วรยุทธอสูรทะยานฟ้าผ่าปฐพี!!

    บทที่ 60 ขจัดพิษร้ายให้บุตรชายของมหาเศรษฐีหาน

            ณ คฤหาสน์หลังงามภายในห้องโถงขนาดใหญ่ ยามนี้ได้ปรากฏร่างของ วู่เทียนหลาง และคนที่ติดตามมาด้วยสามคน พวกเขากำลังยืนอยู่เบื้องหน้าของมหาเศรษฐีหานผู้เป็นเจ้าของสถานที่แห่งนี้ วู่เทียนหลางเมื่อมาถึงก็ได้แจ้งเรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้น พอมหาเศรษฐีหานทราบเขาก็นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ

            

            “ท่านเจ้าสำนักคิดจะใช้วิธีนี้รักษาอาการป่วยของบุตรชายจริงหรือ” มหาเศรษฐีหานเอ่ยถาม ด้วยสีหน้าหวั่นวิตก ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะต่อให้เป็นผู้อื่นที่ทราบวิธีอันพิสดารนี้ก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน กระบี่ซึ่งเป็นศาสตราวุธสำหรับการต่อสู้ประหัตประหารจะใช้รักษาอาการเจ็บป่วนได้อย่างไร ช่างเป็นเรื่องน่าขบขันยิ่งนัก หากเป็นผู้อื่นมาบอกเรื่องนี้กับตัวของมหาเศรษฐีหานคงสั่งให้คนรับใช้จับโยนออกไปนอกคฤหาสน์อย่างไม่ไว้ไมตรีไปนานแล้ว ทว่า...คนเอ่ยปากในยามนี้กลับเป็น วู่เทียนหลาง เจ้าสำนักผู้มีชื่อเสียง และเป็นผู้ที่เขาให้ความเคารพนับถือ จะให้ทำเช่นนั้นคงเป็นไปไม่ได้แน่นอน

            

            วู่เทียนหลางที่ได้ฟังคำถาม เขาเองก็ดูจะมีความไม่มั่นใจอยู่หลายส่วน แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีก ดังนั้นจึงทำได้แค่พยักหน้ารับอย่างแช่มช้า

            

            “ในเมื่อท่านวู่เป็นคนยืนยัน เช่นนั้นลองดูก็ได้ เชิญทุกท่านตามข้ามาทางนี้” มหาเศรษฐีหานเอ่ยขึ้น ก่อนผายมือ และเดินนำทุกคนไปยังห้องนอนของบุตรชายคนเล็ก

            

            ระหว่างเดินไปห่าวหรานได้สังเกตเห็นสายตาของคนรับใช้มากมายที่แอบมองมาพร้อมกับขมวดคิ้วด้วยความงุนงง ย่อมเป็นเช่นนั้นแน่นอน จะรักษานายน้อยของสกุลหานด้วยกระบี่ศิลาเล่มใหญ่เล่มนี้จริงหรือ? นี่คงเป็นคำถามของพวกเขา

            

            ทั้งหมดใช้เวลาเดินเพียงชั่วอึดใจก็มาถึงที่หมาย ซึ่งยามนี้มีฮูหยินหาน ภรรยาของมหาเศรษฐีหาน และลูกสาวลูกชายอีกสองสามคนยืนรออยู่ ทุกคนทราบเรื่องกันหมดแล้วว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น ฮูหยินหานนั้นก็มีสีหน้าเป็นกังวลไม่ต่างจากสามีของนาง แต่ก็มิอาจเอ่ยปากคัดค้านสิ่งใดได้ เพราะด้วยความที่เคารพในการตัดสินใจของสามี บวกกับความเกรงใจที่มีต่อวู่เทียนหลาง

            

            “เจ้าไม่ต้องห่วงนะฮูหยิน ในเมื่อท่านวู่ออกปากเองว่า สามารถใช้วิธีนี้รักษา หานเซียงได้ เจ้ากับทุกคนเองก็ควรเชื่อเช่นนั้นด้วยเหมือนกัน”

            

