บทที่ 50 นี่ใช่ความสัมพันธ์แบบเครือญาติหรือ
เซวียนเหยียนฟู่ชมดูอยู่เช่นนั้น พินิจมองใบหน้าเรียบเนียนไร้เดียงสาที่กำลังหลับใหลของสาวน้อย ดูนางยกปากยิ้มน้อย ๆ ขมวดคิ้วพลิกตัวไปมาเป็นครั้งคราว
ทุกสีหน้าอากัปกิริยา เซวียนเหยียนฟูล้วนชมดูด้วยความสนใจ
“นายท่าน”
ขณะที่เซวียนเหยียนฟู่ชมดูอย่างเหม่อลอย เสียงของอาต้าจากนอกห้องโถงก็ดังขึ้น
“มีอะไร?”
“กระหม่อมขอเรียนถาม คืนนี้จะให้องค์หญิงเก้านอนที่ศาลาสวนสนหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
หลังจากมองไปยังสาวน้อยที่กำลังหลับอย่างฝันหวาน เซวียนเหยียนฟู่ก็หันกลับมาแล้วพูดขึ้นอย่างไม่ชอบใจนักว่า “เจ้ากลับไปพักผ่อนได้ อีกสักครู่ข้าจะส่งนางกลับไปด้วยตัวเอง”
“พ่ะย่ะค่ะ”
หลังออกจากประตูมา อาต้าก็ระบายลมหายใจอย่างโล่งอก เมื่อครู่เขากลัวจริง ๆ ว่านายท่านจะทุบตนเข้าให้ แต่ว่าไม่มีทางอื่นแล้ว เวลานี้ต้องมีคนคอยเตือนนายท่านไว้บ้าง หากทำให้เสียแผนการใหญ่...
ในที่สุดเซวียนเหยียนฟู่ก็ค่อย ๆ ยื่นมือออกไปลูบไล้ที่คิ้วบอบบางของนาง อุ้มนางขึ้นมาอย่างจนใจแล้วเดินไปทางเรือนกล้วยไม้อย่างช้า ๆ
“ท่านอ๋อง?”
เวลานี้ คนที่เรือนกล้วยไม้หลับกันหมดแล้ว เหลือเพียงหงรื่อกับหลานเยว่ที่ยังนั่งรออยู่ในห้อง ทั้งสองรีบร้อนลุกขึ้นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าจะได้เห็นองค์หญิงของพวกนางถูกอุ้มอยู่ในอ้อมอกท่านอ๋องเช่นนี้
หงรื่อส่งเสียงตกใจออกมา จากนั้นรีบร้อนก้มหน้าลงแล้วถอยหลังไปสองก้าวพร้อมหลานเยว่
เซวียนเหยียนฟู่เดินเข้าไปด้านใน เขาคุ้นเคยกับห้องนี้ดี เนื่องจากก่อนที่นางจะย้ายเข้ามาอยู่ เขาได้มาที่นี่อยู่หลายครั้งเพื่อให้แน่ใจทุกอย่างดีที่สุด จึงให้นางย้ายเข้ามา
เมื่อเดินเข้ามาถึงหน้าเตียง ชายหนุ่มก็วางนางลงอย่างเบามือแล้วดึงผ้านวมขึ้นมาเพื่อห่มให้นาง
พอเปลี่ยนที่นอน อวิ๋นอินอินก็ส่งเสียงพึมพำอย่างไม่สบอารมณ์แล้วพลิกตัวไปกอดผ้าห่ม จากนั้นก็หลับไปอีกครั้ง
“เหมือนเด็กจริง ๆ” เซวียนเหยียนฟู่ยิ้มด้วยความเอ็นดู ดึงมุมผ้าห่มจากด้านในกลับขึ้นมาคลุมตัวให้นางอีกครั้ง
หลานเยว่ซึ่งยืนอยู่ตรงประตูพอดีได้เห็นฉากนี้เข้า สายตาของนางเต็มไปด้วยความตกใจ แล้วรีบร้อนหมุนตัวเดินออกไปด้วยความตระหนก ตอนนี้นางรู้แล้วว่าเหตุใดวันนี้ท่านอ๋องถึงได้โกรธขึ้นมาอย่างกะทันหัน
หลังจากมองดูเด็กสาวอีกรอบ เซวียนเหยียนฟู่ถึงยอมจากไปอย่างเสียมิได้
“คอยดูแลองค์หญิงให้ดี หากนางตื่นขึ้นก็ให้นางผลัดผ้าเสียก่อนค่อยนอนต่อ”
“เพคะ บ่าวทั้งสองจะคอยดูแลอย่างดีเพคะ”
หลังจากกำชับหลานเยว่เรียบร้อย เซวียนเหยียนฟู่ถึงได้จากเรือนกล้วยไม้มา
หงรื่อมองไปยังหลานเยว่แล้วพูดขึ้นเบา ๆ ว่า “หลานเยว่ เจ้าดูสิว่าท่านอ๋องช่างดีกับองค์หญิงของพวกเราจริง ๆ มีองค์หญิงตั้งมากมาย แต่กลับเป็นองค์หญิงของพวกเราที่เข้าตาท่านอ๋อง องค์หญิงไม่ธรรมดาจริง ๆ”
“เจ้าว่าที่ท่านอ๋องปฏิบัติกับองค์หญิงแบบนี้มันยังใช่ความสัมพันธ์แบบเครือญาติอยู่หรือ?” หลายเยว่กดเสียงต่ำแล้วเข้าไปกระซิบถามที่ข้างหูหงรื่อ
หงรื่อมองหน้าหลานเยว่อย่างฉงน
“เจ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร? ท่านอ๋องกับองค์หญิงก็เป็นอากับหลานกันไม่ใช่หรือ ถ้าไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบเครือญาติแล้วยังจะเป็นอันใดได้?”
