บทที่ 17 ก้าวเข้าสู่ขอบเขตต้องห้าม
ภายในหอดารา เซียวอวิ๋นกำลังเตรียมตัวจากไป แต่จู่ๆ เขาก็นึกบางอย่างขึ้นได้ เมื่อเดินมาถึงประตู เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาวเหนือศีรษะแล้วกล่าวว่า "ครั้งหน้าที่ข้ามา เ้าไม่ต้องให้ข้าเลือกอีกแล้ว เอาเคล็ดวิชาที่แข็งแกร่งที่สุดมาให้ข้าเลยดีกว่า"
ผู้คนที่ได้ยินต่างมองเขาด้วยสีหน้างุนงง นี่เขากำลังข่มขู่หอดาราอยู่หรือ?
ช่างเป็การกระทำที่ไม่เคารพอย่างร้ายแรง!
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงยิ่งกว่านั้นคือ พวกเขาเห็นตัวอักษรขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยดวงดาวนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าเหนือศีรษะรวมตัวเป็คำว่า ‘ได้!’
ทันใดนั้น ทุกคนล้วนไม่อยากเชื่อสายตา พวกเขาไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีคนกล้าข่มขู่หอดารา และยังประสบความสำเร็จอีกด้วย
เซียวอวิ๋นพยักหน้าอย่างพอใจ หลังจากได้รับโอกาสในการรู้แจ้งอีกสามครั้ง เขาก็เดินออกจากหอดาราอย่างมีความสุข
แน่นอนว่า เซียวอวิ๋นยังคงเตรียมตัวที่จะทำตัวโอ้อวดต่อไป
เห็นได้ชัดว่าขณะที่เดินออกมา เขาพูดกับตัวเองว่า "ข้าควรจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตต้องห้ามแล้ว ออกไปทดสอบดูสักหน่อยดีกว่า..."
เมื่อคำพูดของเซียวอวิ๋นจบลง ผู้คนในหอดาราต่างสะดุ้งโหยง จากนั้นก็พากันวิ่งออกจากหอดาราเพื่อไปชม 'การแสดง' ของเซียวอวิ๋น
เพราะพวกเขาก็รู้สึกสงสัยเช่นกัน หลังจากที่เซียวอวิ๋นฝึกฝนเคล็ดวิชาระดับยอดเยี่ยมแล้ว พลังของเขาจะสามารถไปถึงระดับใดหนอ
การที่ผู้คนเหล่านี้พากันหลั่งไหลออกมาอย่างบ้าคลั่ง ทำให้ผู้คนภายนอกหอดาราเกิดความสงสัย แต่หลังจากได้รับคำอธิบาย ทั่วทั้งลานกว้างก็ตกอยู่ภายใต้ความโกลาหลทันที
หลังจากนั้น กลุ่มผู้คนก็มารวมตัวกันล้อมรอบศิลาจารึกข้างหอดาราไว้หลายชั้น
เซียวอวิ๋นยืนอยู่ใต้ศิลาจารึก ดวงตาทั้งสองเปล่งประกายแวววาว เขาใช้วิชาเก้าหมัดราชันซัดไปยังศิลาจารึกเบื้องหน้าอย่างรุนแรง
ในขณะที่หมัดนี้ถูกซัดออกไป รอบแขนของเซียวอวิ๋นปรากฏเงาเก้ากำปั้น จากนั้นเงาทั้งหมดก็รวมตัวกันเข้าสู่กำปั้นของเขาหลอมรวมเป็แสงสีทองอันเจิดจ้า
"ตู้ม!"
เสียงดังสนั่นหวั่นไหว
เมื่อเซียวอวิ๋นซัดหมัดนี้ออกไป พื้นดินใต้เท้าของเขาก็สั่นะเื มวลพลังทำลายล้างราวกับูเาไฟะเิ ในอากาศมีเสียงะเิดังขึ้นไม่หยุด
ส่วนศิลาจารึกที่ถูกหมัดของเซียวอวิ๋นกระแทกเข้าก็ปล่อยแสงสีทองที่เจิดจ้ายิ่งกว่าเดิม ราวกับดวงอาทิตย์ที่กำลังลุกไหม้ส่องสว่างไปทั่วม่านรัตติกาลบนฟากฟ้า ทำให้หมู่ดาวหม่นแสงลงไปทันตา
"ไม่รู้ว่าจะไปถึงเท่าไหร่กันนะ?"
