หลังกลับมาจากกรุงเทพรอบนี้ พอขึ้น ม.5 ผมรู้สึกว่าตัวเองชักจะเกเรขึ้นมาก เริ่มคบเพื่อนที่เป็นักเลง ไปเที่ยวงานวัดหรืองานประจำปีตามหมู่บ้านต่างๆ ต้องมีแอบพกอาวุธ (อุปกรณ์ป้องกันตัว) ติดตัวไปด้วยตลอด มีเื่ชกต่อยก็ไปร่วมแจมบ่อยๆ ดื่มเหล้าก็หนักขึ้นมาก เมาจนไม่สามารถกลับบ้านได้ก็มี บางครั้งก็ต้องรบกวนกล้วยมาเก็บผมกลับ จนโดนพ่อแม่พี่แกว่ามาก็บ่อยครั้ง (เพราะเป็ห่วงลูกสาว) แต่การเรียนผมก็ยังไม่ถึงขั้นแย่มาก ยังพอจะประคับประคองไปได้อยู่ ก็จะมีแอบมาโรงเรียนสายบ้างเป็ครั้งคราว…
ถึงจะดูย่ำแย่ไปหน่อย แต่ปีนี้ผมก็ยังคงได้เป็ตัวแทนโรงเรียนไปแข่งขันวิชาการระดับจังหวัดอยู่ คราวนี้ผมต้องไปแข่งในอีกสาขาวิชาเพราะครูอยากให้ผมได้ลองหลากหลายขึ้น ดังนั้น น้องมิ้น อดีตรุ่นน้อง ม.3 ที่เคยไปแข่งระดับภาคด้วยกัน พอน้องขึ้น ม.ปลาย ครูเลยให้น้องไปแข่งวิชาเดิมของผมที่เคยแข่งไปในปีที่แล้ว ผมเลยมีโอกาสได้ช่วยติว ช่วยสอนเทคนิคต่างๆ ให้น้องอย่างใกล้ชิดพอสมควร (มันดีตรงนี้)
จนจบการแข่งขันน้องมิ้นคว้าอันดับ 2 มาได้ ทุกคนดีใจกับน้องมาก และผมเองก็ได้อันดับ 2 มาเช่นกัน (ได้มาแบบหืดขึ้นคอ) แต่เหมือนจะน้อยกว่าความคาดหวังของใครหลายๆ คน คุณครูหลายท่านเริ่มเป็ห่วงและขอคุยด้วยหลายครั้ง แต่ผมก็ยังคงไม่ได้ปรับตัวอะไรนัก… (จะให้เก่งในทุกด้านก็ไม่ไหวนะครับครู)
จริงๆ ผมโชคดีมากที่มีครูประจำชั้นที่ยังเป็วัยรุ่นอยู่ ครูพึ่งจบมาและได้บรรจุที่นี้เป็ที่แรก ท่านเป็ผู้หญิงที่สวยคนนึงเลยและที่สำคัญกว่าความสวยคือท่านทั้งเข้าใจและเป็กันเองกับพวกเรานักเรียนมาก นอกจากจะสอนวิชาการให้แล้วยังสอนการใช้ชีวิตวัยรุ่นให้พวกเราอีกด้วย ทุ่มเทกับพวกเรามาก เวลามีกิจกรรมของห้องหรือห้องเราแข่งชนะได้อะไรกลับมา ก็จะใช้บ้านเช่าของท่าน (ไม่ใช่บ้านพักครูในโรงเรียน) เป็ที่เลี้ยงฉลอง…
จนบางครั้งถึงกับโดนครูท่านอื่นตำหนิถึงเื่การวางตัวระหว่างนักเรียนกับครูอยู่บ่อยๆ นักเรียนห้องเราจึงรักและเคารพท่านมากๆ กันทุกคน ผมก็ได้ท่านสอนอะไรเยอะมาก ท่านเป็คนพูดตรงๆ ไม่อ้อมค้อมไม่ปิดบัง แม้จะเป็เื่ปัญหาชีวิตวัยรุ่นต่างๆ ที่ผู้ใหญ่ไม่ค่อยกล้าที่จะบอกหรืออธิบายให้เด็กเข้าใจได้ ท่านก็จะสอนจะบอกจนผมสามารถแก้ปัญหาคาใจในชีวิตไปได้เยอะเลย (จนถึงทุกวันนี้ผมก็ยังคงติดต่อครูท่านนี้อยู่ตลอด)
พอเข้าสู่่งานกีฬาโรงเรียนในปีนี้ พวกเราค่อนข้างโดดเด่นเป็พิเศษ ทีมของเราสามารถเอาชนะทีมรุ่นพี่ห้องคิงที่เป็นักกีฬาบาสโรงเรียนเหมือนกันได้ (ปีนี้จับได้อยู่คนละสี) รอบชิงจึงเป็เกมที่มันส์ ดุเดือดและสูสีมาก ผมได้แสดงศักยภาพตัวเองออกมาได้ดีมากๆ ะเิฟอร์มจนทะลุขีดความสามารถปกติที่เคยทำได้ ทำให้ผมดูเทพและหล่อขึ้นมากเลย
