เงินในซองที่โจวเยี่ยนมอบให้มีประมาณหนึ่งร้อยห้าสิบหยวน การที่เขามอบเงินจำนวนนี้ให้เธอทำให้เจียวซูหลันอดใจอ่อนไม่ได้ มื้อเย็นของวันนั้นเธอจึงได้ลงมือทำน้ำแกงและอาหารรสอ่อนเพื่อเขา เงินในมือแม้ว่าจะมีไม่มากแต่ก็น่าจะเพียงพอที่จะซื้อของกินของใช้เข้าบ้านได้ เธอจึงตั้งใจว่าวันพรุ่งนี้เธอจะหาทางไปตลาดเพื่อจะซื้อของเข้าบ้าน
หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จแล้วเจียงซูหลันก็ต้มน้ำร้อนแล้วบังคับให้เด็กๆ อาบน้ำ และหาเสื้อผ้าที่สะอาดมากที่สุดในบรรดาเสื้อผ้าของเด็กน้อยทั้งสองให้พวกเขาสวมใส่ หลังจากนั้นเสี่ยวอวิ๋นก็ขอไปดูแลพ่อของเขาด้วยสีหน้าเขินอาย จึงเหลือเพียงเธอและเจินจูอยู่ร่วมกันเพียงสองคนในห้องนอน เจียงซูหลันจึงได้นำหวีมานั่งสางผมให้เจินจูอย่างพิถีพิถันด้วยกังวลว่าเธอจะทำให้เด็กน้อยเจ็บแล้วจะไม่ยอมให้เธอหวีผมให้อีก
“เจินจูตลาดอยู่ที่ไหนลูกพอจะรู้ไหม”
“ตลาดอยู่ท้ายหมู่บ้านค่ะ เื่นี้คุณแม่ก็ลืมหรือคะ” คำถามของเจินจูทำให้เจียงซูหลันยิ้มออกมา
“ลืมไปหลายเื่มาก ่นี้แม่คงจะต้องพึ่งพาเสี่ยวอวิ๋นกับเจินจูแล้ว”
“ได้เลยค่ะ หนูจะคอยช่วยเตือนความจำให้คุณแม่เอง” เจินจูพูดออกมาด้วยสีหน้ามุ่งมั่นอย่างเต็มที่ทำให้เจียงซูหลันยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู
“ดึกมากแล้วพวกเรานอนกันดีกว่า” เจียงซูหลันพูดพลางพาเจินจูเข้านอนด้วยกัน
เช้าวันรุ่งขึ้นเจียงซูหลันก็ตื่นขึ้นมาทำอาหารแต่เช้า แต่สิ่งที่ทำให้เธอประหลาดใจก็คือเช้าวันนี้โจวเยี่ยนไม่ได้ดูเป็คนป่วยไร้เรี่ยวแรงแบบเมื่อวานอีกแล้ว แม้ว่าขาจะยังเดินขากะเผลกอยู่แต่สีหน้าและแววตาไม่มีร่องรอยของคนที่จมอยู่กับอาการป่วยไข้อย่างเช่นเมื่อวานนี้แล้ว
“คุณดูสดชื่นมากกว่าเมื่อวานเป็อย่างมาก” เจียงซูหลันถามพลางจ้องมองโจวเยี่ยนที่ในตอนนี้เดินมานั่งมองเธอทำอาหารอยู่ในครัวด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
"พอดียาที่กินได้ผลดีเป็อย่างมาก ไข้ก็เลยลดลงอย่างรวดเร็ว" โจวเยี่ยนพูดอย่างไม่ใส่ใจแล้วก็ลุกขึ้นเดินออกไปดูรอบๆ บ้านโดยมีเสี่ยวอวิ๋นและเจินจูคอยเดินตามอยู่ไม่ห่าง
