ด้านธัญรดานั้นวิ่งเท้าเปล่าตามโจรไปอย่างกระชั้นชิดโดยมีเสียงะโบอกของเ้าของร้านต่างๆ และผู้คนแถวนั้นให้ช่วยกันช่วยจับโจรหญิงสาวกัดฟันเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นก่อนจะตัดสินใจกระโจนเข้ารวบตัวโจรสาวจากทางด้านหลังจนล้มกลิ้งไปด้วยกันบนพื้นฟุตบาท
ธัญรดาพยายามล็อกตัวอีกฝ่ายไว้และจะจับกดกับพื้นแต่โจรสาวสะบัดตัวหลุดจากการจับกุมไปได้หญิงสาวกระโจนตามติดจนนอนกลิ้งซัดกันนัวอยู่ที่พื้นท่ามกลางไทยมุงที่ทำกล้าๆ กลัวๆไม่เข้ามาช่วยเธอเสียทีจนน่าโมโห
“หยุดดิ้นนะยอมให้จับเสียดีๆ เถอะ”
“ยอมให้โง่น่ะสิ”โจรสาวบอกแล้วลุกขึ้นยืนเตรียมจะวิ่งหนีหลังจากที่สะบัดตัวหลุดออกจากพันธนาการของเ้าของทองได้ธัญรดาลุกตามผวาเข้าสวมกอดอีกฝ่ายจากทางด้านหลังพลางร้องะโขอความช่วยเหลือมีหนุ่มคนหนึ่งถลาเข้ามาจะช่วยจับแต่ถูกโจรสาวถีบจนกระเด็นออกไปส่วนหญิงสาวเองก็ถูกกระชากแขนออกก่อนจะถูกอีกฝ่ายผลักจนร่างเธอกระเด็นไปอีกคน
“ว้าย!” ธัญรดาอุทานเสียงหลงด้วยความใพลางหลับตาปี๋แล้วกัดฟันรอรับความเจ็บตอนร่างกระแทกพื้นแต่แล้วหญิงสาวก็ต้องขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย ก่อนค่อยๆลืมตาขึ้นมองดูสาเหตุที่ทำให้เธอไม่ล้มหัวฟาดพื้นอย่างที่คิด
ธัญรดานิ่งอึ้งไปเมื่อสิ่งแรกที่เห็นยามลืมตาขึ้นมาคือดวงตาคมกริบสีฟ้าเข้มคู่หนึ่งที่กำลังจ้องมองเธอด้วยความเป็ห่วงฉับพลันหัวใจของเธอก็เต้นแรงขึ้นและยิ่งแรงมากขึ้นไปอีกเมื่อได้เห็นใบหน้าของคนที่ช่วยเธอไว้ชัดถนัดตาจนเธอเผลอร้องอุทานอยู่ในใจออกมาว่า
พระเ้า...นี่คนหรือว่าเทพบุตรกันแน่เนี่ย
“คุณเป็อะไรหรือเปล่า”
หญิงสาวกะพริบตาปริบๆเมื่อได้ฟังน้ำเสียงทุ้มนุ่มหูของเขาที่เอ่ยออกมาเป็ภาษาไทยชัดแจ๋วทั้งที่หน้าตานั้นออกฝรั่งจ๋าซะขนาดนั้น เธอยังจ้องหน้าคนช่วยอยู่เงียบๆจนเขาถามประโยคเดิมซ้ำอีกครั้งนั่นแหละเธอถึงได้รู้สึกตัว
“เอ่อ...ฉะ...ฉันไม่เป็อะไรค่ะ”เธอส่ายหน้าพร้อมกับเอ่ยเสียงตะกุกตะกักออกมาอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนเพราะไม่เคยมีผู้ชายคนไหนทำให้หัวใจเธอสั่นไหวได้แบบนี้สักคน
“แล้วคุณยืนไหวไหม”
คำถามของเขาทำให้ธัญรดาต้องก้มมองตัวเองจึงเห็นว่าตนเองทิ้งร่างอยู่ในอ้อมแขนแกร่งซึ่งเขาต้องย่อตัวเกือบติดพื้นเพื่อรองรับตัวเธอเอาไว้แก้มนวลร้อนผ่าวขึ้นมาด้วยความอายทันทีหลังจากมองสภาพแวดล้อมรอบๆตัวแล้วพบว่ายังมีไทยมุงมายืนมองอยู่
“ไหวค่ะ”