กระทั้งมีรุ่นน้องผู้หญิงเริ่มมาชอบแล้ว มีให้เพื่อนมาบอกผมบ้างหรือมาคอยเชียร์ข้างสนามบ้าง ก็รู้สึกดีแปลกๆ แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก เพราะตอนนั้นไม่ได้รู้สึกชอบรุ่นน้องที่เข้ามาเลยซักคน ส่วนคนที่ผมชอบก็ไม่มา (น้องมิ้น) หรืออาจเป็เพราะผมมีอะไรให้ทำให้สนใจเยอะอยู่ตลอดด้วยมั้ง เลยไม่คิดอะไรตอนนั้น…
มาถึง่เข้าค่าย รด. ในเดือนกันยายน ปีนี้ผมอยู่ชั้นปีที่ 2 แล้ว ซึ่งโรงเรียนที่ถูกใช้เป็ศูนย์ฝึกของปีนี้จะอยู่ค่อยข้างไกลจากโรงเรียนพวกเรามาก กว่ารถบัสจะพาพวกเราไปถึงก็สายเสียแล้วเลยถูกซ่อมั้แ่ลงจากรถเลย โดยั้แ่แรกแบบนี้ใจผมนึกว่าจะซวยไปตลอดแล้ว แต่ผมกลับคิดผิด การฝึกปีนี้พวกเราไม่หนักเท่าปีแรกเลย
และความโชคดีที่ผมพอจะทำโปรแกรมคอมเป็ ซึ่งสมัยนั้นนักเรียนที่ใช้คอมคล่องมีค่อนข้างน้อย ครูฝึกเลยให้ผมไปช่วยงานที่ห้องธุรการ ทำพวกเอกสารต่างๆ ั้แ่วันแรกๆ ผมเลยไม่ต้องฝึกหนักตลอดเวลาเหมือนเพื่อนๆ
ทั้งนี้ผมก็ยังคงต้องปฏิบัติตัวตามระเบียบปฏิบัติประจำวันั้แ่ตื่นนอนถึงเข้านอนอยู่ แต่่ฝึกทั้งเช้าและบ่ายรวมถึง่ออกกำลังกายตอนเย็นผมอาจจะน้อยกว่าเพื่อนๆ คนอื่น เพราะต้องไปช่วยงานครูฝึก ซึ่งในระหว่างที่ผมช่วยงานอยู่นั้นก็มีโอกาสได้เจอเพื่อน นศท.หญิง ที่สลับกันเป็ตัวแทนมาส่งเอกสารที่ห้องธุรการอยู่บ่อยๆ ด้วย
พอมองปุ๊บผมก็จำได้เลยว่านี่มันเหล่านางฟ้าทั้ง 3 จากปีที่แล้วนี่นา... (สงสัยครูฝึกก็เล็งอยู่มั้ง ถึงให้มาช่วยงานบ่อยๆ) จริงๆ แล้วผมพอจะรู้จักชื่อพวกเธอมาั้แ่ปีที่แล้ว (แต่ละคนออกจะเด่นขนาดนั้น) โดย ผึ้ง กับ ส้ม มาจากโรงเรียนที่เป็ศูนย์ฝึกปีนี้ ส่วน ฟาง มาจากโรงเรียนแถวชายขอบ คล้ายๆ โรงเรียนผม…
ยิ่งพอผมได้มามองใกล้ๆ แบบนี้แล้ว แต่ละคนยิ่งน่ารักกว่าที่เคยเห็นไกลๆ เมื่อปีที่แล้วอีก ใน 3 คนนี้ ถ้าจะให้ผมจัดอันดับ ผมคิดว่าผึ้งเป็คนที่สวยที่สุด (สวย หุ่นดีและน่ารักมากเป็ดาราได้เลย) ถัดมาก็จะเป็ ฟางและส้ม ตามลำดับ จริงๆ แล้ว ฟางเองก็เป็คนสวยคนนึงเลย แต่ชอบทำหน้านิ่งๆ เลยดูดุไปหน่อย ส่วนส้มก็เป็คนที่น่ารักสดใส ที่สำคัญหุ่นดีมาก แต่ไม่ใช่แนวผมตอนนั้น (ถ้าคนอื่นมองอาจจะสลับอันดับไปมาก็ได้)
พวกเราเจอกันบ่อยมาก ผมก็มีโอกาสได้คุยเล่นกันไปบ้างแต่ก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะคิดว่าถึงจะจีบไปพวกเธอก็คงไม่สนใจคนอย่างผมอยู่ดี ซึ่งตลอด่เข้าค่ายผมมีโอกาสได้คุยกับฟางเยอะสุด เหมือนพวกเราจะคุยกันถูกคอ ถัดมาก็จะเป็ส้ม จะชวนคุยกันบ้างเล็กน้อยตอนเอาเอกสารมาส่ง ส่วนผึ้งผมไม่ค่อยกล้าจะคุยด้วย เลยแทบจะไม่ได้คุยเล่นด้วยเลย มีแค่คุยเื่งานที่รับมอบมาเท่านั้น..
