ทว่า ความลำบากของทั้งสองยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ‘คุณหนูใหญ่’แห่งสำนักหิมะพันลี้นั้นมีนิสัยเอาแต่ใจตนเองเป็ที่สุดรังเกียจและเกลียดชังคนแปลกหน้าเข้าไส้ วันหนึ่งคุณหนูใหญ่เดินมาตรวจโรงเก็บของเก่าและพบพิรุณเข้าจนได้เธอจึงแผดเสียงด่าวารีอย่างรุนแรงและสั่งให้คนงานทุบตีวารีโทษฐานที่นำคนจรจัดสกปรกเข้ามาในสำนักแต่วารีกลับเอาตัวเข้าบังพิรุณไว้ ยอมโดนไม้โบยหนาๆจนแผ่นหลังช้ำระบมเพื่อปกป้องชายหนุ่มผิวทองแดงคนนี้ไม่ให้ได้รับาเ็ซ้ำสองพิรุณมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดในอก ใจของเขาเ็ปลึกๆแต่ยังไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร
ในขณะเดียวกันภัยเงียบอันยิ่งใหญ่กำลังคืบคลานเข้าหาสำนักคุมภัยหิมะพันลี้ สำนักคุมภัย‘ปีกค้างคาว’ ซึ่งเป็คู่อริตัวฉกาจและเป็หนึ่งในสามสำนักใหญ่เริ่มส่งคนมาสร้างความวุ่นวาย ปล้นชิงสินค้าคุมภัยและตัดเส้นทางทำมาหากินของสำนักหิมะพันลี้จนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว
เป้าหมายที่แท้จริงของพวกมันคือการกดดันให้สำนักหิมะพันลี้ยอมจำนนเพื่อควบรวมกิจการทั้งหมดโดยที่ผู้นำของสำนักปีกค้างคาวได้หมายตาคุณหนูใหญ่ผู้เลอโฉมเอาไว้เพื่อใช้การแต่งงานทางการเมืองนี้เป็สะพานในการยึดครองอำนาจและขยายอิทธิพลมืดครอบงำเศรษฐกิจทั้งหมดในเมืองไร้ตะวันโดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าาแย่งชิงอำนาจครั้งนี้กำลังจะดึงเอาอดีตมือสังหารอันดับหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง!
ท่ามกลางความมืดมิดอันเป็นิรันดร์ของ มหานครไร้ตะวัน เมืองแห่งนี้กลับไม่เคยไร้ซึ่งแสงสว่างทั่วทั้งตลาดสี่ฤดูถูกเติมเต็มด้วยแสงสีม่วงเรืองรองและสีน้ำเงินเข้มอันงดงามจาก ศิลาดาราราย แร่เวทมนตร์วิเศษที่ฝังตัวอยู่ตามเพดานถ้ำ้าแสงเรืองรองเ่าั้สาดส่องลงมากระทบกับผู้คนและร้านค้าทำให้เกิดเงาพลิ้วไหวดูแปลกตา ทั่วทั้งตลาดเต็มไปด้วยความคึกคักผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาเสียงพ่อค้าแม่ค้าะโขายของป่าและเนื้อสัตว์อสูรดังไม่ขาดสาย
วารีเดินนำหน้าอยู่บนถนนหินชนวนสายเล็กเธอสวมชุดสาวใช้สีฟ้าครามสะอาดตา แม้จะเป็เพียงชุดบ่าวรับใช้ของตระกูลใหญ่แต่ภายใต้แสงสีม่วงและน้ำเงินเข้มนี้ความงดงามและท่าทางที่คล่องแคล่วก็ทำให้เธอดูโดดเด่นออกมาอย่างน่ามอง
"ถือไหวไหม? บอกแล้วไงว่าไม่ต้องขนมาเยอะขนาดนี้"
วารีหยุดเดินแล้วหันกลับมามองด้านหลัง เธอขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความดุแต่ในแววตานั้นกลับมีความห่วงใยซ่อนอยู่
ข้างหลังของเธอคือพิรุณชายหนุ่มลึกลับผู้มีท่าทางซื่อ ๆในตอนนี้เขากำลังหอบห่อผ้าใบใหญ่สองสามห่อเอาไว้ในอ้อมแขนแถมบนบ่ายังมีตะกร้าผักปราณใบโตพาดอยู่อีกด้วยตัวของเขาแทบจะจมหายไปกับกองสิ่งของเ่าั้
"ไหวครับพี่วารี!แค่ได้ช่วยพี่ ผมไม่เหนื่อยเลยครับ!"