เพียงสิ้นคำตอบของเธอชายหนุ่มก็ดันร่างบางขึ้นจนเธอสามารถยืนตั้งหลักได้เขาจึงปล่อยมือจากร่างนุ่มแล้วก้าวถอยหลังไปยืนห่างเธอพอประมาณ
“ขอบคุณมากนะคะที่ช่วยรับตัวฉันไว้ไม่อย่างนั้นฉันอาจหัวฟาดพื้นไปแล้ว” เธอกล่าวขอบคุณอย่างซึ้งใจ
“ไม่เป็ไรครับ”เขาตอบด้วยรอยยิ้มบางๆก่อนจะหันไปมองทางด้านหนึ่งเมื่อได้ยินเสียงของลูกน้องรายงาน
“จับตัวได้แล้วครับ”
ชายหนุ่มที่ช่วยเธอไว้พยักหน้ารับแล้วเดินไปหยิบสร้อยทองจากมือลูกน้องที่ล็อกตัวโจรสาวไว้อยู่มาส่งให้เธอธัญรดารับสร้อยทองมาถือไว้อย่างทึ่งๆ พลางกล่าวขอบคุณเขาอีกครั้งที่ช่วยจับโจรให้
“ขอบคุณที่ช่วยจับโจรให้นะคะ”
“ไม่เป็ไรครับว่าแต่ของได้คืนครบหรือเปล่าครับ”
“ครบค่ะ” หญิงสาวตอบและยังไม่ทันได้เอ่ยอะไรต่อก็มีเสียงร้องบอกดังขึ้นซึ่งพอหันไปดูก็เห็นใหม่เดินนำเ้าหน้าที่ตำรวจตรงมาทางนี้
“นั่นไงคะคุณตำรวจโจรที่ขโมยทองร้านฉันไปค่ะ จับเลยค่ะ” ใหม่ชี้ตัวโจรสาวให้ตำรวจจับกุมก่อนจะเดินเข้าไปหานายจ้างสาวด้วยความเป็ห่วง “คุณรดาเป็ยังไงบ้างคะาเ็ตรงไหนบ้างหรือเปล่า”
“ไม่แค่แขนถลอกนิดหน่อยเท่านั้น แย่จัง ไม่รู้จะเป็แผลเป็หรือเปล่า” ธัญรดาตอบพลางยัดสร้อยทองใส่มือลูกจ้างสาวไว้แล้วจัดการปัดเศษดินเศษทรายออกจากตัวและเสื้อผ้าของตัวเองเป็การใหญ่เพราะเธอไม่ชอบความสกปรก
“ไม่หรอกค่ะแผลถลอกเล็กๆ แบบนี้คงไม่เป็แผลเป็หรอกค่ะแต่ทายากันรอยแผลเป็กันไว้ก่อนก็ดีนะคะ เพราะผิวคุณรดายิ่งบางๆ อยู่ด้วย” ใหม่แนะนำอย่างหวังดี
“จริงด้วย ต้องรีบทำแผลและก็ทายากันไว้ก่อนไม่งั้นผิวฉันต้องมีรอยตำหนิแน่ๆเลย” ความรักสวยรักงามทำให้หญิงสาวลืมเื่อื่นไปชั่วขณะ จนเมื่อคิดถึงชายหนุ่มที่ช่วยเอาไว้ก็รีบหันไปมองทางที่เขายืนอยู่ทันทีทว่าก็ต้องพบกับความว่างเปล่าเขาหายไปแล้ว...หายไปพร้อมกับคนของเขา
ธัญรดาหันซ้ายแลขวาไปรอบทิศทางแต่ก็ไม่พบคนร่างสูงใหญ่ที่ทำให้ใจเธอเต้นแรงแม้แต่เงาหญิงสาวกระทืบเท้านิดๆ ด้วยความขัดใจระคนผิดหวัง เธอยังไม่ได้ตอบแทนและยังไม่ได้รู้ชื่อของเขาเลยแล้วแบบนี้เธอจะได้เจอเขาอีกได้อย่างไรกัน
“คุณรดามองหาใครเหรอคะ”ใหม่ถามอย่างสงสัยพลางกวาดตามองตามบ้าง
“หาคนที่ช่วยฉันไว้น่ะสิไปไหนแล้วก็ไม่รู้ บ้าจริง...น่าจะอยู่รอให้ฉันตอบแทนน้ำใจเขาก่อน”
“แสดงว่าเขาทำไปโดยไม่หวังผลไงคะคนแบบนี้ต้องเป็คนดีมากแน่ๆ เลยค่ะ” ใหม่บอกยิ้มๆ ตามประสาสาวที่ชอบมองในแง่บวกธัญรดายิ้มตามก่อนจะพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วยเป็ครั้งแรกเพราะทุกครั้งที่ใหม่มองโลกในแง่ดีทีไรเธอมักจะไม่เห็นด้วยและคอยชี้ให้เห็นถึงจิตใจดำมืดของคนเนื่องจากไม่อยากให้ลูกจ้างสาวตกเป็เหยื่อของพวกเห็นแก่ตัวที่ใช้การมองโลกในแง่ดีของคนอื่นมาเป็ประโยชน์ของตนเอง