จนมาถึงวันสุดท้ายที่เป็วันปล่อยผี ซึ่งครูฝึกจะปล่อยให้ทุกคนรื่นเริงกันได้เต็มที่ ผมก็เดินเวียนสลับไปพูดคุยกับคนนั้นทีคนนี้ทีจนเพื่อนๆ ของผมอิจฉากันเป็แถวๆ และคงงงกันว่าผมไปสนิทกับพวกเธอั้แ่เมื่อไหร่ (ผมโคตรมั่นหน้าเลยตอนนั้น) จนการฝึกปีนี้ก็ผ่านพ้นไป ระหว่างนั่งรถกลับ เพื่อนๆ หลายคนบ่นอิจฉาผมมาก
“มึงนี่โคตรสบายเลยนะ แล้วยังได้พูดคุยกับเหล่าดาวประจำค่ายอีก..” ผมก็ไม่เถียง ได้แต่ยิ้มแล้วคิดในใจว่า
‘เออหว่ะเราโชคดีจริงๆ…’
หลังกลับมาจากการเข้าค่ายฝึก ร.ด. ผมก็มัวแต่วุ่นวายและสนุกอยู่กับโปรแกรมแชท Pirch 98 อยู่ตลอดเวลา ยุคนั้นแทบไม่มีใครไม่รู้จัก ่นั้นผมแทบจะเข้าไปเผือกมันทุกห้อง มีทั้งห้องมัธยม ห้องจีบสาว ห้องวิชาการ หรือแม้กระทั้งห้องผู้ใหญ่.. มันง่ายมากแค่เพียงเราอยากเข้าห้องไหนก็สามารถกดเข้าไปได้เลย เปิดโลกผมมาก่นั้น ผมติดงอมแงม และผมก็แอบลงที่คอมโรงเรียนไว้ด้วย ซึ่งหลายคนก็เคยได้แฟนจากโปรแกรมนี้…
ผมเองก็ได้มีโอกาสลองดู เหตุเกิดในระหว่างที่ผมกำลังแชทในห้องเด็กมัธยมของจังหวัดอยู่ ได้มีโอกาสรู้จักกับนักเรียนหญิงคนหนึ่ง เธอชื่อ เปิ้ล พวกเราคุยกันในกลุ่มแชทอยู่พักใหญ่ เกี่ยวกับเื่กิจกรรมของโรงเรียนต่างๆ พวกการแข่งกีฬา แข่งวิชาการ แล้วอยู่ดีๆ วันหนึ่งเธอก็ทักตรงมาหาผม (DM) และบอกว่าเธอรู้จักผม พวกเราเคยแข่งกันเมื่อปีที่แล้ว (ตอนอยู่ ม.4)
เธอบอกว่าเธอแข่งแพ้ผม เธอได้อันดับ 2 ผมก็พยายามนึกและจำได้ลางๆ ว่าที่ 2 เป็นักเรียนหญิงใส่แว่น หน้าตาก็ธรรมดาๆ ไม่ได้โดดเด่นอะไร ที่จำได้เพราะพวกเราแข่งกัน 2 รอบ ซึ่งรอบ 2 จะเหลือแข่งตัดสินกันแค่ 3 คน และโรงเรียนของเธอก็เป็เ้าภาพจัดสถานที่แข่งตัดสินนั้นเพราะอยู่ในตัวจังหวัด พอนึกขึ้นได้ก็เลยบอกเธอไปว่า
“ออ… ผมจำได้แล้ว ดีใจที่ได้เจอกันอีกนะครับ...”