            “ข้าทราบแล้วท่านพี่” ฮูหยินหานพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนที่ มหาเศรษฐีหานจะหันไปหาวู่เทียนหลาง แล้วกล่าวว่า

            

            “เช่นนั้นเชิญท่านวู่ กับคนของท่านทำหน้าที่เถิด” เมื่อวู่เทียนหลางได้ยินก็พยักหน้าก่อนจะก้าวเข้าไปในห้อง พร้อมกับ ห่าวหราน เซียงลั่ว และ หงซินอี้ อาจารย์ประจำฝ่ายโอสถ พอทั้งสี่เข้ามาก็ถึงกับต้องตกตะลึง เพราะภาพที่เห็นก็คือ ร่างของเด็กชายอายุราว ๆ 10 ขวบปีกำลังนอนครางเบา ๆ อย่างเจ็บปวดทรมานอยู่บนเตียง ตามแขน และใบหน้าดูคล้ายจะเกล็ดสีดำคล้ายเกล็ดมังกรติดอยู่

            

            “โรคประหลาดอันใดกันนี่” ห่านหรานอุทานออกมาเบา ๆ ทว่า...พอมันหันไปเห็นสีหน้าของเซียงลั่วดูนางจะเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึงเป็นที่สุด “เจ้าเป็นอันใดงั้นหรือ เซียงลั่ว ไยจึงทำสีหน้าเช่นนั้น” ห่าวหรานขมวดมุ้นคิ้วก่อนจะเอ่ยปากถาม ทว่า...นางไม่ตอบแต่กลับหันไปทาง หงซินอี้ แล้วเอ่ยถามขึ้นด้วยความร้อนร้นแทน

            

            “อาจารย์นี่มันเกิดอันใดขึ้นกันแน่ เมื่อคราวที่แล้วตอนมาตรวจอาการ คุณชายหานไม่ได้มีสภาพเช่นนี้นี่ เกล็ดพวกนี้เล็กนิดเดียวเอง แต่ยามนี้มันกลับขยายขนาด แถมล่ามไปทั่วร่างกาย ขืนเป็นแบบนี้เขาคง....”

            

            “ข้าเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันเซียงลั่ว เกรงว่าแบบนี้ต่อให้ได้หัวใจมังกรมรกตมาปรุงโอสถก็อาจจะรักษาไม่ทันการณ์แล้ว” สองคนสนทนากันด้วยสีหน้าตึงเครียด ก่อนที่วู่เทียนหลางจะกล่าวขึ้นมาบ้างว่า

            

            “พวกเจ้าอย่าพึ่งร้อนร้นไป ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้ ก็คงต้องใช้วิธีที่มีอยู่เท่านั้น เอาล่ะห่าวหรานเจ้าจงใช้กระบี่เล่นนั้นลองรักษาดูเถิด”

            

            “ข้าทราบแล้วท่านเจ้าสำนัก” ห่าวหราน พยักหน้าก่อนจะก้าวเท้าตรงไปยังร่างของหานเซียงที่ร้อนครางฮือ ด้วยความทรมานอยู่บนเตียง ห่าวหรานเดินมาหยุดอยู่ข้างกายของเด็กน้อย ก่อนจะใช้มือดึงกระบี่ศิลาฟ้าดินที่สะพายไว้กลางหลังออกมา จากนั้นก็ทำเหมือนตอนที่มันรักษา หนิงอวี้ กระบี่อยู่เหนือร่างของหานเซียงไม่ถึงคืบ ก่อนที่ห่าวหรานจะหลับตาเพื่อรวบรวมสมาธิ และควบคุมกระบี่ให้ดูพิษร่างในร่างของหานเซียงออก เมื่อนั้นเองภาพอันน่าตกตะลึงก็พลันปรากฏขึ้นแก่บุคคลทั้งสามซึ่งยืนดูอยู่ทางด้านหลังห่าวหราน

            

            ไอสีดำน่าขนลุก ๆ ค่อย ๆ แผ่ออกมาจากร่างของเด็กน้อยหานเซียง จากนั้นก็ถูกดูดเข้าไปในกระบี่ศิลาฟ้าดินอย่างแช่มช้า

