เมื่อปรเมศวร์กับนิภาเดินไปถึงพื้นที่ทำงานของผู้กำกับยศ นิภาก็แนะนำตัวอย่างมีสัมมาคารวะทันที
“สวัสดีตอนเช้าค่ะผู้กำกับ นี่ค่ะพี่เมศที่ผู้กำกับ้าพบ”
“อือ” ผู้กำกับยศทำเพียงพยักหน้ารับคำ หลังจากนั้นก็เลือนสายตาจ้องไปที่เอกสารในมือ
สังเกตเห็นเห็นว่าผู้กำกับยศไม่มีความ้าพูดกับตน นิภาก็ทำได้เพียงปลีกตัวออกไป แม้ในใจจะอยากรู้อยากเห็นก็ตาม
“ขออนุญาตไปเตรียมตัวก่อนนะคะ”
“อือ ตั้งใจทำงานล่ะ”
“ค่ะ”
เวลานี้ปรเมศวร์ทำได้เพียงยืนรอและทำให้ตัวนิ่งที่สุด เพื่อรอผู้กำกับยศไถ่ถาม ถึงอย่างไรเขาก็เป็เรียกมา
พอนิภาจากไปไกลแล้ว ก็ถึงเวลาที่ผู้กำกับยศต้องเปิดปากคุยกับปรเมศวร์
“นายอยากเป็นักแสดงรึเปล่า?”
เมื่อได้ยินคำถาม ร่างกายของปรเมศวร์ก็สั่นเครืออย่างตื่นเต้น
‘ในที่สุดก็มีโอกาสเกิดขึ้นตรงหน้า ทำไมฉันจะไม่คว้ามันเอาไว้ล่ะ’
“อยากครับ!”
“ดี! ...นายลองเอาบทนี้ไปอ่านดูก่อน พอถึงตอนบ่ายก็เข้ามาหาฉันที่นี่”
“ผมจะทำให้ดีที่สุดครับ!”
จากนั้นปรเมศวร์รับบทมา แล้วก็เดินจากไปโดยที่เนื้อสั่นอย่างควบคุมไม่อยู่
‘ได้มาแล้ว! ถึงนี่จะยังเป็เพียงบททดสอบก็เถอะ’ ปรเมศวร์คิดอย่างดีใจ
ขณะเดียวกันผู้กำกับยศคิดขณะมองแผ่นหลังของปรเมศวร์ที่กำลังเดินจากไป
‘หวังว่านายจะทำได้ดี เพราะวันพรุ่งนี้จะมีนักแสดงเข้ามาแทนที่นาย’
ทางด้านหนึ่งไม่ไกลจากที่นี่สักเท่าไหร่ อิฐ สังเกตเห็นปรเมศวร์เข้ามาในกองถ่ายอีกครั้งก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมา ยิ่งเห็นปรเมศวร์กำลังพูดคุยกับผู้กำกับ เขายิ่งรู้สึกไม่พอใจมากขึ้นไปอีก
‘ไอ้บ้านั่น! รอก่อนเถอะ!’ เวลานี้ในใจของอิฐกำลังวางแผนบางอย่างเพื่อเอาคืนปรเมศวร์อย่างเคียดแค้น
..
ปรเมศวร์ย่อมไม่รู้ว่ามีคนอื่นกำลังคิดร้ายต่อเขา แต่ถึงจะรู้เขาก็ไม่สนใจอยู่ดี เพราะมีสิ่งที่สำคัญกว่านั้นให้เขาต้องสนใจก่อน นั่นคือการอ่านบทที่เขาพึ่งได้รับมา
เมื่อเดินมาถึงรถ จ่อยหลานผู้กำกับก็เข้ามาทักทายปรเมศวร์
“ถืออะไรมาน่ะพี่! เร็วเข้า มาเล่นเกมกัน!”
“เอ็งเล่นไปคนเดียวเถอะ! วันนี้ข้ามีธุระสำคัญ!”
“ธุระอะไรสำคัญ? ธุระนอนของพี่ล่ะสิไม่ว่า!”
“เฟ้ย! ข้าจะอ่านบท!”
“ผมไม่เชื่อ!”
“ไม่เชื่อก็ไปถามลุงเอ็งดูสิวะ!”
“หึ! ไม่ต้องมาขู่ผมซะให้ยาก พี่ก็รู้ว่าผมเข้าไปไม่ได้”
“งั้นก็เงียบปากไป! ข้าขอตัวล่ะ”
ตึ๊บ!
ปรเมศวร์ปิดประตูอัดหน้าจ่อยไปหนึ่งที เพราะเขาค่อนข้างที่จะจริงจัง
จ่อยเห็นปรเมศวร์ปฏิเสธเสียงแข็งก็ได้แต่พึมพำอย่างจำยอม
“วันนี้เล่นคนเดียวก็ได้”
..
ในที่สุดปรเมศวร์ก็มีเวลาส่วนตัว
‘ไหนดูซิ เป็บทผู้พิทักษ์ส่วนตัวของนางเอก เหมือนที่เขียนไว้ในนิยายรึเปล่า…ใช่จริงด้วย! แสดงว่าที่เตรียมตัวมาเมื่อวานไม่สูญเปล่ากับเงินที่เสียไปสินะ’
ถามว่าทำไมปรเมศวร์ถึงรู้
ก็มันเขียนบอกตรงหน้าปกอยู่ทนโท่ว่า บทของภาคิณ ผู้พิทักษ์ของกุลกัลยา นางเอก!