พออาหารเสร็จแล้วโจวเยี่ยนและลูกชายลูกสาวก็มาช่วยเธอลำเลียงอาหารขึ้นโต๊ะ อาหารเช้าในวันนี้เจียงซูหลันทำตามวัตถุดิบที่มีหมั่นโถวคนละสองลูกและโจ๊กใส่ไข่คนละชาม เพียงเท่านี้ก็ทำให้ทุกคนต่างลูบท้องด้วยความอิ่มหนำแล้ว
“ได้ยินเจินจูบอกว่าคุณจะไปตลาด ให้ผมไปด้วยไหม” เมื่อเขาถามเช่นนี้เจียงซูหลันก็ส่ายหน้า
“ไม่ต้องหรอกค่ะฉันตั้งใจว่าจะพาเจินจูไปด้วย คุณอยู่ที่บ้านกับเสี่ยวอวิ๋นก็แล้วกัน” คำพูดของเธอทำให้เขาหลุบตาลงไปมองขาของตนเองอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงได้พูดกับเธอเสียงเบา
“ถ้าอย่างนั้นคุณพาเสี่ยวอวิ๋นไปด้วยก็แล้วกัน เขาจะได้ไปช่วยคุณกับเจินจูถือของ”
“ไม่ไปครับ ผมจะอยู่กับคุณพ่อ” เมื่อเสี่ยวอวิ๋นยืนกรานเช่นนี้เจียงซูหลันจึงได้พูดกับเขาเสียงเบา
“ถ้าอย่างนั้นลูกก็อยู่กับคุณพ่อเถอะ แม่กับเจินจูไปไม่นานหรอก” เมื่อเธอพูดเช่นนี้เขาก็พยักหน้า ส่วนโจวเยี่ยนนั้นก็ไม่ได้คัดค้านหลังจากเก็บกวาดทำความสะอาดบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว เจียงซูหลันจึงได้พาเจินจูเดินไปตลาดด้วยหัน
ตลาดท้ายหมู่บ้านอยู่ไม่ไกลเท่าใดนัก ที่นั่นเป็ตลาดชุมชนมีทั้งของสดและของแห้งแม้ว่าจะไม่ได้มีของขายมากมายนักแต่ของกินและของใช้ก็ต่างมีอยู่ครบครัน เจียงซูหลันซื้อผักสด ข้าวสาร เกลือ น้ำตาลและน้ำมันอีกเล็กน้อย แล้วจึงคิดได้ว่าเด็กๆ และโจวเยี่ยนน่าจะ้าเสื้อผ้าเพิ่มสักชุดสองชุด เงินที่ได้มาล้วนเป็เงินของโจวเยี่ยนเธอจึงไม่คิดจะคิดเล็กคิดน้อยกับเขา
เธอเดินเข้าร้านตึกแถวที่ขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปแล้วซื้อเสื้อผ้าที่ตัดสำเร็จแล้วให้เขาสองชุด ส่วนเด็กน้อยทั้งสองเธอซื้อให้คนละสามชุด แม้เสื้อผ้าจะไม่มีความจำเป็ แต่เมื่อเธอเห็นความแตกต่างระหว่างเสื้อผ้าของเธอกับเสื้อผ้าของคนทั้งสามในบ้านแล้วเธออดรู้สึกกระดากใจไม่ได้จริงๆ
“แม่เสี่ยวอวิ๋น นี่เธอมาซื้อเสื้อผ้าอีกแล้วหรือ คุณแม่คะ! คุณแม่ดูพี่สะใภ้ใหญ่สิคะ บ้านพวกเราประหยัดแทบแย่เพื่อแบ่งเนื้อแบ่งไข่ไปให้บ้านของพวกเขา แต่คุณแม่ดูแม่ของอวิ๋นสิคะไม่เพียงแต่ไม่ดูแลลูกและสามีตอนนี้ยังเอาเงินที่มีมาใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายอีกด้วย” คำพูดของหญิงสาวเสียงแหลมทำให้เจียงซูหลันนิ่วหน้า ตอนนี้เงินในมือของเธอหมดไปเกือบสี่สิบหยวน แล้วยังได้ยินคนมาพูดแทงใจดำของเธออีกทำให้เธอยิ่งรู้สึกเสียดายเป็อย่างมาก
