากให้มีผู้รู้เกี่ยวกับวิชาการปรุงยาพิษมากเกินกว่า 1 คน ไม่เช่นนั้นยุทธภพจะวุ่นวายหากมีผู้ใช้ยาพิษฆ่าฟันกันมากเกินไป แม้ฉู่ลี่จะไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ก็จดจำคำสอนจากท่านอาจารย์ไว้
ท่านอาจารย์ยังมีกฎข้อห้ามอีกมาก เช่น ห้ามมีคนรักหรือครอบครัว ห้ามออกนอกเขตป่านี้ และห้ามบอกเื่ของอาจารย์แก่ผู้อื่น ด้วยท่านมีศัตรูตามล่ามากมาย นางจึงเหมือนเป็ลูก เป็ศิษย์ เป็ญาติให้แก่ท่านอาจารย์เพียงผู้เดียวเสมอมาจนเมื่อนางอายุได้ราวเกือบ 20 ปี
การพบเจอซินกวงทำให้ฉู่ลี่กล้าที่จะแหกกฎของอาจารย์ ทั้งยังอยากออกไปจากป่าลึกที่อาจารย์พานางมาอยู่อาศัยั้แ่เด็ก เพราะไม่อยากผูกติดชีวิตตัวเองกับท่านอาจารย์อีกต่อไป จึงเลือกที่จะหนีตามซินกวงมาอยู่หมู่บ้านเล็กๆ ห่างไกลผู้คน จนกระทั่งมีบุตรสาวน่ารักน่าชังด้วยกันนาม “ซินอี๋”
แต่เหมือนเป็เคราะห์กรรมที่นางทรยศต่ออาจารย์ ทุกอย่างไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิดเมื่อนางหนีออกมาจากป่าที่เคยอาศัยอยู่กับอาจารย์ แม้บุตรสาวจะน่ารักรู้ความ แต่ปัญหาเดียวคือนางกินเก่งมากจนอ้วนเกินไป แม้จะฉลาดเฉลียวความจำดี แต่บางคราก็ี้เีตามลักษณะรูปร่างที่เทอะทะและท้วมเกินไป จนทำอะไรชักช้าไม่คล่องแคล่ว กลายเป็คนเกียจคร้านขี้หงุดหงิดที่จะทำสิ่งใด ด้วยไม่ได้ดั่งใจหลายครา งานหลักของนางจึงมีเพียงกินและนอนอยู่ในเรือน ส่วนเด็กคนอื่นๆ ต่างวิ่งเล่นสนุกสนานในหมู่บ้าน
ฉู่ลี่และสามีจนปัญญาจะแก้ไขเื่การกินจุของบุตรสาว ทั้งยังลองปรุงยารักษาให้นางกินอิ่มท้องไวขึ้นก็ไม่สำเร็จ เหมือนนางจะกินมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำเมื่อลองป้อนยานั้นเข้าไปครั้งแรก ฉู่ลี่จึงต้องปล่อยให้บุตรสาวกินเท่าที่้าไปก่อนเพื่อพยุงอาการใน่ที่ยังรักษาอาการนี้ไม่ได้ แต่ปัญหาใหญ่ในตอนนี้คือแทบไม่มีเสบียงอาหารหลงเหลือแล้ว ยิ่งซินอี๋โตขึ้นนางก็ยิ่งกินมากขึ้นเรื่อยๆ ตามขนาดร่างกายของนาง
ฉู่ลี่และสามีพยายามลองให้บุตรสาวได้ฝึกฝนวรยุทธท่าพื้นฐานเพื่อทำให้ร่างกายคล่องแคล่วขึ้น ทั้งอาจจะทำให้ร่างกายที่ท้วมใหญ่มากเกินไปลดลงได้บ้าง และหวังว่าอาจจะทำให้ซินอี๋ลดความ้าอาหารลงไปตามขนาดรูปร่างของนางที่จะลดลงด้วย หากฝึกฝนวรยุทธทุกวัน ทั้งคิดว่าหากซินอี๋อ่อนล้าหรือเหน็ดเหนื่อยนางอาจจะกินไม่ได้มาก