"ต้องเกินหนึ่งแสนแน่นอน!"
"ขอบเขตต้องห้าม เกินหนึ่งแสนย่อมต้องเป็พลังของขอบเขตต้องห้าม!"
กลุ่มคนที่รวมตัวอยู่โดยรอบต่างจ้องมองไปที่ศิลาจารึก ส่วนเหนือหอดารานั้น บรรดาผู้าุโสูงสุดและผู้าุโทั้งหลายก็กำลังหรี่ตามองลงมาที่ศิลาจารึกเช่นกัน
ท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมาย ในที่สุด บนศิลาจารึกก็ปรากฏตัวเลขออกมาเป็ชุด!
‘สองแสน!’
ตัวเลขเช่นนี้ช่างน่าตื่นตะลึงยิ่งนัก ทำให้กลุ่มผู้ชมส่งเสียงอุทานด้วยความประหลาดใจ
"เข้าสู่ขอบเขตต้องห้ามแล้วจริงๆ!"
"นี่คือพลังของขอบเขตต้องห้าม มีเพียงบุตรศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นที่จะก้าวถึงขั้นนี้ได้ อาจกล่าวได้ว่า เซียวอวิ๋นมีคุณสมบัติที่จะเป็บุตรศักดิ์สิทธิ์โดยแท้"
"เซียวอวิ๋นแต่เดิมก็เป็บุตรเทวะอยู่แล้ว เพียงแต่เขาสละตำแหน่งโดยสมัครใจเท่านั้น ด้วยพร์ของเขา การเป็บุตรศักดิ์สิทธิ์หาใช่เื่ที่น่าประหลาดอันใด"
"บางทีในอนาคต เขาอาจจะกลับขึ้นสู่ตำแหน่งบุตรเทวะอีกครั้งก็ได้"
ผู้คนพร้อมใจกันส่งเสียงชื่นชม
เซียวอวิ๋นยิ้มแย้มออกมาด้วยความยินดี พละกำลังสองแสนจินเพิ่มขึ้นเป็สองเท่า นี่น่าจะนับว่าเขาก้าวเข้าสู่ขอบเขตต้องห้ามแล้ว
‘ไม่รู้ว่าหากข้าฝึกเคล็ดวิชาระดับยอดเยี่ยมอีกวิชา จะเพิ่มพละกำลังอีกหนึ่งแสนจินได้หรือไม่’ เซียวอวิ๋นคิดในใจ
อย่างไรก็ตาม เซียวอวิ๋นไม่คิดจะฝึกเคล็ดวิชาระดับยอดเยี่ยมที่นี่ต่ออีกแล้ว เพราะบางครั้งการแสดงออกมากเกินไปอาจทำให้ผู้อื่นคิดว่าเขาเป็ปีศาจ หากถึงเวลานั้นเกิดไปดึงดูดความสนใจของยอดฝีมือบางคนขึ้นมา แล้วเขาถูกจับตัวไปทำการทดลองเข้าจะทำอย่างไร
เซียวอวิ๋นคิดว่าควรรออีกสักระยะแล้วค่อยมาทดสอบที่นี่อีกครั้ง อย่างไรเสียตอนนี้เขาก็สะสมจำนวนครั้งของการรู้แจ้งได้มากพอแล้ว ยังไม่จำเป็ต้องรีบทำตัวโอ้อวดมากเกินไป
ทันใดนั้น เซียวอวิ๋นก็ตรวจสอบระบบของตัวเอง
ระบบการรู้แจ้ง
หน้าที่: มอบการรู้แจ้งให้แก่ผู้ใช้
จำนวนครั้งของการรู้แจ้ง: 24 ครั้ง (ท่องในใจ สามารถใช้ได้ทุกเมื่อ)
เมื่อตรวจดูแล้ว เซียวอวิ๋นก็อดขำในใจไม่ได้ ‘ระบบนี้น่าจะเปลี่ยนเป็ระบบอวดดีแทนนะ’
"ฮ่าๆ ศิษย์ข้า เรากลับกันเถอะ!" ขณะที่เซียวอวิ๋นกำลังตรวจสอบระบบอยู่นั้น ตี้เทียนก็ทิ้งตัวลงมาจากฟ้า จากนั้นก็พาเซียวอวิ๋น หลินเสี่ยวหย่า และลุงฝูกลับไปยังยอดเขาด้วยกัน