“เดี๋ยวผมขอเชิญคุณไปที่โรงพักเพื่อสอบปากคำด้วยนะครับ”
เสียงพูดของนายตำรวจทำให้สองสาวรู้สึกตัวว่ากำลังอยู่ในสถานการณ์ไหนอยู่ธัญรดาหันมามองก่อนจะยิ้มตอบรับพลางกล่าวเสียงอ่อน
“ได้ค่ะแต่ฉันขอไปทำแผลกับเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะคะ ไม่นานหรอกค่ะ แล้วฉันจะรีบตามไปที่โรงพักค่ะ”
“ได้ครับ”
หลังจากเคลียร์ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วหญิงสาวกับลูกจ้างสาวก็เดินกลับไปที่ร้านทอง ซึ่งระหว่างทางนั้นก็มีเ้าของร้านและคนรู้จักต่างๆเข้ามาสอบถามถึงเื่ราวที่เกิดขึ้นทั้งด้วยความเป็ห่วงและอยากรู้อยากเห็น เธอตอบคำถามเพียงสั้นๆเท่านั้นแล้วเดินหนีเข้าร้านไป ปล่อยให้ใหม่เป็คนตอบคำถามแทน
“คุณรดาเป็ยังไงบ้างคะ”จินที่ต้องอยู่เฝ้าร้านรีบถามอย่างเป็ห่วงเมื่อเห็นนายจ้างเดินเข้าร้านมาด้วยสภาพมอมแมมไม่น้อย
“ฉันไม่เป็อะไรมากหรอกเดี๋ยวฉันจะขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่แล้วไปโรงพักนะอ้อ...เอาอุปกรณ์ทำแผลขึ้นไปให้ฉันที่ห้องด้วยนะจิน”
“ค่ะๆ” จินรับคำแล้วรีบไปเปิดตู้หยิบกล่องปฐมพยาบาลเอาขึ้นไปให้เ้านายที่ชั้นสองทันทีเธอเคาะประตูแล้วเปิดเข้าไป ซึ่งห้องนี้เป็ห้องพักผ่อนและเป็ห้องทำงานของธัญรดา ที่พิชิตผู้เป็พ่อได้จัดเตรียมตกแต่งใหม่อย่างสวยหรูไว้ให้ลูกสาวสุดที่รักในห้องชั้นนอกที่เป็ห้องทำงานไม่มีร่างของนายสาวอยู่เธอจึงเดาว่าอีกฝ่ายคงอยู่ในห้องด้านในซึ่งเป็ห้องพักผ่อนจินจึงวางกล่องปฐมพยาบาลไว้ที่โต๊ะแล้วลงไปอยู่เฝ้าหน้าร้านกับเพื่อนต่อ
ด้านธัญรดาหลังจากอาบน้ำเสร็จก็เดินบ่นอุบออกมาจากห้องพักผ่อนในชุดเสื้อคลุมอาบน้ำมิดชิดอย่างหัวเสีย เมื่อสังเกตเห็นเล็บยาวได้รูปที่แต่งไว้เสียสวยของตนเองหักไปนิ้วหนึ่ง
“บ้าที่สุดเล็บฉันพังหมดเลย แขนขาก็ถลอก นี่ถ้าเป็รอยแผลเป็ขึ้นมานะ ฉันจะเอาเื่ให้ถึงที่สุดเลย”
“ลูกแม่!เป็ยังไงบ้างลูก าเ็ตรงไหนหรือเปล่า”
“คุณแม่...คุณพ่อ...มาได้ยังไงคะ” ธัญรดาเอ่ยถามอย่างแปลกใจที่เห็นพวกท่านทั้งสองมาที่นี่แทนที่จะอยู่ในงานเลี้ยงของสมาคม
“ก็จินโทรไปบอกพ่อกับแม่น่ะสิว่ามีโจรปล้นร้านเราและหนูยังวิ่งตามโจรมันไปอีก” คุณพิชิตบอกด้วยสีหน้าไม่พอใจกึ่งห่วงใยตอนที่พวกท่านรู้ข่าวนั้นใมากและรีบรุดออกจากงานเลี้ยงของสมาคมมาทันที ตลอดทางที่นั่งรถมาท่านกับภรรยาก็ได้แต่จับมือกันพร้อมกับภาวนาขออย่าให้ลูกสาวสุดที่รักเป็อะไรไปเลย พอมาถึงและได้รู้ว่าลูกปลอดภัยดีก็เหมือนยกูเาทั้งลูกออกจากอกเลยทีเดียว