            

            “ไอสีดำนั้นมัน...” วู่เทียนหลางเพ่งมองเจ้าไอสีดำนั้นด้วยแววตาเป็นกังวลพร้อมอุทานออกมาเบา ๆ หงซินอี้ กับเซียงลั่วจึงหันมา และกำลังจะเอ่ยปากถามว่าเจ้าสำนักของพวกนาง ว่าทราบสิ่งใด ทว่า...ยังไม่ทันจะได้ถาม เสียงของวู่เทียนหลางก็ร้องดังขึ้น “ไม่ได้การแล้ว!!” กล่าวจบปรมาจารย์อาวุโส ใช้มือจับแขนของศิษย์หญิงทั้งสองคน ก่อนจะโคจรจิตปราณ ให้ร่างลอยทะลุประตูออกจากห้องนอนอย่างรวดเร็ว ซึ่งในขณะเดียวกัน มือที่จับกระบี่ศิลาฟ้าดินของห่าวหรานก็สั่นระริก คล้ายกับสิ่งที่ดูดออกมานั้นไม่ใช่ไอพิษธรรมดา

            

            “ผู้ใดกันกล้ามาสอดมือเข้ามายุ่งเรื่องของข้า...” เสียงแผ่วเบาเย็นยะเยือกน่าขนลุกเสียงหนึ่ง เอ่ยขึ้นภายในห้อง

            

            “แท้จริงเป็นเจ้าสินะ ที่ทำให้คุณชายหานเซียงต้องทนทุกข์ทรมานเช่นนี้” ห่าวหรานกัดฟันพูดขณะกระชับกระบี่ศิลาฟ้าดินในมือแน่น”

            

            “เจ้ากล่าวได้ถูกต้อง ที่เจ้าหนูน้อยทรมานใกล้แบบนี้เพราะฝีมือข้าเอง”

            

            “เจ้ามีจุดประสงค์ใดกันแน่ ทำไมถึงต้องมุ่งร้ายบุตรชายคนเล็กของท่านมหาเศรษฐีหานด้วย”

            

            “เรื่องนั้นเกรงว่าข้าคงบอกเจ้าไม่ได้ และอีกอย่างคนใกล้ตายอย่างเจ้ารู้ไปก็เท่านั้น ในเมื่อแผนของข้าถูกขัดขวางเช่นนั้นก็คงไม่ต้องทำอะไรอ้อมค้อมกันอีกแล้ว ตายกันซะให้หมดนี่แหละ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เสียงลึกลับกล่าวพร้อมระเบิดเสียงหัวร่อดังสนั่น ก่อนที่ไอสีดำจากร่างของหานเซียงจะแผ่ออกมามากกว่าเดิม จนกระบี่ศิลาฟ้าดินไม่สามารถดูดได้ทั้งหมด แถมพวกมันยังลอยคละคลุ้งไปทั่วห้อง พร้อมกับเริ่มเกาะกลุ่มกันเป็นก้อน ห่าวหรานเห็นท่าไม่ดีจึงหยุดดูดไอพิษ ก่อนจะรีบอุ้มร่างของหานเซียงขึ้น แล้วพลันถอยออกจากห้องนอนด้วยความรวดเร็ว

            

            เมื่อออกมาเขาไม่พบคนของสกุลหานอยู่เหมือนตอนเข้ามา คาดว่าวู่เทียนหลางน่าจะพาหลบไปยังที่ปลอดภัยแล้ว หากแต่ในบริเวณนั้นยังมี เซียงลั่วที่รออยู่ “ห่าวหรานเป็นอย่างไรบ้าง” นางเอ่ยถามทันทีเมื่อเห็นห่าวหราน ออกมา

            

            “มันไม่ใช่ไอพิษ แต่เป็นจิตปราณทมิฬ ข้าดูดออกมาได้ห้าส่วน ก่อนจะถูกขัดขวาง แม้นไม่หมดแต่น่าจะพอยืดอายุให้คุณชายน้อยได้สักพัก”

            

