“วู๊ๆๆๆๆ เหวินปิงฉีฟ่านหงอี้ มีใครอยู่ไหม ได้ยินข้าเรียกไหม วู๊ๆๆๆ”
“นั่นสหายเ้าหรือช่างไม่กลัวตายเสuยเลยนะ หากะโเสียงดังเช่นนั้น พวกสัตว์อสูรแตกตื่นขึ้นมาไล่ล่าข้าไม่ช่วยนะ”
“ข้าเอง”
เหวินปิงฉีที่เตรียมจะขยับออกไปเรียกเ้าอ้วนหลีเหยียนฉือถูกมือของฟ่านหงอี้ยื้อไว้ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นเดินออกไปรับเ้านั่นเข้ามาเองเพราะม่านพลังที่เป็เขตแดนของหนิงหลงเขาคุ้นเคยเป็อย่างดีสามารถพาตัวเองออกไปและพาสิ่งมีชีวิตกลับเข้ามาได้โดยง่ายหากปล่อยให้เหวินปิงฉีเป็คนออกไปก็ต้องอธิบายกันวุ่นวายอีก
“ทางนี้เ้าอ้วนแล้วก็เลิกะโเสียทีอยากให้สัตว์อสูรวิ่งไล่ล่าเ้ายามค่ำหรือไร”
“ไม่ใช่ว่าข้าอยากะโหงอี้เ้าไม่รู้อะไร ข้าเดินหาพวกเ้าบริเวณนี้มากกว่าชั่วยามแล้วนะเดินจนขาข้าไม่มีแรงจะยกขึ้นมาแล้ว เ้าดูสิแขนข้ามีแต่รอยขีดข่วนเต็มไปหมดต้นไม้พวกนี้หนามและใบคมมากเสื้อผ้าข้าเสียหายหมด”
“เ้าตามข้ามา”
“เหวินปิงฉีเ้าคนร้ายกาจนั่งกินสบายอยู่ตรงนี้กลับปล่อยข้าวิ่งไปวิ่งมาอยู่คนเดียว อ่ะ..”
หลีเหยียนฉือที่เสื้อผ้าเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อมีเศษใบไม้ติดตามผมมีาแเล็กๆน้อยรอยขาดบนเสื้อผ้าบอกความลำบากของเ้าตัวเป็อย่างดีเดินไปพลางหอบไปพลางปากก็โวยวายต่อว่าเหวินปิงฉีโดยไม่ได้สังเกตว่ามีคนอื่นอยู่ด้วยจนเดินเข้ามาใกล้เมื่อได้เห็นก็ถึงกับตกตะลึง
สตรีเบื้องหน้างดงามอย่างที่หาใครจะเปรียบได้หากไม่นับเส้นผมสีเงินยวงแล้วใบหน้าคิ้วตาปากล้วนทำให้เขาอดน้ำลายแทบจะไหลออกมามิได้ปากไวเท่าใจคิด
“เชอะที่แท้พวกเ้าก็แอบนัดสาวงามราวนางฟ้าไว้นี่เอง มิน่าเล่าถึงละเลยสหายเช่นข้า”
“พูดจาดีๆ เ้าอ้วน”
“สาวงามน้องสาวคนสวยพี่มีนามว่าหลีเหยียนฉือ น้องสาวชื่ออะไรจ๊ะ”
“หลีเหยียนฉือ หุบปาก”
ฟ่านหงอี้หน้าเริ่มเปลี่ยนสีเมื่อเห็นสหายตนเริ่มแทะเล็มหนิงหลงที่นั่งอยู่ไม่ไกลกล้าดียังไงเขายังยืนอยู่ตรงนี้แท้ๆอีกฝ่ายที่ลืมตาขึ้นมามองเพียงเล็กน้อยก่อนจะหลับตาทำสมาธิต่อไปอย่างไม่สนใจสหายของเขาแม้แต่น้อย
“ทำไม เ้าหวงหรือไงของอย่างนี้ใครดีใครได้ถึงจะถูก”