‘เอาล่ะ ทำความเข้าใจกับบทเลยแล้วกัน’
ต่อมาปรเมศวร์ก็เปิดกระดาษหน้าแรกเพื่ออ่าน สายตาของเขามุ่งมั่นอย่างมากในเวลานี้
ผ่านไปสักพักเขาก็รู้คร่าวๆ ว่าภาคิณเป็ตัวละครที่ใช้แล้วทิ้งอย่างแท้จริง
แต่ทว่ามันก็มีความยากของมัน เพราะตัวละครนี้นั้น มันไม่มีบทพูดเลยสักประโยคเดียว
การไม่มีบทพูดหมายความว่าอย่างไรงั้นเหรอ?
นักแสดงก็ต้องแสดงผ่านกิริยาท่าทาง แสดงผ่านทางสีหน้า กว่าจะให้เข้ากับบทบาทมันจึงยากเอาการ
‘ถึงว่านักแสดงหลายคนถึงได้มีปัญหากันนัก มันยากมากเลยนี่!’
อย่างไรก็ตามปรเมศวร์ก็ไม่ย่อท้อ เขาทำความเข้าใจกับบทต่อไป เขาต้องทำให้ได้ ถ้าอยากใช้ชีวิตที่สุขสบายกว่านี้
ในเมื่อมีโอกาสเข้ามาแล้ว เขาก็ต้องทำอย่างเต็มที่เพื่อคว้ามันเอาไว้
เวลาสองชั่วโมงผ่านไปปรเมศวร์ก็ได้วางบทลง พลางใช้สมองคิดวิเคราะห์
‘แก่นของบทนี้คือต้องปกป้องเ้านายอย่างสุดชีวิต ทำทุกวิถีทางเพื่อให้เธอรอด แม้ตนจะต้องตายก็ตาม’
‘แต่การแสดงมันไม่ง่ายแบบนั้นน่ะสิ!’
ปรเมศวร์เป็กังวล เขาไม่รู้ว่าจะแสดงออกมาได้ดีไหม แม้ว่าเขาจะมีทักษะการแสดงระดับต่ำก็ตาม
‘ยังพอมีเวลา ทำความเข้าใจบทต่อดีกว่า’
ปรเมศวร์อ่านบทต่อ เขาจริงจังกับงานนี้มาก จนลืมกินอาหารเที่ยงไปโดยไม่รู้ตัว
เวลาบ่ายโมง ปรเมศวร์ก็เข้าไปในสตูดิโอใช้สำหรับถ่ายทำอีกครั้ง เขาตรงไปหาผู้กำกับในทันที
“ผมพร้อมแล้วครับ”
“งั้นเหรอ? รอไปก่อน นิภายังถ่ายไม่เสร็จ”
นิภาสังเกตเห็นปรเมศวร์อีกครั้งก็เดินเข้ามาถามผู้กำกับยศว่าให้เขามาทำอะไร พอรู้ความจริงเท่านั้นแหละ ปุ่มเห็นแก่ตัวของเธอก็เริ่มทำงาน
“ฉันไม่เห็นด้วยค่ะผู้กำกับ เขาเป็แค่คนขับรถ จะเป็นักแสดงได้อย่างไร”
ปรเมศวร์ได้ยินเช่นนั้นถึงกับอารมณ์เดือด ไม่คิดมาก่อนว่าแม่นี่จะเห็นแก่ตัวขนาดนี้
‘ความดีที่สั่งสมมามันไม่มีประโยชน์เลย เห็นไหมไอ้เ้าตัวเอกโง่!’ ปรเมศวร์อดไม่ได้ที่จะซ้ำเติมคนเก่า รวมไปถึงคนเขียน
ยังไม่พอ มีแขกที่ไม่รับเชิญกระโจนเข้ามาร่วมวงอย่างหน้าตาเฉย
“ผมเห็นด้วยครับ ไอ้คนนี้เป็แค่คนขับรถ เขาเป็นักแสดงไม่ได้หรอก” อิฐรีบเสนอหน้า 'เหอะ! แค่คนขับรถอย่าได้คิดที่จะฝันสูงหน่อยเลย'
อย่างไรก็ตามเวลานี้ปรเมศวร์ทำได้เพียงยืนนิ่ง ไม่ออกความเห็น ถึงในใจจะสาปแช่งไปเป็นับพันครั้งแล้วก็ตาม
“พวกเธอรู้ได้อย่างไร เขาอุตส่าห์ท่องจำบทมาขนาดนี้แล้ว ให้เขาลองสักครั้งดูจะเป็ไรไป ถ้าไม่ได้ก็ค่อยว่ากันอีกที เอาล่ะนิภา ถึงคิวเธอเข้าฉากแล้ว อย่าเสียเวลาตรงนี้เลย!”
“ค่ะ” นิภาจำใจต้องทำตามคำพูดของผู้กำกับ เวลานี้เธอต้องให้ความสนใจกับงานมากกว่าเื่อื่น เื่ปรเมศวร์จงจากนี้ค่อยว่ากันก็ได้
ส่วนอิฐ พอหัวเรือแยกย้าย ตัวเขาที่อยู่ท้ายเรือก็ต้องแยกย้ายเช่นกัน แม้จะไม่ยินยอมก็ตาม
'ชิ! ครั้งนี้รอดตัวไปนะ'
ถึงอย่างนั้นปรเมศวร์ก็จดจำเหตุการณ์นี้ไว้ไม่ลืม คอยดูเถอะถ้ามีโอกาสเขาจะแก้แค้นทั้งสองคนอย่างสาสมแน่นอน