            “เป็นดังที่ท่านเจ้าสำนักคาดการณ์ไม่มีผิด ยามนี้ท่านพาคนในจวนไปหลบในที่ปลอดภัยแล้ว และกำลังเรียกคนในสำนักมาช่วย”

            

            “คาดการณ์ได้แม่นยำสมเป็นท่านเจ้าสำนัก เช่นนั้นเจ้าพาคุณชายน้อยไปเถิดส่วนข้าจะ...” ห่าวหรานยังกล่าวไม่จบ เสียงระเบิดก็ดังขึ้นพร้อมกับห้องนอนที่พังเละเทะ จากนั้นกลุ่มเงาสีดำทะมึนขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้น รูปร่างของมันดูคล้ายมนุษย์ศีรษะเหมือนมังกร ดวงตาแดงฉาน มือสองข้างมีกรงเล็บยาวแหลม

            

            “หนีหรือ...ฝันไปเถิด พวกเจ้าต้องตายทุกคน” เจ้าเงาสีดำเอ่ยพร้อมตวัดแขนที่มีกรงเล็บให้พลันพุ่งลงยังพื้นที่ห่าวหราน เซียงลั่ว และหานเซียงอยู่ พลังทำลายล้างรุนแรงมหาศาลจนพื้นดินสะเทือน เกิดฝุ่นควันลอยคละคลุ้ง ทว่า...เมื่อทุกอย่างจางลงกลับไม่พบร่างของผู้ใดอยู่ตรงนั้น ด้วยเพราะห่าวหรานใช้ความเร็วพาอีกสองคนหลบไปทางอื่นได้อย่างฉิวเฉียด

            

            “รีบพาคุณชายน้อยไปเร็วเซียงลั่ว ข้าจะรับมือกับมันเอง” เซียงลั่วพยักหน้าก่อนจะประคองร่างของหานเซียง แล้ววิ่งหนีไป จากนั้นห่านหรานจึงหันมาเผชิญหน้ากับเจ้าจิตปราณทมิฬชั่วร้าย พร้อมกับกระบี่ศิลาฟ้าดินในมือ

            

            “หลบได้รึ? มีฝีมือไม่น้อย แต่จะหลบไปได้สักกี่น้ำไอ้หนู จงตายซะ!” เจ้าจิตปราณทมิฬชั่วร้ายกล่าวพร้อมกับลงมือเล่นงานห่าวหรานอีกครั้ง

            

            “ใครบอกว่าข้าจะหลบ เมื่อครู่เพราะมีผู้อื่นอยู่ด้วยต่างหาก ยามนี้ข้าไม่คิดทำเช่นนั้นอีกแล้ว” ห่าวหรานเอ่ยขึ้นบ้างก่อนที่มันจะถีบเท้าพุ่งขึ้นกลางอากาศปะทะกับการโจมตีตรง ๆ แขนเงาขนาดใหญ่ข้างหนึ่งถูกฟันขาดในพริบตา ทว่า...ก็เพียงพริบตาอีกเช่นกันที่ มันประสานคืนกลับเป็นรูปร่างเดิมอย่างน่าเหลือเชื่อ

            

            “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไอ้เด็กโง่จิตปราณทมิฬที่ไหนมันตัดได้กันเล่า ร่างกายของข้าไม่ต่างจากเงา หรือควัน อาวุธของเจ้าทำอะไรข้าไม่ได้หรอก ผิดกับข้าที่สามารถใช้ความหนาแน่นของจิตปราณทมิฬเล่นงานเจ้าได้รับไปซะ!” มันกล่าวพร้อมหัวร่อก่อนจะใช้แขนเงาอีกข้างฟาดใส่ห่าวหรานด้วยความรวดเร็ว แม้นจะยกกระบี่ขึ้นป้องกันได้ทัน แต่ความรุนแรงก็ทำให้ร่างของห่าวหรานกระเด็นไปกระแทกกับซากคฤหาสน์จนเกิดเสียงดังโครมใหญ่...

            

            จบบท

    คล้ายกับเรื่องวรยุทธอสูรทะยานฟ้าผ่าปฐพี!! ที่คุณอ่าน