พิรุณส่งยิ้มกว้างจนตาหยิบหย่งใบหน้าของเขาดูมีความสุขมาก แม้ว่าจะมีเหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นตามไรผมก็ตามในฐานะคนงานใหม่ของคฤหาสน์ เขาจึงเรียกวารีที่อยู่มาก่อนว่าพี่
วารีแอบอมยิ้มกับท่าทางเหมือนสุนัขตัวโตที่จงรักภักดีของเขาแต่เธอก็รีบหุบยิ้มแล้วทำเป็ดุเสียงเข้มทันที
"ปากหวานนักนะซุ่มซ่ามจนแผลเต็มตัวแท้ ๆ... อ๊ะ! ระวัง!"
วารีตาโตด้วยความใเธอเอื้อมมือไปคว้าต้นแขนของพิรุณแล้วออกแรงดึงอย่างแรงจนตัวของเขาเซมาชนกับไหล่ของเธอ
ฟุ่บ!
รถม้าทมิฬคันหนึ่งวิ่งฝ่าความมืดสลัวผ่านหลังของพิรุณไปอย่างรวดเร็วล้อรถม้าเฉียดก้นตะกร้าผักไปเพียงนิดเดียวเท่านั้นลมพัดแรงจนเสื้อผ้าของทั้งสองสะบัดพริ้ว
"เห็นไหม? ถ้าฉันไม่ดูไว้ นายคงโดนชนไปแล้ว เมืองนี้ยิ่งมองทางยาก ๆ อยู่"วารีดุพลางปล่อยมือจากแขนของเขาใบหน้าของเธอขึ้นสีแดงระเรื่อเล็กน้อยท่ามกลางแสงสีม่วงนวล
พิรุณเกาหัวตัวเองแกรก ๆ พลางส่งยิ้มแห้ง ๆ ให้เธอ
"แหะ ๆเพราะมีพี่วารีคอยดูแลไงครับ ผมถึงปลอดภัย พี่วารีเก่งที่สุดเลย"
"ไม่ต้องมาประชดเลยเดินตามมาดี ๆ ล่ะ อย่าให้ของตกเชียวนะ เดี๋ยวกลับไปไม่ทันรับใช้คุณหนูใหญ่จะโดนดุทั้งคู่" วารีสะบัดหน้าหนีแล้วเดินนำต่อไป เพื่อซ่อนใบหน้าที่เริ่มร้อนผ่าวของตัวเอง
พิรุณมองตามแผ่นหลังของหญิงสาว แววตาซื่อ ๆของเขาเปลี่ยนเป็นิ่งสงบและลึกล้ำอยู่แวบหนึ่ง ก่อนจะกลับมาใสซื่อเหมือนเดิมเขากระชับห่อผ้าในมือแล้วรีบซอยเท้าเดินตามเธอไปติด ๆ
หลังจากซื้อของจนครบ ทั้งสองก็เดินเลี่ยงออกจากตลาดสายหลัก มุ่งหน้ากลับสู่สำนักคุ้มภัยหิมะหมื่นลี้ โดยใช้เส้นทางตรอกเปลี่ยวซึ่งเป็ทางลัดตรอกนี้อยู่ห่างไกลจากกลุ่มแร่ศิลาดารารายหนาแน่นทำให้แสงสีม่วงและน้ำเงินส่องลงมาได้เพียงรำไรบรรยากาศรอบตัวจึงดูมืดสลัวและเงียบเชียบชวนขนลุก
ตึก... ตึก... ตึก...