แต่การฝึกฝนวรยุทธทุกวันกลับไม่ได้ช่วยทำให้ร่างกายบุตรสาวของนางและซินกวงเปลี่ยนแปลงหรือลดขนาดไปเลย ยิ่งซินอี๋เหนื่อยก็ยิ่งกินมากขึ้น แม้นางจะฉลาดเฉลียวเรียนรู้ไวทุกกระบวนท่าที่บิดาของนางสอนสั่ง ทั้งยังทำให้ร่างกายอ้วนกลมของนางคล่องแคล่วมากขึ้นกว่าเดิม แต่มันไม่ช่วยให้รูปร่างของนางเปลี่ยนไปเลย นอกจากกลายเป็หมูที่แข็งแรงขึ้น ทั้งครอบครัวจึงได้แต่ทำใจและไม่ฝืนใจนางให้ฝึกฝนวรยุทธอีกหากนางเกียจคร้าน
“ท่านพ่อท่านแม่เ้าคะ วันนี้มีอะไรให้ข้ากินอีกหรือไม่เ้าคะ ข้าเริ่มหิวอีกแล้ว”
ในขณะที่บิดามารดายังปรึกษาเื่หาเสบียงอาหารมาเพิ่ม ซินอี๋ยังหิวไม่หยุด ทั้งที่มีซาลาเปาอยู่ในอุ้งมือน้อยๆ อยู่แล้วทั้งสองข้าง
“วันนี้ท่านพ่อจะเข้าไปล่าสัตว์ เ้ากินซาลาเปารองท้องไปก่อนนะ”
ซินอี๋ได้แต่พยักหน้ารับคำ แม้นางจะหิวแต่ก็รู้ว่าบิดามารดาต้องลำบากเพื่อหาอาหารให้นางมากมายมาั้แ่เด็ก ตัวนางเองไม่ได้อยากกินจุเช่นนี้ แต่ด้วยเกิดอาการหิวและควบคุมตัวเองไม่ได้เท่านั้น หลังจากจำความได้ หากนางไม่ได้กินอาหารเพียงพอจะทรมานมาก ทั้งปวดท้อง ทั้งมือไม้สั่นจนชักดิ้นชักงอ ซึ่งซินอี๋ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมนางจึงเป็เช่นนี้ บิดามารดาเคยเห็นอาการของนางแล้ว จึงต้องหาอาหารมาให้นางเตรียมไว้ ทั้งเนื้อสัตว์ ผลไม้ พืชผัก แม้แต่ขนมจีบ ซาลาเปา หมั่นโถวก็ต้องทำเตรียมไว้ให้นางเต็มหม้อนึ่งเผื่อนางมีอาการหิวจะได้มีไว้กินรองท้องก่อนมื้อหนักๆ
“เ้าค่ะท่านแม่ ซินอี๋จะอดทนเ้าค่ะ ข้าจะไปฝึกวรยุทธท่าพื้นฐานที่ท่านพ่อเคยสอนนะเ้าคะ เผื่อจะลืมความหิวไปได้บ้าง ท่านแม่จะให้ข้าช่วยทำงานบ้านหรือไม่เ้าคะ ข้าไม่รู้ว่าจะทำอันใดดีให้คลายหิว”
“เ้าไปฝึกวรยุทธท่าพื้นฐานของบิดาเ้าดีกว่า อย่างน้อยร่างกายเ้าก็คล่องแคล่วขึ้นแม้จะตัวใหญ่ก็ตาม แม่อยากให้เ้าแข็งแรง ไม่อยากให้มีโรคภัยเพิ่มมาอีก ยิ่งร่างกายเ้าทานอาหารมากกว่าคนปกติแม่ยิ่งกลัวว่าเ้าจะเจ็บป่วยง่ายกว่าผู้อื่น ส่วนเื่เรียนเกี่ยวกับยาสมุนไพรรักษาโรคแม่จะคัดเป็ตำราไว้ให้เ้าศึกษาภายหลังเผื่อจะรักษาอาการแปลกประหลาดนี้ของตัวเองได้เมื่อเติบใหญ่ รวมทั้งเื่การปรุงยาพิษที่แม่คัดเก็บไว้ก็จะส่งต่อให้เ้าเช่นกันเมื่อถึงเวลา”