แม้ทุกคนจะแยกย้ายสลายตัวกันเรียบร้อยแล้ว แต่เื่ราวมากมายที่หอดาราก็แพร่สะพัดไปทั่วสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นอย่างรวดเร็วผ่านการบอกเล่าปากต่อปาก
ทันใดนั้น ชื่อของเซียวอวิ๋นก็โด่งดังไปทั่วสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นอีกครั้ง
คราวนี้ไม่มีใครกล้าสงสัยในพร์ของเขาอีก และการที่เขาสละตำแหน่งบุตรเทวะก็ไม่ถูกมองว่าเป็การกระทำของคนโง่อีกต่อไป แต่หลายคนกลับรู้สึกว่าเซียวอวิ๋นมีความกล้าหาญและความมุ่งมั่น จึงเกิดความชื่นชมเป็อย่างยิ่ง
ณ ยอดเขาตี้ ตำหนักเทียน
ลุงฝูกำลังย่างสัตว์วิเศษขนาดมหึมา ไขมันสีทองอร่ามส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย ทำให้เซียวอวิ๋นและหลินเสี่ยวหย่าที่ยืนอยู่ข้างๆ น้ำลายไหลยืด
พวกเขายังไม่ได้บำเพ็ญถึงขั้นไม่ต้องรับประทานอาหาร
ยิ่งไปกว่านั้น เซียวอวิ๋นกำลังหิวโหยชนิดที่ว่าสามารถกินวัวได้ถึงสิบตัวแล้ว
เซียวอวิ๋นมองไปทางตี้เทียน แล้วถามด้วยสีหน้าประหลาดใจว่า "ท่านอาจารย์ เหตุใดพลังของข้าจึงเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณอาหารที่ต้องกินก็เพิ่มขึ้นด้วยเล่า?"
ตี้เทียนได้ยินคำถามก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย "พลังที่เพิ่มขึ้นแสดงว่าร่างกายของเ้าแข็งแกร่งขึ้น ดังนั้นจึง้าสารอาหารมากขึ้น ตอนนี้เ้ามีพละกำลังสองแสนจิน เทียบเท่าช้างยี่สิบเชือก ดังนั้นปริมาณอาหารที่เ้าต้องกินก็ควรเท่ากับช้างยี่สิบเชือกเช่นกัน"
เซียวอวิ๋นได้รับคำตอบก็ยิ้มเศร้า "นี่ไม่ใช่กลายเป็ถังข้าวเดินได้หรอกหรือ!"
"นี่ถือเป็เื่ดี แสดงว่าร่างกายของเ้าแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ แล้ว!" ตี้เทียนกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
ลุงฝูที่กำลังย่างอาหารอยู่ข้างๆ ยิ้มพลางกล่าวว่า "นายน้อยไม่ต้องกังวล ไม่จำเป็ต้องกินมากขนาดนั้นหรอก สัตว์วิเศษของพวกเราเหล่านี้มีพลังมหาศาล กินวันละตัวก็เพียงพอแล้ว"
เซียวอวิ๋นมองสัตว์วิเศษขนาดเท่าูเาลูกน้อยตรงหน้า แล้วถามด้วยความไม่อยากเชื่อว่า "ท่านอาจารย์ พวกเราผู้ฝึกตนต้องบำเพ็ญถึงขั้นไหนถึงจะไม่ต้องรับประทานอาหารหรือขอรับ?"
เขาไม่อยากเป็คนไร้ประโยชน์อีกต่อไป!
