โรงเตี๊ยมสุ่ยเยวี่ย
หลังจากสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา อาทิตย์สนธยากำลังลับขอบฟ้าไปอย่างช้าๆ ถ้ามองจากหน้าต่างห้องของคุณชายมากรัก จะเห็นแสงอาทิตย์ที่กำลังจะถูกกลืนหายกับลำน้ำฉินไหว เสี้ยวจันทราขึ้นมาแทนที่ ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าช่างงดงามและสะท้อนใจนัก
ห้องพักของคุณชายมากรักผู่ชานเลี่ยไม่เล็กไม่ใหญ่ แต่สะอาดสะอ้านน่าอยู่ ข้างๆ เตียงยังมีโต๊ะไม้แกะสลักตัวหนึ่งวางไว้ด้วยแจกันลวดลายประณีตแต่ยังไม่งดงามเท่าดอกโบตั๋นหลายสีที่ประดับรวมกันอยู่้าแจกัน คุณชายมากรักเหม่อมองมันตรงหน้าต่างครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินไปนั่งที่โต๊ะตรงกลางห้อง เตรียมรินชาร้อนๆ ไว้สองจอกเสมือนรู้ว่ากำลังมีแขกมาเยือนห้องพักของเขา ยังไม่ทันที่จะยกจอกน้ำชาถึงริมฝีปาก แว่มหูก็ได้ยินเสียงสายลมพาดผ่าน
พลันปรากฏเงาร่างสายหนึ่งพุ่งพรวดเข้ามาทางหน้าต่าง คนผู้นั้นดึงถุงคลุมศรีษะออก มันยกยิ้มที่มุมปาก ยืนเอามือกอดอกอย่างสบายอารมณ์ กล่าวเสียงเนิบนาบว่า “เรียกข้าว่าพี่ใหญ่สักครา ฮาฮา”
คุณชายมากรักกระทั่งเหลือบแลยังไม่เหลือบแล นั่งจิบชาร้อนต่อไป หัวร่อพลางกล่าวกว่า “เ้าไหนเลยเป็พี่ใหญ่ได้ มีข่าวดีอันใด ไหนลองบอกมาฟังดู”
จินจงเหรินทรุดนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับคุณชายมากรัก จากนั้นบอกเล่าเื่ราวของวันนี้รวมทั้งเื่ที่พรรคใต้หล้าติดประกาศรับจิตกรที่มีความสามารถเข้าพรรค คุณชายมากรักพอฟังจบจึงเผยยิ้มออกแล้วกล่าวว่า
“์อยู่ข้างเราแล้ว เดิมทีพวกเรายังว้าวุ่นใจว่าจะหาทางให้พี่ใหญ่เข้าไปในพรรคใต้หล้าอย่างไรโดยไม่ถูกพบเห็น แต่ถ้าเข้าไปในฐานะจิตรกรเอก รับรองไม่มีผู้ใดทราบระเเคะระคาย อีกอย่างหนึ่งด้วยความสามารถของพี่ใหญ่ ข้ารับรองว่าเราชนะการประลองอย่างแน่นอน อย่างนั้นก็เท่ากับว่าพวกเราสามารถแฝงตัวไปอยู่ในนั้นได้อย่างเปิดเผย ฮาฮา”
หลังจากสนธนากันอยู่ครู่หนึ่ง จินจงเหรินจงขอตัวลาจากไป เพื่อไปสืบข่าวต่อ ส่วนคุณชายมากรักก็ออกไปท่องเที่ยวตามประสาหนุ่มเ้าสำราญเพื่อไม่ให้ผู้คนผิดสังเกตในการมาเยือนเมืองที่เเสนคึกคักเเห่งนี้ของเขา
คืนนี้เป็คืนเดือนเสี้ยวท้องฟ้ามืดครึ้ม แต่ไม่เป็อุปสรรคต่อคนที่ออกมาแสวงหาความสุขภายใต้แสงโคมไฟหลากสีมากมาย แต่หารู้ไม่ว่าความมืดค่อยๆ คืบคลานออกมา กลืนกลินบรรยากาศอันคลื้นเคลงของเมืองฉินไหวทีละน้อย…