เสียงฝีเท้าของคนกลุ่มหนึ่งดังขึ้นจากทางด้านหน้าและด้านหลังวารีชะงักเท้าทันที สัญชาตญาณของเธอร้องเตือนถึงอันตราย
ชายฉกรรจ์ห้าคนเดินเข้ามาล้อมพวกเธอไว้ พวกมันสวมชุดผ้าป่านสีดำบนอกเสื้อปักรูปค้างคาวสีแดงโลหิตสะท้อนแสงสีน้ำเงินจาง ๆแววตาพวกมันเต็มไปด้วยความเ้าเล่ห์และหยาบคาย ในมือของพวกมันถือท่อนไม้และมีดสั้น
"พวกแกเป็ใคร? ้าอะไร?"วารีก้าวเอาตัวมาบังพิรุณไว้มือของเธอเลื่อนไปจับที่ด้ามกระบี่สั้นข้างเอวทันที
"ฮ่า ๆ ๆ แม่นางคนสวยจำพวกเราไม่ได้รึ? พวกเราคือคนของสำนักปีกค้างคาวไงล่ะ"ชายหน้าบากที่เป็หัวหน้ากลุ่มหัวเราะเสียงแหลม "เ้านายของเ้า...คุณหนูใหญ่แห่งสำนักคุ้มภัยหิมะหมื่นลี้ ขัดผลประโยชน์ของพวกเราในเมืองนี้วันนี้พวกเราเลยมาขอเก็บดอกเบี้ยจากสาวใช้คนโปรดอย่างเ้าก่อน!"
"พวกแกมันก็แค่พวกหนูในท่อน้ำ!คุณหนูใหญ่ไม่มีทางยอมก้มหัวให้พวกแกหรอก!" วารีตวาดกลับอย่างไม่เกรงกลัว
"ปากดีนักนะอีตัวดี!" ชายหน้าบากแยกเขี้ยว"วันนี้ถ้าไม่ยอมส่งตั๋วเงินมาให้หมดอย่าหวังว่าจะได้เดินออกไปจากตรอกนี้เลย... อ้อ แล้วก็ทิ้งตัวเ้าไว้ให้พวกพี่ ๆเชยชมสักคืนสองคืนด้วยนะ ฮ่า ๆ ๆ!"
พวกนักเลงหัวเราะรับกันอย่างสนุกสนานสายตาหยาบโลนกวาดมองไปทั่วร่างของวารีท่ามกลางแสงสลัว
"ฝันไปเถอะ!"
วารีชักกระบี่สั้นออกจากฝักเสียงเหล็กพลันดังกังวานสะท้อนก้องตรอกเปลี่ยว เธอตั้งท่าพร้อมต่อสู้
"พิรุณ! นายหลบไปข้างหลังฉันอย่าวิ่งเพ่นพ่านนะ!" วารีกระซิบบอกคนข้างหลังโดยไม่หันกลับไปมอง
"พ... พี่วารีครับ พวกนั้นดูน่ากลัวจังเลย"พิรุณทำเสียงสั่น ตัวสั่นงันงก ข้าวของในมือร่วงหล่นลงพื้นเสียงดังตุ้บตั้บเขาก้มตัวลงกอดหัวเข่าอยู่มุมกำแพงด้วยท่าทางหวาดกลัวสุดขีด
แต่ในมุมมืดที่แสงสีม่วงส่องไปไม่ถึงดวงตาของพิรุณกลับเยือกเย็นและคมปราบราวกับใบมีดจิตสังหารสายหนึ่งแล่นผ่านั์ตาของเขาอย่างรวดเร็ว
"ลุย! จับนังนี่ไปส่วนไอ้ขยะนั่นฆ่าทิ้งซะ!" ชายหน้าบากสั่งการ
พวกนักเลงสามคนพุ่งเข้าหาวารีทันทีกระบี่สั้นของวารีตวัดร่ายรำเพื่อป้องกันตัว เธอบุกและรับได้อย่างมีหลักการ เคร้ง!เคร้ง! เสียงอาวุธกระทบกันดังลั่นตรอก วารีสามารถแทงเข้าที่ไหล่นักเลงคนหนึ่งจนมันล้มลงไปร้องครวญคราง
ทว่า พวกมันมีคนมากกว่า และมีประสบการณ์การต่อสู้ข้างถนนที่สกปรกนักเลงอีกสองคนอาศัยจังหวะที่วารีเบี่ยงตัว สาดผงปูนขาวใส่หน้าของเธอ!