“ลูกนะลูกหนูจะวิ่งตามโจรมันไปทำไมกัน มันอันตรายมากนะรู้ไหม นี่ถ้ามันมีอาวุธมาเล่นงานหนูจนหนูได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิตขึ้นมาพ่อกับแม่จะเสียใจมากแค่ไหน คิดบ้างไหม”คุณเกศทิพย์คร่ำครวญพลางกอดร่างบางของลูกสาวไว้แน่นด้วยความรู้สึกกลัวจริงๆธัญรดากอดตอบท่านแล้วเอ่ยด้วยความรู้สึกผิดที่ทำให้บิดามารดาต้องทุกข์ใจและเป็ห่วง
“รดาขอโทษค่ะตอนนั้นรดาไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้นนอกจากอยากตามไปเอาของของเราคืน”
“ทีหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะลูก” พิชิตลูบศีรษะของบุตรสาวเบาๆ “ถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกหนูห้ามวิ่งตามมันไปเด็ดขาด ปล่อยหน้าที่นี้ให้ตำรวจเขาจัดการเองเข้าใจไหม จำเอาไว้ว่าชีวิตของหนูมีค่ากับพ่อแม่มากแค่ไหนทองแค่ไม่กี่เส้นพ่อยอมเสียได้แต่ชีวิตของหนูพ่อยอมเสียไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด”
“คุณพ่อ...” หญิงสาวน้ำตาซึมด้วยความซาบซึ้งใจในความรักที่บิดามารดามอบให้ ทว่าในขณะเดียวกันเธอก็รู้สึกอึดอัดใจอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
“รับปากแม่กับพ่อสิว่าหนูจะไม่ทำแบบนี้อีก” เกศทิพย์คาดคั้นเสียงเข้ม
“ค่ะ หนูรับปากว่าจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว” ธัญรดารีบรับปากเพื่อให้พวกท่านสบายใจ
“ดีมากจ้ะจริงสิ แล้วใครช่วยหนูจับโจรเหรอลูก แม่จะได้ไปขอบคุณเขาหน่อย”
“ใช่ๆพลเมืองดีแบบนี้ต้องขอบคุณเขามากๆ เลย ที่ทำให้เราไม่ต้องเสียทรัพย์สิน” พิชิตพยักหน้าอย่างเห็นด้วยกับภรรยา
คำถามของมารดาทำให้หญิงสาวหวนคิดถึงดวงตาสีฟ้าเข้มของคนที่ช่วยเธอไว้อีกครั้งก่อนจะถอนใจออกมาเบาๆ ด้วยความรู้สึกเสียดายไม่หาย
“เขาเป็ใครไม่รู้ค่ะหนูยังไม่ทันได้ถามชื่อเขาเลย เขาก็หายตัวไปแล้วค่ะ”
“แย่จังแล้วหนูได้ขอบคุณเขาหรือเปล่าจ๊ะ”
“รดาขอบคุณเขาเรียบร้อยแล้วค่ะแม่ตายจริง...มัวคุยกันเพลินเลย รดาต้องไปโรงพักเพื่อให้ตำรวจสอบปากคำค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นลูกก็รีบไปแต่งตัวเถอะพ่อกับแม่จะลงไปรอข้างล่าง เราจะไปโรงพักกับลูกด้วย” พิชิตบอกจากนั้นก็ชวนภรรยาลงไปคอยลูกสาวที่หน้าร้านพร้อมกับนึกในใจไปด้วยว่าเห็นทีพวกท่านต้องจ้างยามมาเฝ้าหน้าร้านสักคนเสียแล้ว เพื่อความปลอดภัยของบุตรสาวลูกจ้างทั้งสองและทรัพย์สินภายในร้าน