จากนั้นพวกเราก็คุยกันตลอดและคุยกันถูกคอมาก อาจเป็เพราะพวกเราชอบสิ่งที่เหมือนกันนั้นคือเื่เกี่ยวกับคอม พวกเราสลับกันให้คำปรึกษาหรือช่วยสอนกันตลอด คุยกันทั้งเื่เรียนและเื่อื่นๆ ตอนนั้นเปิ้ลถือเป็เพื่อนต่างโรงเรียนที่ผมถือว่าสนิทมาก (แต่ยังคงไม่คิดอะไรเกินเพื่อน เพราะจำหน้าเธอได้ตอนแข่งปีที่แล้ว เธอไม่ใช่สเปคของผม) จนก่อนจะเริ่มงานแข่งขันกีฬาโซนฯ ของปีนี้ ผมก็ได้บอกไปว่าผมจะต้องเข้าไปแข่งบาสที่ตัวเมือง เธอจึงตอบกลับมาว่า
“ดีเลย เดี๋ยวเราค่อยนัดไปหาอะไรกินกัน...”
และแล้วการแข่งขันกีฬาโซนฯ ปีนี้ก็มาถึง ครั้งนี้ทีมเราตั้งใจกันมาก เพราะรุ่นพี่ที่มาด้วยกันหลายปีก็จะมาแข่งด้วยกันเป็ปีสุดท้ายแล้ว พวกเราเลยทุ่มกันเต็มที่จนแทบไม่มีเวลาสนใจสิ่งอื่นเลย กว่าผมจะหาเวลานัดเจอกับเปิ้ลได้ก็ค่อนข้างลำบากทีเดียว จนการแข่งสุดท้ายมาถึง ทีมพวกเราแพ้ตกรอบ ตอนแพ้ก็มีเจ็บใจกันบ้าง แต่ซักพักก็แอบดีใจเพราะปีนี้พวกเรามาได้ไกลที่สุดเท่าที่เคยมาแข่งรายการนี้แล้ว…
วันสุดท้ายก่อนกลับ ผมจึงได้นัดเจอเปิ้ลที่ร้านไอศครีมในห้างเดอะเกรท (ห้างเก่าแก่ของชัยภูมิ) พวกเราได้นัดเวลา และการแต่งกายกันไว้ล่วงหน้า พอผมมาถึงจึงเห็นว่าเธอมาถึงก่อนแล้ว เลยเดินเข้าไปหา พอผมเห็นเธอใกล้ๆ ผมแทบจำภาพตอนที่เราเคยเจอกันเมื่อปีที่แล้วไม่ได้เลย เธอน่ารักขึ้นมาก สวยเลยแหล่ะ รู้สึกจะเปลี่ยนแว่นด้วยเลยยิ่งดูดีขึ้น ต่างกับผมที่มาแบบโคตรโทรม แต่งตัวโคตรเห่ย รู้สึกเลยว่าพลาดอะไรไปหลายอย่างมากๆ
พอทักทายกันซักพักก็ไปนั่งที่โต๊ะ ในแชทพวกเราคุยกันเป็ต่อยหอยเลย แต่พอเจอตัวจริงกันก็เงียบจนแทบสงัด ได้แต่สั่งไอศครีมกันคนละถ้วน ผมพยายามจะหาเื่คุยกันแต่ก็มัวแต่เคอะเขิน พอเริ่มจะเข้าที่ก็คุยกันไปได้นิดเดียวก็ต้องแยกย้ายแล้ว เพราะผมต้องรีบกลับ่บ่ายนี้ ตอนนั้นผมนึกเสียดายหนักมาก ว่าทำไมผมไม่นัดเจอเธอมาก่อนหน้านี้ จะได้มีโอกาสทำความรู้จักและสานสัมพันธ์กันมากกว่านี้…
‘พลาดเลย นี่มันยังไงนะ ตอนแรกเราไม่ได้รู้สึกสนใจอะไรเปิ้ลเลยนี่นา แล้วความรู้สึกนี้มันคืออะไร… ทำไมเราเสียใจ และเสียดายโอกาสครั้งนี้จัง…’ ผมยังคงคิดเสียดายและรู้สึกว่าตัวเองกำลังพลาดอะไรไป…
……….>> ฮอร์โมน…