“แต่ว่าท่านอ๋อง.... กับองค์หญิงไม่ได้ใช้แซ่เดียวกันนะ?”
พอได้ฟังคำพูดของหลานเยว่ สีหน้าหงรื่อก็มืดมนลงทันที นางจ้องไปที่หลานเยว่ด้วยความไม่พอใจ “อย่าพูดเหลวไหล ถ้าเรื่องแบบนี้ถูกแพร่ออกไป ท่านอ๋องน่ะไม่เป็นอันใดหรอก แต่องค์หญิงของพวกเรานี่สิ จะยังมีชีวิตอยู่ได้หรือ”
“ใช่ ข้าพูดเหลวไหลไป” หลานเยว่ทำสีหน้ารำคาญ “ข้าเลอะเลือนอีกแล้ว”
“เช่นนั้นเจ้าก็ไปนอนพักเถิด รอกลางดึกพอข้าง่วงแล้วจะไปเรียกเจ้ามาเปลี่ยนเวร” หงรื่อโบกมือให้หลานเยว่ไปพักก่อน
“ถ้าอีกสักครู่องค์หญิงตื่นบรรทมขึ้นมา ข้าจะช่วยผลัดผ้าให้พระองค์แล้วก็จะไปนอนเช่นกัน”
“ได้ รบกวนเจ้าแล้ว”
หลานเยว่เดินจากไป สำหรับเรื่องที่นางได้เห็นก่อนหน้านี้ นางได้ตัดสินใจแล้วว่าจะกลบฝังมันไว้ในใจราวกับไม่เคยได้เห็นมันมาก่อน
พออวิ๋นอินอินได้หลับทีก็หลับยาวจนถึงพระอาทิตย์ขึ้นในวันถัดมา เมื่อนางลืมตาและหาวหวอดถึงได้พบว่าหลานเยว่ยังคงเอนกายพิงขอบเตียงของตนอยู่
“หลานเยว่ เหตุใดเจ้ายังอยู่ตรงนี้อีก ข้าบอกไปแล้วไม่ใช่หรือว่าข้าไม่ต้องการให้พวกเจ้ามาคอยเฝ้าดูแลเวลาข้าเข้านอน ข้าไม่ได้ตื่นกลางดึกเสียหน่อย เจ้าจะมาคอยเฝ้าทำไม” อวิ๋นอินอินลุกขึ้นจากเตียงแล้วพยุงหลานเยว่ขึ้น
พอเลิกผ้าห่มขึ้นก็พบว่าตัวเองยังสวมกระโปรงอยู่ อีกทั้งผมก็ยังไม่ได้ปลดออก หน้าเลยเปลี่ยนสีขึ้นมา
“อา! ดูเหมือนว่าเมื่อคืนข้าจะหลับไปขณะอ่านตำราอยู่ที่ตำหนักเสด็จอาสินะ!” พอนึกถึง อวิ๋นอินอินก็รู้สึกขัดเขินขึ้นมาอีกครั้ง
“หลานเยว่ ข้ากลับมาได้อย่างไร?”