สองวันต่อมา... ภายในห้องทำงานในบ้านสาธิตมนตรีชายหนุ่มต่างทั้งวัยและศักดิ์กำลังนั่งประจันหน้ากันอยู่ด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงฝ่ายที่าุโกว่านั้นทำหน้าบึ้งอย่างไม่พอใจในขณะที่ฝ่ายอายุน้อยกว่าร่วมยี่สิบปีกลับมีสีหน้าที่นิ่งสงบและท่าทางที่สุขุมกว่ามากนัก
“ทำไมล่ะปวัตน์เงินแค่ร้อยล้านเองนะ หลานมีเงินตั้งมากมายจะเก็บไว้ทำไมกันเปล่าๆสู้เอามาลงทุนกับอาไม่ดีกว่าเหรอ” วรงค์สาธิตมนตรีถามเสียงห้วนอย่างหัวเสีย เมื่อหลานชายคนเดียวของท่านปฏิเสธที่จะร่วมลงทุนสร้างโรงแรมใหม่ด้วยกัน
“ผมบอกอาแล้วไงครับว่าตอนนี้ผมยังไม่อยากลงทุนเพิ่มเพราะแค่ธุรกิจที่ผมมีอยู่ในมือตอนนี้ก็ดูแลแทบไม่ไหวแล้ว” ปวัตน์ตอบด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่ายนิดๆเพราะเขาพูดประโยคนี้กับผู้เป็อามาเกือบชั่วโมงของการสนทนากัน แต่ดูเหมือนว่าอาของเขาจะไม่เข้าใจเสียเลย
“ดูแลไม่ไหวก็ไม่ต้องดูสิหลานแค่เอาเงินไปลงทุนเท่านั้น ส่วนเื่บริหารอากับเพื่อนจะทำกันเองหลานแค่รอรับเงินปันผลอย่างเดียวก็พอ”วรงค์พยายามชักจูงให้หลานชายคล้อยตามสุดกำลัง เนื่องจากเขาจำเป็ต้องพึ่งเงินลงทุนของหลาน
“ผมไม่คิดเลยว่าคุณอาจะเข้าใจอะไรยากแบบนี้”
คำพูดของปวัตน์ทำเอาวรงค์หน้าชาเหมือนถูกตบหน้าไม่มีผิดเขาโกรธแต่ก็ต้องระงับอารมณ์เอาไว้เพราะเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตนที่จะได้รับ
“อาเข้าใจแต่อา...”
“พอเถอะครับอาผมขอยืนยันว่าผมจะยังไม่ลงทุนทำธุรกิจอะไรเพิ่มตอนนี้อย่างเด็ดขาด เพราะเท่าที่มีอยู่ในมือก็ดึงเวลาผมไปเกือบหมดแล้วจนผมแทบจะไม่มีเวลาเป็ส่วนตัวเลย อีกอย่างเศรษฐกิจตอนนี้ไม่ค่อยดีด้วยการส่งออกของเราเริ่มมีปัญหา ผมจำเป็ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดไม่มีเวลาไปคิดอะไรหรอกครับ”
ชายหนุ่มพยายามชี้แจงให้ผู้เป็อาเข้าใจจริงอยู่แม้เขาจะมีแค่ธุรกิจส่งออกเพียงอย่างเดียวให้ดูแลแต่มูลค่าของมันก็นับพันล้านเลยทีเดียวเพราะมีสองบริษัทที่เขาต้องบริหารทั้งที่ไทยกับที่อเมริกา เนื่องจากเขาเป็ทายาทเพียงคนเดียวที่ได้สืบทอดกิจการทั้งสองแห่งคือจากทั้งของบิดาและของผู้เป็ตา