"โอ๊ย!"
วารีร้องออกมาด้วยความใเธอต้องหลับตาและก้าวถอยหลังหลบผงขาววุ่นวาย ทำให้เสียหลักสะดุดก้อนหินจนล้มลงพื้นกระบี่สั้นในมือหลุดกระเด็นไปไกล
"ฮ่า ๆ ๆ เสร็จกูละ!"
ชายหน้าบากเห็นโอกาส มันพุ่งตัวเข้ามาพร้อมกับง้างท่อนไม้ในมือใบโตหมายจะหวดเข้าที่ต้นคอของวารีเพื่อให้เธอสลบลงไป
วารีหลับตาแน่นด้วยความสิ้นหวัง 'จบสิ้นแล้วหรือนี่... คุณหนูใหญ่ช่วยด้วย...' เธอคิดในใจ
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็ตายนั้นเอง!
จิตใต้สำนึกของพิรุณที่นั่งก้มหัวอยู่พลันะเิออกสัญชาตญาณของจอมดาบผู้ไร้เทียมทานที่เคยหลับใหลถูกปลุกขึ้นมาด้วยความโกรธเกรี้ยว 'ใครกล้าแตะต้องเธอ... ต้องตาย!'
พิรุณไม่ได้ชักดาบ และรอบตัวไม่มีแสงสีใด ๆ เกิดขึ้น เพราะมันคือ "ปราณดาบไร้ลักษณ์" พลังปราณที่ไร้รูป ไร้สี ไร้เสียงแต่พุ่งผ่านอากาศด้วยความคมกริบสูงสุดยอด
เขาขยับนิ้วชี้และนิ้วกลางมือขวา ตวัดผ่านอากาศเบา ๆ ไปทางกลุ่มนักเลง
ฟึ่บ... (เกิดเพียงเสียงแหวกอากาศที่เบาบางจนแทบไม่ได้ยิน)
บรรยากาศรอบตัวบิดเบี้ยวไปแวบหนึ่ง อากาศรอบตัวพลันถูกตัดขาดเป็ชิ้นๆ ด้วยความคมที่มองไม่เห็น คลื่นพลังงานที่ไร้ตัวตนพุ่งทะยานเข้าใส่ศัตรูในพริบตา
ฉัวะ! ผลัวะ! อั้ก!
"อ๊ากกกกกก!"
ชายหน้าบากและพวกนักเลงที่เหลือยังไม่ทันจะได้ลงมือทำอะไรร่างของพวกมันก็โดนแรงกระแทกและคมดาบที่มองไม่เห็นฟันเข้าใส่เสื้อผ้าของพวกมันฉีกขาดเป็ริ้ว ๆ มีรอยแผลลึกคล้ายโดนดาบจริง ๆ ฟันทั่วทั้งตัวเืสด ๆ สาดกระเซ็นเปรอะกำแพง แรงอัดส่งร่างของพวกมันลอยไปกระแทกกับกำแพงอิฐหนาจนกำแพงร้าวเป็ทางยาว
พวกมันทั้งห้าคนนอนหมดสภาพ าเ็สาหัสปางตายโดยที่พวกมันยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองโดนอาวุธชนิดไหนโจมตี เพราะไม่มีดาบไม่มีแสง มีเพียงความมืดและความเ็ปที่แล่นเข้าสู่ร่างเท่านั้น!