“เหม่ยหลัน! นี่เธอมาซื้อเสื้อผ้าให้ตัวเองอีกแล้วหรือ” คำพูดของคุณแม่โจวทำให้เจียวซูหลันส่ายหน้า
“ไม่ใช่นะคะ”
“จะไม่ใช่ได้อย่างไร คุณแม่ดูถุงผ้าในมือเธอสิคะถือเต็มไม้เต็มมือได้ถึงขนาดนี้ ยังจะปฏิเสธอีก”
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ คุณอาสะใภ้ คุณแม่เห็นว่าเสื้อผ้าของคุณพ่อและพวกหนูเก่ามากแล้ว ก็เลยตั้งใจจะซื้อเสื้อผ้าให้พวกเราเพิ่มค่ะ” เสียงของเจินจูดังแทรกเข้ามาทำให้หญิงสาวตรงหน้าเงียบงันไปส่วนคุณแม่โจวกลับมองเจียวซูหลันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ
“นี่เธอซื้อเสื้อผ้าให้ลูกและสามีหรือ” คำถามของคุณแม่โจวทำให้เจียงซูหลันพยักหน้า
“ใช่แล้วค่ะ ฉันรู้ว่ามันสิ้นเปลือง แต่ชุดที่พวกเขาสวมใส่ทั้งเก่าและคับมากแล้วถึงเวลาต้องเปลี่ยนเสียที” เมื่อเจียงซูหลันพูดเช่นนี้สีหน้าของคุณแม่โจวก็พลันดีขึ้น
“ถือของพะรุงพะรังเชียว ให้พวกฉันช่วยถือกลับไหม” คุณแม่โจวพูดพลางจ้องมองเจินจูที่ในวันนี้ถักเปียสองข้างอย่างน่ารัก เสื้อผ้าที่เธอสวมแม้ว่าจะดูตัวเล็กไปบ้างแต่ก็ดูสะอาดสะอ้านผิดตา
“ไม่เป็ไรค่ะคุณแม่ ฉันตั้งใจว่าจะกลับแล้วของพวกนี้ฉันถือได้ค่ะ” เจินจูเองก็รีบพยักหน้ายืนยันในทันที
“หนูช่วยคุณแม่ถือของกลับได้ค่ะ คุณย่าไม่ต้องเป็ห่วงนะคะ” เจินจูยืนยันด้วยใบหน้าอันน่ารัก คุณแม่โจวก็ยื่นมือไปลูบหัวเธอด้วยความเอ็นดู
“เด็กดี หลานย่ารู้จักช่วยเหลือคุณแม่ของหลานแล้ว งั้นก็รีบกลับกันเถอะก่อนที่แดดจะร้อนมากไปกว่านี้” คุณแม่โจวรีบโบกมือไล่ ด้วยกลัวว่าหากชักช้ากว่านี้หลานสาวของตนเองจะต้องเดินตากแดดนานจนเกินไป เจียงซูหลันจึงได้พาเด็กน้อยเดินกลับบ้าน แถมยังพยายามให้เจินจูถือแต่ของเบาๆ ส่วนของที่มีน้ำหนักทั้งหมดเธอเป็คนถือเอง ความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ ของเธอไม่ได้พ้นไปจากสายตาของคุณแม่โจว ทำให้คุณแม่โจวอดพึมพำออกมาไม่ได้
“ดูเหมือนว่าเธอจะเปลี่ยนไปนะ”
“นั่นสิคะ ปกติจะเถียงฉันไม่มีตกหล่นแต่ตอนนี้กลับไม่ได้สนใจที่จะโต้เถียงกับฉันเลยสักนิด” เมื่อลูกสะใภ้คนรองพูดจบคุณแม่โจวก็จ้องมองเธอด้วยสายตาไม่พอใจเธอจึงได้สงบปากของตัวเองลงในทันที