ปวัตน์ เอริกสาธิตมนตรี คือชื่อเต็มๆ ของเขา ชายหนุ่มเป็ลูกครึ่งไทย-อเมริกา บิดาของเขาคือนายพันตรี สาธิตมนตรีนักธุรกิจส่งออกอาหารแช่แข็งกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของไทยส่วนมารดาของเขาคือนางมาเรีย สาวอเมริกันซึ่งเป็ลูกสาวคนเดียวของนายโจเซฟนักธุรกิจส่งออกเกี่ยวกับอาหารแช่แข็งที่อเมริกาเหมือนกันบิดาเขาเป็เพื่อนทางธุรกิจกับคุณตาจึงได้พบรักกับมารดาของเขาจนได้แต่งงานกันและย้ายมาอยู่ที่เมืองไทยด้วยกัน
ปวัตน์เป็บุตรชายเพียงคนเดียวของพวกท่านเขาเติบโตขึ้นมาระหว่างสองประเทศ เพราะต้องเดินทางไปเยี่ยมคุณตาบ่อยๆจนกระทั่งเรียนจบชั้นมัธยมปลายที่เมืองไทย เขาก็ถูกส่งไปอยู่กับนายโจเซฟเพื่อเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่นั่นทันทีจนกระทั่งจบปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ
ซึ่งระหว่างเรียนนั้นเขาก็ได้เข้าไปศึกษาดูงานที่บริษัทของคุณตาอยู่บ่อยๆชายหนุ่มนึกขอบคุณท่านที่เฝ้าเคี่ยวเข็ญให้เขาเรียนรู้งานทุกอย่างในบริษัทตอนนั้นเพราะไม่อย่างนั้นเขาคงต้องพบกับความยากลำบากในการทำงานมากกว่านี้เป็หลายร้อยเท่าทีเดียวประสบการณ์ใน่นั้นทำให้เขารับมือกับปัญหาทุกอย่างได้อย่างมีสติ และแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆจนนำพาธุรกิจของทั้งสองครอบครัวยืนหยัดมาได้จนถึงทุกวันนี้
ปวัตน์ถอนใจออกมาเบาๆเมื่อนึกถึงอดีตในวัยเยาว์ที่แสนสุข แต่พอหวนกลับคืนสู่ปัจจุบันแล้วได้เห็นสีหน้าไม่พอใจของวรงค์ชายหนุ่มก็ต้องถอนใจออกมาอีกครั้งแรงๆ อย่างเหนื่อยหน่ายใจ
“ผมว่าคุณอาเอาโครงการนี้กลับไปก่อนเถอะครับ”
“ปวัตน์!นี่หลานจะปฏิเสธงานของอาจริงๆ หรือ ทำไมถึงใจดำนัก” วรงค์ตบมือลงบนโต๊ะปังใหญ่ด้วยความโมโห ปวัตน์หน้าตึงและจ้องมองผู้เป็อาอย่างไม่พอใจเช่นกันก่อนจะบอกเสียงเข้มขึ้น
“ผมไม่ได้ใจดำแต่ผมยังไม่เห็นความจำเป็ที่จะต้องเอาเงินไปทิ้งเท่านั้น”
“พูดแบบนี้หมายความว่าไงแกหาว่าอาจะโกงแกงั้นเหรอ” วรงค์ชี้หน้าว่าอย่างร้อนตัวในใจนึกกลัวว่าอีกฝ่ายจะรู้อะไรมาหรือเปล่าถึงได้พูดแบบนี้
“อาก็รู้อยู่แก่ใจ”
“ปวัตน์!มันจะมากไปแล้วนะ นี่ฉันเป็อาแกนะ เป็น้องของพ่อแก ฉันจะโกงหลานตัวเองได้ยังไงกัน”
“เอาเถอะถือว่าผมพูดผิดไปก็แล้วกันแต่ยังไงผมก็ขอยืนยันว่าจะยังไม่ลงทุนทำโรงแรมกับอาตอนนี้แน่แต่ในอนาคตก็ไม่แน่ถ้าโรงแรมของอาสร้างขึ้นมาแล้ว และกิจการไปได้ดีบางทีผมอาจจะไปขอร่วมหุ้นด้วยก็ได้นะครับ”
คำพูดของปวัตน์เหมือนจะประนีประนอมยอมอ่อนข้อให้แต่ความจริงแล้วก็ยังแข็งกร้าวในความคิดเช่นเดิมวรงค์ตัวสั่นเทิ้มด้วยความเดือดดาลใจ พลางจ้องหน้าหลานชายด้วยสายตาราวกับจะกินเืกินเนื้อก่อนจะเดินลิ่วๆ ออกจากห้องทำงานไปโดยไม่กล่าวอะไรออกมาสักคำเดียว