ห่างจากตัวเมืองออกไปเป็เทือกเขาทอดยาวสู่ป่าอันรกครึ้มหลายร้อยลี้ จากตัวเมืองอันห่างไกลกว่าจะเดินทางถึงเมืองฉินไหวต้องกินเวลาแรมเดือน ดังนั้นว่าที่เทพธรรมรุ่นต่อไปที่จะสืบทอดตำแหน่งต่อจากจางสือเจียนอย่าง ศิษย์เพียงหนึ่งเดียวในรอบหนึ่งร้อยปีที่สามารถก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งเทพอธรรมคนต่อไป ชุดยาวสีขาวบริสทุธิ์ที่สวมใส่อยู่เป็ชุดรัดกุมคลุมทับด้วยเสื้อคลุมยาวสีขาว ชายเสื้อยังมีปัดลวดลายใบไผ่สีเขียว ให้ความรู้สึกงดงามแต่สูงส่งในขณะเดียวกันความงดงามกลับมาพร้อมความลี้ลับที่ไม่สารมารถบ่งบอกบรรยายชนิดหนึ่ง
สตรีรูปร่างบอบบางขัดกับฝักกระบี่โบราณที่ถือแนบลำตัวอยู่ตลอดเวลา จางเหวินชิงป็นศิษย์เอกของจางสือเจียนเทพอธรรมรุ่นที่สี่คนก่อนที่ถูกลอบสังหารหลังการเจราจาบางอย่าง สมบัติตกทอดของผู้นำแห่งสำนักเย็นพิสุทธ์ สำนักมารลี้ลับอันดับหนึ่งแห่งดินแดนเย็นพิสุทธิ์หรือเขาหลิงชุนที่หลายคนลืมเลือนความยิ่งใหญ่ของพวกเขาไป นั่นคือกระบี่มารโลหิต กระบี่ที่หลอมจากเหล็กกล้า ตัวกระบี่ทำจากเหล็กเย็นพันปี แต่กลับกลายเป็สีแดงสมชื่อมารโลหิต ชาวยุทธภพที่เคยได้ยินได้เห็นต่างเรียกขวานนามว่า กระบี่เื กระบี่ที่ดื่มเืแล้วเก็บิญญาของผู้ตายใต้คมกระบี่มานับครั้งไม่ถ้วน
แต่การพกกระบี่มารโลหิตที่มีจิตสังหารอันแรงกล้าไว้กลับตัวไม่ใช่เื่ดีนัก ผู้ที่จิตใจไม่แข็งกล้ามากพออาจถูกธาตุไฟเข้าแทรกโดยง่ายดาย นับั้แ่เทพธรรมรุ่นที่สี่จางสือเจียนเพียงคนเดียวแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดเคยพบกระบี่มารโลหิตอีกเลย ว่ากันว่ามันถูกฝังไว้ในที่ที่สมควรถูกลืม หรือมีใครบางคน่ชิงมันไปจากผู้เป็อาจารย์ มีแต่สายโลเืของเทพอธรรมเท่านั้นที่จะสามารถเผยที่ซ้อนของกระบี่มารโลหิตออกมา จางเหวินชิง้าคำตอบ ้าทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับจางสือเจียนเมื่อสิบกว่าปีก่อน…
สำนักมารอันดับหนึ่งอย่างสำนักเย็นพิสุทธิ์มีหน่อยข่าวกรองที่ทำงานและแฝงตัวอยู่ทั่วสารทิศในแผ่นดินจงหยวนเพื่อคอยสืบข่าวและรอวันหวนคือสู่อิสระภาพอีกครั้ง พันธะสัญญาสงบศึกร้อยปีช่างยาวนานและทรมาณนัก… สำหรับมารนอกรีตอย่างพวกเรา แม้เลือกชาติกำเนิดมิได้ แต่เลือกที่จะกระทำการในทางที่ถูกที่คสร น่าเสียดาย พวกที่เรียกขานตัวเองว่าเป็ปัญญาชนกลับดูแคลนรูปแบบในการดำเนินชีวิตที่แตกต่างจากพวกมัน ใส่ความผู้อื่นเพื่ออำนาจผลประโยชน์ส่วนตนให้ลักธิตนเองเป็ผู้ยิ่งใหญ่แล้วเหยียบรูปแบบการดำรงชีวิตของผู้คนให้จมดิน
‘แผ่นดินจงหยวนนั้นยิ่งใหญ่ เหตุไฉนไม่มีที่ให้ข้ายืนหยัดทรงกาย’ จางเหวินชิงเดินย้ำไปบนผืนดินแต่ในใจกลับสะท้อนใจยิ่งนัก กฏเกณ์ในยุทธภพช่างน่าขันนักสำหรับนาง