“ท่านอ๋องอุ้มพระองค์มาส่งเพคะ แล้วก็เป็นท่านอ๋องที่รับสั่งให้บ่าวเฝ้ารับใช้ หากพระองค์ตื่นขึ้นมาจะได้ช่วยผลัดผ้าเพคะ”
หัวของอวิ๋นอินอินดังวิ๊ง ๆ ตั้งแต่ได้ยินหลานเยว่กล่าวประโยคแรกออกมาแล้ว
นางก้มหัวลงแล้วฝังหน้าเข้าไปในผ้าห่ม
โอ๊ยสวรรค์! ทำไมข้าถึงได้เอาแต่ทำเรื่องน่าอายแบบนี้อยู่ได้นะ... เสด็จอาต้องระอาข้าเต็มทีแล้วแน่ ๆ…
“องค์หญิงเป็นอะไรหรือไม่เพคะ”
“ไม่เป็นไร ลุกขึ้นไปอาบน้ำแล้วไปทานข้าวเถิด ข้าหิวแล้ว”
เมื่อมาถึงห้องอาหาร เซวียนเหยียนฟู่ก็รับประทานเสร็จเรียบร้อย แล้วออกไปว่าราชการเหมือนเคย
รอจนอวิ๋นอินอินทานเสร็จ ผู้ดูแลฉีก็หอบกองตำราเดินเข้ามาแล้วส่งยิ้มให้อวิ๋นอินอินพร้อมถวายความเคารพ
“องค์หญิงเก้าเสวยเรียบร้อยแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋องให้บ่าวชรานำของพวกนี้มาให้องค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ”
อวิ๋นอินอินยื่นมือรับมาดู เป็นคัมภีร์พันอักษรที่อ่านไม่จบเมื่อคืนกับตำราพื้นฐานอื่น ๆ อีกสองเล่ม อารมณ์สดใสของนางถูกเมฆครึ้มบดบังไปทันที
ผู้ดูแลฉีเห็นสีหน้าอวิ๋นอินอินก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาแล้วพูดขึ้น “ท่านอ๋องรับสั่งว่า ให้องค์หญิงเก้าทรงอ่านทั้งหมดนี้ให้จบ และพระองค์จะเสด็จมาทดสอบองค์หญิงคืนนี้พ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่จริงกระมัง!” อวิ๋นอินอินมีสีหน้าขื่นขมยิ่งกว่ามะระเสียอีก เสด็จอาใจร้ายเกินไปแล้ว!
กลับมาถึงเรือนกล้วยไม้ อวิ๋นอินอินก็โยนคัมภีร์ทั้งสามเล่มลงบนโต๊ะแล้วหมุนตัวเดินกลับออกไป หงรื่อเห็นเข้าจึงรีบร้อนตามไปพูดเตือนนาง
“องค์หญิงเพคะ ท่านอ๋องรับสั่งให้ทรงอ่านตำรานะเพคะ!”
“ข้ารู้แล้ว ประเดี๋ยวข้ากลับมาค่อยอ่าน”
“องค์หญิงจะเสด็จออกไปหรือเพคะ?” หลานเยว่จัดวางตำราคัมภีร์เรียบร้อยก็ตามออกมา
อวิ๋นอินอินพยักหน้าแล้วยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “ข้าจะไปจับปลา”
หลานเยว่กับหงรื่อต่างมองหน้ากัน รู้ว่านางกำลังจะออกไปหาคนร้ายอีกครั้ง พอนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน หงรื่อก็ถามขึ้นด้วยความไม่แน่ใจว่า “องค์หญิงจะเสด็จไปตำหนักสนมเหมยหรือเพคะ”
“ใช่” หลานเยว่หันกลับไปมองด้านในตำหนักแล้วชี้ไปที่ของว่างบนโต๊ะ
“หลานเยว่ เจ้าไปห่อของว่างพวกนั้นมา ข้าไปเป็นอาคันตุกะ ไปมือเปล่ามิได้”
หงรื่อหัวเราะเบา ๆ องค์หญิงพวกเราช่างซุกซนเสียจริง
เมื่อมาถึงด้านนอกตำหนักของสนมเหมย อวิ๋นอินอินก็ก้มสำรวจชุดตัวเองแล้วลูบเผ้าผมให้เรียบร้อย เมื่อแน่ใจว่าตัวเองดูดีมีราศรีแล้วจึงเดินเข้าตำหนักไปพร้อมกับหงรื่อและหลานเยว่ รวมถึงม๋อมอ[1]*ที่ทำหน้าที่รับแจ้งสาร
นางกำนัลนั้นได้วิ่งเข้ามาด้านในตำหนักตั้งนานแล้ว
“สนมเหมยเพคะ องค์หญิงเก้าเสด็จมา ตรัสว่าจะมาถวายความเคารพเพคะ”
สนมเหมยที่กำลังตัดแต่งกิ่งบอนไซอยู่หยุดมือลงแล้วเงยหน้าขึ้นมาอย่างสงสัย
“คิดไม่ถึงเลยว่านางจะมาจริง ๆ”
สนมเหมยยื่นกรรไกรส่งให้นางกำนัล เช็ดมือแล้วยกยิ้มขึ้น
“ไป ไปต้อนรับตี๋กงจู่ของพวกเราที่ห้องโถงกัน”
เมื่ออวิ๋นอินอินถูกนำมายังห้องโถงหลัก นางก็ได้เห็นสนมเหมยที่นั่งยิ้มมองมายังตน และเพื่อไม่ให้ตัวเองออกอาการโกรธจนเสียเรื่อง อวิ๋นอินอินจึงยิ้มออกมาเช่นกัน
“ขอถวายพระพรสนมเหมยเพคะ”
[1] ม๋อมอ สรรพนามที่ใช้เรียก หญิงมีอายุอย่างให้เกียรติ