ชายหนุ่มมองตามแล้วส่ายหน้าน้อยๆด้วยความอ่อนใจ ที่อีกฝ่ายไม่ยอมเข้าใจเหตุผลอะไรง่ายๆ เลย ซึ่งเป็แบบนี้มาตลอดั้แ่เขายังเล็กจนโตเขาเห็นอาวรงค์ทะเลาะกับบิดาประจำในเื่งาน และเื่เงินทองที่อีกฝ่ายหยิบยืมไปทำธุรกิจส่วนตัวที่ไม่เคยประสบความสำเร็จเลยสักอย่าง
ความจริงอาของเขาเป็คนเก่งคนหนึ่งแต่เพราะนิสัยที่ชอบใจร้อนมุ่งแต่จะเอาให้ได้เพียงอย่างเดียวโดยไม่คิดรอหรือไตร่ตรองให้รอบคอบเสียก่อนนี่แหละที่เป็อุปสรรคทำให้วรงค์กลายเป็คนล้มเหลวมาตลอดชีวิตปัจจุบันจึงเป็ได้แค่คณะกรรมการของบริษัทและผู้ถือหุ้นรายย่อยที่มีหุ้นไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำเนื่องจากอีกฝ่ายขายหุ้นให้บิดาเขาจนเกือบหมดแล้ว
ประตูห้องทำงานถูกเคาะแล้วเปิดเข้ามาผู้ที่ก้าวเข้ามาไม่ใช่วรงค์แต่เป็ชายหนุ่มหน้าหวานราวกับผู้หญิงแทน ปวัตน์มองหน้าเลขาคู่ใจที่ทำงานและอยู่ร่วมบ้านด้วยกันกับเขามาเกือบสิบปีด้วยรอยยิ้มเยาะหยันแล้วบอกเสียงอ่อน
“เป็อย่างที่นายคาดเดาไว้เลยพิทยา”
พิทยายิ้มเย็นนิดๆอย่างเข้าใจได้ในทันทีว่าเ้านายพูดถึงเื่อะไร
“ผมเองก็พอจะเดาจากท่าทีของคุณวรงค์ออกครับ”
“คงฟาดงวงฟาดงากับคนอื่นไปทั่วล่ะสินายเองก็คงโดนด้วยใช่ไหม” ปวัตน์พอจะเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะเคยเห็นอยู่บ่อยๆเวลาที่วรงค์ไม่พอใจอะไรก็มักจะเอาความโกรธของตนเองไปลงกับคนอื่นที่คิดว่าต่ำต้อยกว่าตนเองเสมอ
“ผมชินแล้วล่ะครับ”พิทยาเอ่ยอย่างไม่เดือดเนื้อร้อนใจอะไรทั้งที่ถูกวรงค์ขู่จะทำร้ายอยู่บ่อยๆเพราะอีกฝ่ายรู้ว่าเขาเป็คนบอกข่าวต่างๆ ให้กับปวัตน์รู้เสมออย่างเื่ทำโรงแรมนี้ก็เหมือนกันเขาบังเอิญไปรู้เห็นเข้าจึงได้ให้คนไปสืบเื่นี้มาให้พอรู้ว่าวรงค์คิดจะหลอกใช้เงินของเ้านายมาลงทุนโดยที่ไม่ต้องควักเงินตัวเองสักบาทเขาจึงมาเตือนเ้านายเอาไว้ก่อน และก็คิดไม่ผิดจริงๆ เสียด้วยสิ
“เฮ้อ...ฉันไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับเขาดีแล้วเหมือนกันนี่ถ้าคุณพ่อไม่ขอร้องเอาไว้ให้ช่วยดูแลละก็ ฉันจะไม่สนใจสักนิดเดียว” ชายหนุ่มบอกอย่างหงุดหงิดเมื่อคิดถึงคำพูดของบิดา ที่เคยขอร้องเขาไว้ตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่
‘ปวัตน์...รับปากกับพ่อนะลูกถ้าวันหนึ่งพ่อตายไปลูกจะต้องดูแลญาติพี่น้องของเราแทนพ่อนะลูกอย่าทอดทิ้งพวกเขาเป็อันขาด อะไรที่ช่วยได้ก็จงช่วยนะลูก ถือว่าทำบุญก็แล้วกัน’