นางหาใช่แค้นเื่ราวโลกหรือกล่าวโทษความคราเคราะห์ที่ไม่สามารถเลือกชาติกำเนิดด้วยตัวเองได้ แต่การถูกตัดสินจากภายนอกใช่เป็ความรู้สึกน่าหัวร่อหรือไม่ เป็เื่อัปยศหดหู่หรือไม่ นางไม่แน่ใจนัก แต่หลังจากนี้ นางขอตัดสินชะตาชีวิตด้วยตนเองขอนำพาสำนักมารที่เหล่าบรรพชนสร้างขึ้นมาอย่างยากลำบากด้วยตัวเอง จะไม่มีเื่ราวใดหรือผู้ใดมาโยกโคลนความคิดเหล่านี้ออกไปจากจิตใจของนางได้
จิตใจยังฟุ้งซ่านวุ่นวาย แต่สติกลับแจ่มใส แว่วเสียงขลุ่ยไม้ไผ่ดังมากระทบโสต เสียงบรรเลงออกมาดั่ง้าคลอเคลียกับเสียงเหล่านกทั้งหลายในพงไพร
จางเหวิงชิงหยุดเดินแล้วยิ้มที่มุมเล็กเล็กน้อย กล่าวเสียงอ่อนหวานว่า
“เสียงขลุ่ยช่างไพเราะนัก น้องเรา กลัวไม่มีผู้อื่นสนใจท่านหรือ? ถึงได้คอยตามพี่ใหญ่ ทุกฝีก้าวเช่นนี้”
เสียงหัวร่อฮาฮา ดังมาจากบนกิ่งไม้ของต้นไม้ต้นหนึ่ง จากนั้นกลายเป็ร่างบุรุษแต่งกายภูมิฐานะโลงมาจากต้นไม้ มือหนึ่งถือพัด มือหนึ่งถือขลุ่ยไม้ไฝ่ ท่าทางร่าเริงยิ่งนัก มันกลับดีใจเมื่อเห็นโฉมสระคราญอย่างจางอี้ชิง จึงรีบกล่าวด้วยความตื้นตันใจว่า “พี่ใหญ่ ในที่สุดท่านมาแล้ว ข้ากับจงเหรินรอท่านอยู่นานเชียว”
จางเหวินชิงยกมือข้างหนึ่ง ใช้หลังมืองอนิ้วเข็กศรีษะผู้เป็ศิษย์น้องคนรองของตัวเอง ถึงภายนอกจะดูเ็าไร้น้ำใจ แต่ถ้ากับครอบครัวที่เหลือแล้วอย่างผู่ชานเลี่ยกับจินจงเหรินแล้วล่ะก็ นางก็พร้อมที่จะเอ็นดูทั้งสองคนอย่างไม่มีเงื่อนไข
หัวร่อพลางกล่าวว่า “เ้า เ้า เ้า น่ะหรือ จะอยากให้พี่ใหญ่อย่าข้ามาหา อยากให้อยู่สำนักกับเหล่าผู้เฒ่าล่ะมากกว่า หึ”
จางเหวินชิงพูดจบพลางค้อนมันวงหนึ่ง ศิษย์พี่ศิษย์น้องจากกันแรมปี ย่อมต้องคิดถึงและห่วงหาเป็ธรรมดา
หลังจากนั้นทั้งสองยังเดินทางเข้าเมืองด้วยกันสักระยะหนึ่ง พอมาใกล้ถึงเขตชานเมืองฉินไหว คุณชายมากรักผู่ชานเลี่ยจึงปลีกตัวจากไปเพื่อไม่ให้ผู้อื่นสงสัย จากคำบอกเล่าของจินจงเหริน จางเหวินชิงก็เห็นพ้องด้วยเื่ที่ให้ตนเองสวมรอยเป็จิตรกรแล้วเข้าไปประลองฝีมือเพื่อให้ได้รับคัดเลือกเป็จิตกรอันดับหนึ่งและสังกัดเข้าพรรคใต้หล้า ด้วยความสามารถและพร์ของนาง แม้มิใช่อัจฉริยะบุรุษอย่างจางสือเจียนผู้เป็อาจารย์แต่จางเหวิงชิงก็ได้รับการถ่ายทอดวิชาทุกเเขนงเเละทุกอย่างมาเป็อย่างดีเยี่ยมไม่เเพ้บุรุษใดๆ