“ข้าเกรงว่าเ้าจะถูกอัดจนเละเสียมากกว่ามาๆ นั่งลงตรงนี้”
“กินเข้าไปแล้วหุบปากเ้าซะ”
เหวินปิงฉีรีบยื่นเนื้อย่างให้เ้าอ้วนหลีเหยียนฉือที่ถูกฟ่านหงอี้บังคับลากมานั่งลงข้างกายตนมันยังคงออกอาการกระฟัดกระเฟียดรีบทำให้ปากเ้านี่ไม่ว่างก่อนจะดีกว่าจะได้ไม่พูดจาหาเื่ใส่ตัว(อาจจะทำให้เขาพลอยลำบากตามไปด้วย)หากตัวมันได้เห็นภาพที่มือเล็กๆข้างเดียวทำให้สัตว์อสูรอย่างกิ้งก่าไฟตัวใหญ่ถูกทำให้กลายเป็เนื้อบดในพริบตามันยังจะกล้ากล่าววาจาหาเื่ใส่ตนเองอีกหรือไม่
“หนิงหลงท่าน้าอาหารด้วยหรือไม่”
“ไม่”
เหตุใดต้องถามบุรุษควรดูแลสาวงามสิถึงจะถูกต้อง เอามาให้ข้าแม่นางเนื้อชิ้นนี้ดูน่าอร่อยท่านรับไปสิ”
เนื้อที่ถูกย่างจนสุกถูกแย่งไปจากมือฟ่านหงอี้แค่เพียงขมวดคิ้วเ้าอ้วนหลีเหยียนฉือรีบวิ่งตุบตับเอาเนื้อย่างไปส่งให้นางอย่างเอาหน้าเอาตาโดยไม่ได้สังเกตสีหน้าของนางที่เ็าขึ้น
“ถอยไป”
“โอ๊ยยย”
เพียงนางสะบัดมือเบาๆร่างอันอวบอ้วนของหลีเหยียนฉือก็ลอยหวือไปตกหลังเหวินปิงฉีก้นกระแทกกับก้อนหินที่โผล่ขึ้นมาจากดินร้องโอดครวญมือสองข้างจับก้นเ้าเนื้อ
ผู้ลงมือแววตายังคงแสดงออกว่าไม่พอใจดวงตาหรี่ลงมองตามไปยังร่างเ้าอ้วนอย่างหาเื่ฟ่านหงอี้รีบก้าวเท้ามาบังสายตาก่อนที่จะรีบเอ่ยปากไกล่เกลียแกมแกมขอร้องด้วยเสียงนุ่มนวลที่สุดที่เขาพยายามทำได้ในเวลานี้หากนางโกรธขึ้นมาไม่แคล้วได้เืนองเจ็บหลายแผลเป็แน่
“หนิงหลงเ้าอ้วนไม่รู้ความท่านอย่าได้โกรธข้ารับรองจะไม่ให้เ้านั่นเข้าใกล้ท่านในระยะห้าฉื่อ ดีหรือไม่”
หนิงหลงเหลือบตาจ้องมองเขาก่อนที่จะหลุบตาลงละความสนใจจากเ้าอ้วนไปได้ส่วนหลีเหยียนฉือที่ตอนนี้ลุกขึ้นแล้วเดินโขยกเขยกมานั่งลงด้วยท่าทางที่น่าลำบากเหวินปิงฉียื่นมือไปช่วยอีกฝ่ายให้สามารถนั่งลงด้วยสายตาสมน้ำหน้าปนสงสาร
“เหยียนฉือเ้านี่นะเห็นสตรีที่งดงามเป็ไม่ได้ไม่ลืมหูลืมตาวิ่งเข้าหา ดีที่คราวนี้นางแค่ไม่พอใจ”
“เ้ายังจะต่อว่าข้าอีกข้ายังไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย นางก็ลงมือกับข้าแล้ว”