ซินอี๋ได้แต่เชื่อฟังมารดา นางรับรู้ถึงความห่วงใย แต่บางครานางก็เกียจคร้านที่จะเรียนรู้อะไรมากมายในวัยนี้ ได้แต่ฝืนใจทำให้บิดามารดารู้สึกดีขึ้นจากการฝึกฝนวรยุทธเล็กน้อยนี้ ด้วยกลัวว่าพวกท่านจะเสียใจหากนางทั้งกินจุทั้งป่วยไข้อีก
“ข้าเชื่อท่านแม่เ้าค่ะ แต่เื่อ่านหนังสือคัดตำราทำข้าง่วงนอนตลอดเลย เื่ฝึกวรยุทธข้ายังได้ออกแรงบ้าง แม้จะเหนื่อยก็ยังสนุกกว่า”
ฉู่ลี่ได้แต่พยักหน้าเห็นด้วยกับบุตรสาวพลางมองดูบุตรสาวอย่างรักใคร่ ซินอี๋ตัวกลมแก้มยุ้ยผิวขาวอมชมพู ใบหน้ามีเค้าโครงความงาม ดวงตาสดใสกลมโต แต่รูปร่างนี้กลับบวมใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ ขนาดอายุเพียง 7-8 ขวบนางยังตัวกลมขนาดนี้ หากนางเติบโตกว่านี้รูปร่างจะขยายใหญ่ขึ้นอีกกี่เท่าตัว ทั้งอาหารที่นางกินแต่ละมื้อต้องมีข้าวไม่ต่ำกว่า 3-4 ชาม ไม่นับอาหารที่กินรองท้องอีก ยามหาอาหารให้นางช้า นางมักจะมีอาการชัก ปวดท้อง มือไม้สั่นจนทุรนทุราย
ครั้งแรกที่ซินอี๋มีอาการนี้ ฉู่ลี่และสามีนึกว่านางเจ็บป่วยทรมานด้วยมีโรคร้ายอันใดในร่างกาย พยายามตรวจหาอาการกันอยู่นานก็ไม่พบ จนเมื่อได้ลองให้นางทานอาหารตามปริมาณที่นาง้าจึงอาการดีขึ้น ทำให้พวกเขาต้องหาอาหารมากมายมาให้นางกินอิ่มเพียงพอเท่าที่นาง้าทุกวัน ด้วยไม่อยากเห็นบุตรสาวทรมานเช่นนั้นอีก
ฉู่ลี่เพียงห่วงว่าหากซินอี๋ยังกินจุเช่นนี้ย่อมไม่เป็ผลดีต่อนางแน่ๆ จึงพยายามคิดค้นยารักษาอาการของบุตรสาวอยู่ทุกวัน ทำบันทึกทุกขั้นตอนเกี่ยวกับวิธีการเอาไว้ ว่ายาตัวใดช่วยในด้านใดบ้าง ทั้งลองผิดลองถูกและเฝ้าสังเกตผลที่ตามมาเป็ระยะเมื่อมียาตัวใหม่ให้ซินอี๋ทดลอง
แม้ยาที่ผ่านมาจะไม่ได้ผลนัก แต่ฉู่ลี่คิดว่าก่อนที่นางจะหมดลมหายใจ จะต้องทำให้บุตรสาวหายจากอาการประหลาดนี้ให้ได้ หากนางและสามีแก่เฒ่าคงจะไม่มีเรี่ยวแรงหาอาหารมากมายเหมือนเดิมได้แล้ว ทั้งกลัวว่าบุตรสาวจะดูแลหาอาหารให้ตัวเองกินมากมายเช่นที่นางกับสามีทำอยู่ทุกวันนี้ไม่ได้ ยิ่งหากซินอี๋เติบใหญ่กลายเป็หญิงอ้วนในวัยปักปิ่นคงหาคู่ครองได้ยาก ในใจฉู่ลี่ทั้งรักและห่วงใยบุตรสาวคนนี้มาก ไม่รู้ว่าเพราะนางอกตัญญูต่อท่านอาจารย์ตัวเองหรือไม่ จึงทำให้บุตรสาวต้องมารับกรรมแทนเช่นนี้ ในใจฉู่ลี่ได้แต่คิดว่าเวรกรรมคงมีจริงแน่ๆ