เมื่อเข้าเมือง ก็เลือกเข้าพักที่โรงเตี๊ยมเล็กๆ แห่งหนึ่งย่านชานเมืองฉินไหว จัดการปลอมแปลงโฉมเป็หญิงสาวชาวชวีอี้ที่เดินทางมาจากทางฝั่งตะวันตกห่างไกลออกไป ทำเหมือนเดินทางมาไกลเพื่อมาเที่ยวชมแผ่นดินจงหยวนและสนใจเข้าการประลองวาดภาพในครั้งนี้ อุปกรณ์ที่จำเป็ถูกจัดเตรียมโดยความช่วยเหลือจากจินจงเหริน ส่วนคุณชายมากรักผู่ชานเลี่ยยังมีฉากหน้าม่านเป็คุณชายเ้าสำราญที่ใครๆ ต่างรู้จัก ทั้งสามคนจะถูกเปิดเผยฐานะที่แท้จริงมิได้เป็อันขาด
ก่อนวันประลองที่พรรคใต้กล้าหนึ่งวัน ยังมีเวลาให้จางเหวินชิงได้พักผ่อน ดังนั้นเขาจึงเปลี่ยนเป็สวมชุดขาวเนื้อผ้าธรรมดาออกไปสำรวจตลาดตามทางเดินที่ทอดสู่ถนนสายใหญ่ภายในเมืองฉินไหว วันนี้อากาศแจ่มใส แดดไม่แรงนัก แต่ก็ไม่ลืมที่จะพกร่มกระดาษสีขาวคันหนึ่งติดมือไป หญิงสาวอายุวัยเพียงยี่สิบกว่าปี การเดินพกกระบี่ติดตัวคงไม่ใช่เื่อันชาญฉลาดนัก
วันนี้ภายในเมืองผู้คนไม่หนาแน่นมาก อากาศไม่เย็นสบาย ชาวบ้านต่างออกมาจับจ่ายใช้สอยตามร้านรวงของชาวบ้านที่ขายสินค้าต่างๆ มากมาย
จางเหวินชิงเพลินเพลินกับการเดินดูผู้คนตามท้องถนน นานมากแล้วที่เขาไม่ได้ัักับบรรยากาศของชีวิตผู้คนที่แสนจะธรรรมดา กลับให้ความรู้สึกแปลกประหลาดอีกอย่างหนึ่ง ชีวิตที่แสนจะเรียบง่ายแต่กลับเป็เื่ยากสำหรับนางที่จะมีโอกาสได้ใช้ชีวิตเช่นนี้ เดินไปในใจกลับคิดเื่ราวมากมายจนมาหยุดอยู่ที่บริเวณใกล้สะพานจูเชี่ย รองเท้าผ้าสีขาวหุ้มเท้าลายปักนกกระเรียนกำลังก้าวขึ้นสะพาน เผยให้เห็นข้อเท้าขาวและผิวขาวราวหิมะยามสายลมชุนเทียนพลัดพลิ้วต้นหลิวอยู่ริมสะพานจูเชี่ย ยังมีสร้อยข้อเท้าที่ผู้เป็อาจารย์ถักจากเชือกเอ็นวัวแล้วร้อยด้วยลูกปัดสองสามเม็ดผูกไว้กับข้อเท้าข้างหนึ่ง มือเรือวโอบถุงห่อสีเข้มบรรจุพวกของหมึก พู่กันและหนังสือภาพอีกไม่กี่เล่ม มือข้างหนึ่งกางร่มสีขาวปลายของร่มปิดไว้ระดับสายตาแทบจะซ่อนใบหน้าที่แสนงดงามของตนเองไว้ เหมือนไม่อยากให้ผู้ใดพบเห็น
ห่างไกลจากร้านค้าของชาวบ้านที่เเสนวุ่นวายออกไป เดินผ่านมาถึงทางขึ้นสะพานจูเชี่ย ที่ให้ผู้คนสัญจรเพื่อเข้าไปยังอีกฝั่งของถนนสายหลัก กลับมีบุรุษหนึ่งสวมใส่ชุดคลุมยาวผ้าแพรอย่างดีสีขาวลวดลายเมฆสีคราม มือไพล่อยู่ด้านหลังทั้งสองข้าง กำลังเดินสวนมาทางขวามือของจางเหวินชิง ตามหลังด้วยชายอายุไล่เลี่ยกันสวมชุดบรรฑิตสีเขียวเข้ม จางเหวินชิงไหนเลยคิดจะเหลือบแล สาวตามองแต่สายข้อเท้าที่ตัวเองสวมใส่เป็ประจำ กลับก้าวอย่างช้าๆ เดินสวนผ่านไป