“พวกข้าห้ามเ้าแล้ว ทำไมยังดื้อดึงเ้าควรเว้นระยะห่างจากสตรีเสียบ้างนะระวังจะตายเพราะความสวยงามของพวกนาง”
“ข้าก็แค่อยากเอาเนื้อย่างให้นางก็เท่านั้น”
“นางปฏิเสธแล้วว่าไม่ขนาดหงอี้ยังไม่นำไปให้นางเลยเ้าพึ่งได้พบหน้านางครั้งแรกยังกล้าเข้าไปเ้ารู้หรือไม่ก่อนที่เ้าจะมาถึง นางพึ่งสังหารกิ้งก่าไฟตัวสูงกว่าศรีษะพวกเราด้วยมือเพียงมือเดียวโดยไม่ต้องออกแรงสักนิดเ้าสัตว์อสูรนั่นก็ไม่ใช่ระดับต่ำยังกลายเป็เศษเนื้อในพริบตาเ้าอยากเป็เนื้อบดหรือไรเ้าคิดว่านางเป็สตรีธรรมดาหรือไร เ้าอ้วนสมองเ้ามีหรือไม่ หือ”
“ก็ข้าไม่รู้นี่นา”
“เ้าไม่รู้แต่เ้าก็ไม่ฟังพวกข้าหากครั้งหน้าเ้าจะรอดได้อย่างครานี้หรือไม่ ระวังไว้เถอะ”
“ขอบใจ”
หลีเหยียนฉือได้ยินเหวินปิงฉีบอกเล่าถึงความสามารถของสตรีที่นั่งอยู่เบื้องหน้าก็รู้สึกเกรงนางขึ้นมาทันที ยังดีที่วันนี้ไม่ได้มีท่าทางลวนลามนางไม่เช่นนั้นร่างกายอันอุดมสมบูรณ์ของตนคงต้องกลายเป็เนื้อบดเป็แน่
ยามนี้เขาสำนึกเสียใจแล้วหลังจากนี้ไปจะต้องเตือนตัวเองให้ระวังกิริยามารยาทและการประเมินสตรีให้ดียิ่งๆขึ้นไปต้องลดความรู้สึกอยากชื่นชมชิดใกล้สตรีลงให้มากที่สุด(มิใช่สตรีทุกคนจะเป็บุปผาที่งดงามแล้วจะเข้าใกล้ได้ง่าย)
ทั้งสองคนเปลี่ยนมาสนใจในเนื้อย่างที่ส่งกลิ่นหอมเรียกน้ำลายและน้ำย่อยในกระเพาะเป็อย่างยิ่งกินกันอย่างตั้งใจเพียงครู่เดียวเนื้อย่างก็ยุบไปเกินครึ่ง
“หงอี้ เ้าไม่กินหรือ”
“พวกเ้ากินกันเถอะข้ายังไม่หิว”
เ้าอ้วนรู้สึกว่าฟ่านหงอี้ไม่ได้หยิบเนื้อย่างไปกินสักนิดจึงเอ่ยปากถามขึ้นมาเมื่ออีกฝ่ายปฏิเสธเขาก็เงยหน้าขึ้นมองเห็นชายหนุ่มนั่งเช็ดถูกระบี่ในมือบางครั้งยามไม่รู้ตัวก็จะเงยหน้าจ้องมองไปยังสตรีที่นั่งอยู่อีกฝั่งเป็เช่นนี้อยู่หลายครั้งจึงสะกิดให้เหวินปิงฉีดูด้วยเช่นกันก่อนจะกระซิบกระซาบกันเบาๆ
“เ้าดู เ้าหงอี้สิแอบมองนางหลายครั้งแล้วนะ”
“เบาๆเดี๋ยวพวกเขาได้ยิน”
เพราะภารกิจ“ให้ช่วยชีวิตอสูรเขี้ยวแก้ว(อสูรขั้นสาม) แล้วนำกลับมาสำนักแบบมีชีวิต”ที่ยากมากดังนั้น เมื่อสมาชิกของภารกิจมาครบแล้วเช้ารุ่งขึ้นก็เริ่มต้นภารกิจได้ทันที
“พวกเราสามคนใครจะเดินหน้า?”