‘แต่พวกเขามีแต่เื่เดือดร้อนมาให้นะครับคุณพ่อ’
‘พ่อรู้แต่ยังไงพวกเขาก็เป็ญาติพี่น้องที่มีสายเืเดียวกันกับเรานะลูกคนอื่นลูกยังสงสารช่วยเหลือได้แล้วทำไมพี่น้องของตัวเองถึงจะไม่ยอมช่วยล่ะ’
‘ครับคุณพ่อ’
‘ดีมากพ่อรับปากกับคุณปู่ของลูกไว้ว่าจะดูแลช่วยเหลือพี่น้องตลอดไป แต่พ่อก็ไม่อยากเอาคำนี้มาผูกมัดลูกของพ่อให้ลำบากใจหรอกนะเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ฟังพ่อให้ดีนะปวัตน์ ลูกจงช่วยเหลือญาติพี่น้องของเราเท่าที่จะช่วยเขาได้แต่ไม่ใช่ช่วยโดยการทำตัวเหมือนแม่นกที่เอาอาหารไปป้อนให้ลูกนกเด็ดขาดลูกต้องช่วยให้พวกเขายืนหยัดด้วยลำแข้งของตนเอง ช่วยเมื่อพวกเขาล้มลงจริงๆและอย่าช่วยจนพวกเขาเคยตัวเหมือนอย่างที่พ่อเคยทำผิดพลาดมาตลอดพ่อเอาแต่ป้อนให้พวกเขาจนพวกเขาไม่สามารถกางปีกบินออกไปข้างนอกด้วยกำลังของตนเองได้เสียแล้ว’
‘อย่าโทษตัวเองเลยครับคุณพ่อทำดีที่สุดแล้ว อย่าห่วงเลยครับผมรับปากว่าจะดูแลญาติพี่น้องของเราให้ดีที่สุดในแบบของผม’
‘ขอบใจมากลูกพ่อเชื่อใจลูกเสมอ คนเก่งของพ่อ’
ปวัตน์ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับบิดามาตลอดเขาช่วยตามแบบฉบับของเขาคือสอนให้คนเ่าั้ช่วยตัวเองก่อน และถ้าไม่ได้จริงๆเขาถึงจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือแต่ก็ไม่ทุ่มไปจนสุดตัวเหมือนที่บิดาเคยทำชายหนุ่มคิดว่าตนเองทำดีที่สุดแล้วในการประคองความสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติเอาไว้ แต่หากใครจะไม่พอใจเขาก็ช่วยไม่ได้
“เ้านายทำดีที่สุดแล้วครับ” เลขาหนุ่มให้กำลังใจตลอดเวลาเกือบสิบปีที่ทำงานใกล้ชิดกันมาเขารับรู้ปัญหาของเ้านายดีญาติพี่น้องที่มีนำแต่เื่ยุ่งๆ มาให้ตลอด ไม่เคยมีคนไหนที่จะทำประโยชน์ให้แก่บริษัทและวงศ์ตระกูลอย่างจริงใจเลยมีญาติก็เหมือนไม่มี ก็สู้ไม่มีเลยซะจะดีกว่า
“ก็มีแต่นายเท่านั้นแหละที่บอกว่าฉันทำดีที่สุดแล้วส่วนพวกญาติๆ น่ะเหรอ หาว่าฉันใจดำกันทั้งนั้น”
“เพราะความเห็นแก่ตัวของพวกเขาเท่านั้นครับ”
“ใช่เพราะความเห็นแก่ตัวเท่านั้นจริงๆ เฮ้อ...พอเถอะ เราอย่ามาพูดเื่เครียดๆพวกนี้เลย นายมีอะไรให้ฉันเซ็นอีกหรือเปล่า”ปวัตน์ปัดเื่ส่วนตัวออกแล้วถามเื่งานแทน เพราะพูดไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา
“ไม่มีแล้วครับ”
“ดีเลยกำลังเซ็งๆ แบบนี้ไปว่ายน้ำเล่นกันดีกว่า” ชายหนุ่มเอ่ยชวนด้วยสีหน้าที่แช่มชื่นขึ้นแล้วเดินนำพิทยาออกจากห้องทำงานไป