ทว่า….ความเคลื่อนไหวเล็กน้อยนี้กลับอยู่ในสายตาของบุรุษร่างสูงโปร่งที่สวมชุดนักบู๊สีขาวมาั้แ่แรก ประมุขพรรคอู๋อี้ฝานเบือนหน้าไปทางขวาเล็กน้อย หมายจะชำเลืองมองสตรีที่กำลังเดินสวนกับตนเอง เวลาเหมือนถูกหยุดไว้เพียงเท่านั้น เสียงใบไม้จากต้นหลิวและไผ่ใบเขียวริมสะพานจูเชี่ยค่อยๆ ถูกสายลมพัดพลิ้วผ่านข้างกายคนทั้งสองอย่างช้าๆ อี้ฝานไม่ทราบว่าเวลาหยุดเดินไปแล้วหรือหัวใจข้างในเขาหยุดเต้นหรือไม่ ริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงสดใส ผิวแก้มที่ขาวราวหิมะเนียนละเอียด แม้ปราศจากสีชาดที่สตรีทั่วไปใช้แต่งแต้ม แต่ทว่ากลับให้ความรู้สึกเหมือนกับกลับไปสู่ความงดงามอันลึกล้ำของธรรมชาติที่ถูกซ่อนไว้ห่างไหลจากผู้คน ปลายจมูกที่เชิดรั้นเปรียบเสมือนเป็สตรีที่เย่อหยิ่งไม่ยอมสยบต่อบุรุษตลอดกาล ทั้งหมดนี้อยู่ในสายตาของอู๋อี้ฝาน น่าเสียดายนักที่ไม่อาจเห็นดวงตาอันสุกใสนั้นได้ กว่าจะรู้ตัวอีกที สตรีนั้นก็เดินลงสะพานไปเสียแล้ว ปล่อยให้อู๋อี้ฝานหยุดยืนอยู่กลางสะพาน ด้วยจิตใจที่เหมือนถูกกระชากิญญาออกไป เขาไม่หันหลัง ไม่มีความจำเป็ต้องกระทำเช่นนั้น เพราะเขาจดจำภาพเบื้องหน้าได้ดีราวกับมันถูกฉายซ้ำอยู่ในโสตประสาทของเขา
“อี้ฝาน ท่านเป็อันใดแล้ว? ไฉนไม่เดินต่อ” ที่ปรึกษาจุนเหลียงเซิง ที่กำลังเดินตามหลัง เรียกอี้ฝาน
อี้ฝานยิ้มให้กับความโง่เง่าของตัวเอง ส่ายศรีษะไล่ความคิดที่จะวิ่งตามสตรีที่ไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อเสียงเรียงนามของนางผู้นั้นไป พลันเหลียวหน้ากลับไปตอบว่า “ไม่มีใด พวกเราไปกันเถอะ”
คืนนี้จันทร์กระจ่าง แต่ในใจอู๋อี้ฝานกลับกระจ่างชัดกว่า
สุราใบไผ่เสี่ยเจี้ยนเซียงที่ขึ้นชื่อของเมืองฉินไหวถูกเทออกจากไหสุรา กรอกเข้าปากประมุขพรรคอย่างช้าๆ อู๋อี้ฝานเอนกายนอนพิงบนต้นไม้นอกหน้าต่างของห้องหนังสือ มองจันทราที่บัดนี้ยังงดงามน้อยกว่าเสี้ยวหน้าสตรีลึกลับที่พบบนสะพานจูเชี่ย เพียงครู่เดียวกลับตราตรึงใจนัก… ในใจยังครุ่นคิดหรือเขาอายุมากแล้วสมควรตบแต่งภรรยาให้กำเนิดบุตร ในแต่ละวันที่ผ่านมา กว่าจะได้ขึ้นดำรงตำแหน่งประมุขพรรคใต้หล้า ด้วยตัวเขาเป็บุตรชายคนโตของตระกุลอู๋ ใช้ชีวิตหลั่งเืภายใต้คมดาบมากมายเพียงใดกว่าจะได้ขึ้นเป็ยอดฝีมือที่ทุกคนล้วนครั่นคร้ามในยามนี้
มือกระบี่ในใจต้องเด็ดเดี่ยวแม้ข้างในเหน็บหนาวเปล่าเปลี่ยวเพียงใดก็ตาม การมีความรัก รังแต่จะทำให้ต้องมาห่วงพะวงในภายภาคหน้า ดังนั้นเขาจึงไม่เคยสนใจเื่ราวของความรักฉันบุรุษสตรี นึกถึงตรงนี้รู้สึกน่าหัวร่อในใจนัก เขาคงเมามายแล้ว ถึงได้คิดเหลวใหลวุ่นวายถึงเพียงนี้ได้
แต่หากได้พบหน้านางสักคราก็คงจะดีไม่น้อย เขายังไม่มีโอกาสได้เห็นแววตาใต้ร่มสีขาวนั้นเลย….