เ้าอ้วนถามทันที่จะเริ่มออกเดินทางเขาคาดหวังว่าคนแรกและคนสุดท้ายจะมิใช่ตนเอง ทั้งยังคาดหวังว่าจะได้เดินข้างสาวงามผมสีเงินยวงผู้มีสีหน้าและอารมณ์นิ่งเรียบยิ่งนักจึงมองอย่างรอคำตอบ
“ข้าเอง”
“เช่นนั้นข้าปิดท้ายขบวน”
ฟ่านหงอี้เห็นว่าเหวินปิงฉีอยากออกหน้าปะทะกับสัตว์อสูรเพื่อลองฝีมือส่วนตนเองอยากป้องกันอันตรายให้กับสหายจึงออกปากรั้งท้ายประเมินแล้วเ้าอ้วนรั้งท้ายคงจะไม่รอดน่าจะวิ่งหนีไม่ทัน ส่วนหนิงหลงไม่ต้องเป็ห่วงนางแค่ไม่ทำร้ายใครก็ถือว่าดีมากแล้ว
“นางรังเกียจข้าหรือมิยอมเดินข้างข้าหนีไปเดินเสียห่างเลย”
“…”
เหวินปิงฉีถูกหลีเหยียนฉือรั้งไหล่มาถามก่อนที่อีกฝ่ายจะส่งสีหน้าระอาใจมาให้ เ้าอ้วนเดินไม่ระมัดระวังค่อยแต่จะมองสาวงามถ้าเกิดอันใดขึ้นจะเอาตัวรอดได้อย่างไรก่อนจะส่ายศรีษะไปมาแล้วหันกลับไปมองดูเส้นทางที่รกทึบด้านหน้าต่อไป
อย่างที่เ้าอ้วนว่านางอยู่รั้งท้ายห่างจากทั้งสามสิบฉือคือ นางรำคาญและไม่ได้อยากยุ่งเกี่ยวกับภารกิจของทั้งสาม
“มองทางหน่อยเหยียนฉือ”
ฟ่านหงอี้เตือนสหายด้วยความเป็ห่วงกลัวว่าอีกฝ่ายจะสะดุดล้มหนทางที่เดินเต็มไปด้วยกิ่งไม้และเถาวัลย์ไม่ใช่ทางเดินปกติที่เคยมีคนแผ้วถางไว้ ไม่ทันขาดคำร่างเ้าอ้วนก็หายวับไป
“เหยียนฉือ”
“เ้าอ้วน”
ทั้งสองเอาอาวุธในมือตัดกิ่งไม้ที่รกทึบจนบางตาจึงเห็นว่าที่พื้นมีโพรงขนาดสามฉื่อลึกลงไปมองคล้ายช่องทางอะไรสักอย่างหลีเหยียนฉือน่าจะตกลงไปด้านล่างเหวินปิงฉีะโเรียกแต่ไร้เสียงตอบรับคล้ายหายไปเฉยๆ
“เ้าอ้วน เป็ไงบ้าง”
“…”
“พวกเราลงไปดูด้านล่างกันเถอะ”
ทั้งสองมองหน้ากันก่อนตัดสินใจะโตามกันลงไปด้านล่างเป็ช่องแนวยาวเหมือนรูของตัวอะไรสักอย่างแต่ตัวต้องไม่เล็กแน่นอนเพราะว่าช่องสูงเท่าไหล่เพียงก้มหัวก็เดินไปตามช่องได้เป็ทางที่ทอดยาวไปข้างหน้าเมื่อจุดคบไฟขนาดเล็กที่พกพา อาวุธถูกเตรียมพร้อมในมือค่อยๆก้าวตามไปอย่างเบาเสียงที่สุด
หนิงหลงก็ตามลงมาด้วยเช่นกันนางเดินตามช้าๆ ไม่ได้ส่งสัญญาณใดๆออกมารบกวนสองบุรุษด้านหน้า
“อ๊ากกก ปล่อยข้า”
เสียงแว่วด้านลึกเข้าไปทำให้ทั้งสองเปลี่ยนจากการเดินอย่างระมัดระวังเป็วิ่งทันทีทั้งยังใส่กำลังิญญาเข้าไปเพื่อให้เร็วที่สุดที่ตนจะเร็วได้สุดช่องทางยาวเป็โพรงกว้างสูงกว่าศรีษะฟ่านหงอี้ที่สูงที่สุดในกลุ่มกว่าสองฉื่อสัตว์ที่กำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงหมุนไปหมุนมาอยู่กับเ้าอ้วนดูคล้ายจะเป็ตัวพังพอนแต่ขนดำขลับตัวสูงกว่าเ้าอ้วนเกือบคืบ
“นี่.. มัน”
“พังพอนั์พันปี”
“ขนสีดำสนิม ตาสีแดงข้าพึ่งเคยเห็น”
เหวินปิงฉีกับฟ่านหงอี้กอดอกคุยกันถึงลักษณะของสัตว์ที่จับเ้าอ้วนไว้ด้วยความสนใจคนหนึ่งเคยอ่านเจอในตำราคนหนึ่งไม่รู้จักไม่มีใครคิดเข้าไปแยกคนกับสัตว์ออกจากกัน
“เฮ้ สนใจข้าหน่อยช่วยเอามันออกไปที ปล่อยข้านะ”
“ฮ่าฮ่าๆดูสิเหมือนมันจะชอบเ้ามากนะ เหยียนฉือ”
“ปล่อยข้าพวกเ้ารีบมาช่วยข้าเลย”