ตี้เทียนยิ้มพลางกล่าวว่า "หากเ้าไม่อยากรับประทานอาหาร ก็ต้องบรรลุขอบเขตที่สี่ของผู้บำเพ็ญให้สำเร็จ และนั่นก็คือขอบเขตคูหา์ เมื่อเ้าบรรลุถึงขอบเขตนี้ เ้าจะสามารถเปิดโลกแห่งคูหา์ ดูดซับพลังวิเศษจากฟ้าดินได้ตลอดเวลา เพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงร่างกายอันแข็งแกร่งของเ้า โดยไม่จำเป็ต้องดูดซับสารอาหารจากการรับประทานอีกต่อไป"
เมื่อได้ยินดังนั้น เซียวอวิ๋นก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เพียงแค่ขอบเขตที่สี่เท่านั้น สำหรับเขาแล้วคงไม่ยากเย็นนัก
ความจริง ตอนนี้เซียวอวิ๋นสะสมโอกาสในการรู้แจ้งได้ถึงยี่สิบสี่ครั้ง การทะลวงขั้นรวมปราณและก้าวเข้าสู่ขอบเขตที่สามอย่างขอบเขตสะพานเทพก็ถือว่าไม่ใช่เื่ยากเย็นอีกต่อไป
แต่เซียวอวิ๋น้าเป็เหมือนจักรพรรดิฮุ่นตุ้นผู้นั้น ที่มีพละกำลังหนึ่งล้านจินในขอบเขตหลอมกายา ซึ่งถือเป็การบรรลุขั้นสูงสุดในขอบเขตนี้
เมื่อความคิดดำเนินมาถึงตรงนี้ เซียวอวิ๋นจึงถามตี้เทียนอีกครั้ง "ท่านอาจารย์ ก่อนหน้านี้ข้าได้ฝึกเคล็ดวิชาระดับยอดเยี่ยมหนึ่งชนิดที่หอดารา และเพิ่มพละกำลังได้หนึ่งแสนจิน เช่นนั้นหากข้าฝึกเคล็ดวิชาระดับยอดเยี่ยมอีกแปดวิชา ข้าจะสามารถเพิ่มพละกำลังได้อีกแปดแสนจิน และบรรลุถึงขีดสุดที่หนึ่งล้านจินใช่หรือไม่?"
"..." หลินเสี่ยวหย่าที่อยู่ข้างๆ ได้ยินดังนั้นก็จ้องมองเซียวอวิ๋นด้วยความไม่อยากเชื่อ ดวงตากลมโตทั้งสองข้างสาดประกายประหลาดใจ
สมแล้วที่เป็พี่น้องร่วมสำนักของนาง ถึงกับ้าฝึกเคล็ดวิชาระดับยอดเยี่ยมถึงเก้าวิชา พร์เช่นนี้ไม่เคยมีมาก่อน และคงไม่มีอีกในอนาคตเป็แน่
ตี้เทียนและลุงฝูพร้อมใจกันหันมามองหน้าเซียวอวิ๋นด้วยความตกตะลึง
"เ้าจะฝึกฝนเคล็ดวิชาระดับยอดเยี่ยมอีกแปดวิชางั้นรึ? เ้าคิดว่าการฝึกฝนเคล็ดวิชาระดับยอดเยี่ยมนั้นง่ายดายนักหรือ?"
อืม... พูดถึงเื่นี้ สำหรับเซียวอวิ๋นแล้ว มันก็ง่ายดายจริงๆ นั่นแหละ
ท้ายที่สุด พวกเขาได้เห็นกับตาตัวเองว่าเซียวอวิ๋นใช้เวลาเพียงครู่เดียวที่หอดาราก็สามารถฝึกฝนเคล็ดวิชาระดับยอดเยี่ยมขั้นแรกได้สมบูรณ์แล้ว
คิดถึงตรงนี้ ทั้งสองสบตากันแล้วอดยิ้มขื่นไม่ได้
จากนั้น ตี้เทียนก็มองไปทางเซียวอวิ๋นพลางส่ายหน้าถอนหายใจ "ศิษย์เอ๋ย อาศัยเพียงการฝึกฝนเคล็ดวิชาระดับยอดเยี่ยมนั้นไม่อาจทำให้พลังของเ้าถึงหนึ่งล้านจินหรอก เพราะเคล็ดวิชาระดับยอดเยี่ยมทำให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงได้เพียงสามครั้งเท่านั้น
นั่นหมายความว่า เ้าฝึกฝนเคล็ดวิชาระดับยอดเยี่ยม อย่างมากก็เพิ่มพลังได้อีกสองแสนจิน หลังจากนั้นไม่ว่าจะฝึกฝนเคล็ดวิชาระดับยอดเยี่ยมอีกกี่วิชา ก็จะไม่สามารถเพิ่มพลังได้อีกแล้ว"