[จบแล้ว] โชคสะท้านฟ้าของซุปเปอร์สตาร์ชาวไร่

    บทที่ 47 ช่วยมาเป็นคนรับหน้าให้ข้าหน่อย

    “ข้าเป็นคนทำเองเจ้าค่ะท่านลุงสี่ เพียงแต่ท่านอย่าเพิ่งรีบร้อนไป ข้าเองก็ยังอยู่ในช่วงทดลองอยู่ หากรสชาติแย่ก็อย่าฝืนดื่มเลย” ถังฉือเย่เปิดไหออกมาทีละไหพร้อมกับลองชิมดูอีกรอบ ยิ่งชิมท่านลุงสี่ตระกูลถังก็ยิ่งชอบ สุดท้ายแล้วเขาก็นั่งนิ่งอยู่ไม่ได้ ลุกขึ้นยืนแล้วอุ้มไหขึ้นมาดมและมองดู


    ตอนที่ถังฉือเย่ซื้อเหล้ามาแล้วบอกว่าจะลองทำสิ่งแปลกใหม่นั้น เขาและคุณนายโจวก็ไม่ได้เอาใจใส่มากนัก ใครจะไปรู้ว่าเด็กคนนี้จะทำได้จริง ๆ เหล้าแต่ละไหที่ชิมไปรสชาติกลับไม่เหมือนกันเลย เมื่อชิมอย่างละเอียดแล้วก็จะมีความแตกต่างกันเล็กน้อย โดยเฉพาะไหที่สี่ ถ้าหากบอกว่าการชิมเหล้าไหที่หนึ่งนั้นทำให้ประหลาดใจแล้ว อย่างนั้นไหใบนี้ ก็คงต้องทำให้เขาตกตะลึงไปเลย


    แววตาของท่านลุงสี่ตระกูลถังไม่ค่อยสู้ดีนัก จากนั้นเขาก็อดพูดออกมาไม่ได้ว่า “เย่เอ๋อร์ เจ้าจะทำอย่างไรกับเหล้าพวกนี้ เรามาปรึกษากันดีกว่า มาทำด้วยกัน อาจจะไม่ให้เจ้าเสียเปรียบหรอก” 


    “ท่านลุงสี่ท่านอย่าเพิ่งรีบร้อน เรื่องนี้เดี๋ยวพรุ่งนี้พวกเราค่อยมาคุยกัน  พวกเรากินข้าวกันก่อนเถอะ”


    คุณนายโจวหัวเราะแล้วบอกว่า “เจ้าจะรีบร้อนไปทำไมกัน เย่เอ๋อร์แค่ให้พวกเรามาชิมอย่างไรเสียก็ต้องเรียกเจ้ามาอยู่แล้ว ข้าบอกตั้งนานแล้วว่าเย่เอ๋อร์จะต้องนำโชคมาให้พวกเรา นางเป็นเด็กที่เฉลียวฉลาด มีความสามารถเหลือเกิน” 


    หลังจากนั้นบรรยากาศก็เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง ทุกคนพากันรินเหล้าไหนั้นแล้วดื่ม สุดท้ายแล้วคนที่ถือกฎระเบียบเคร่งครัดอย่างถังฉือหรงก็อดไม่ได้จนดื่มไปเยอะกว่าปกติ ส่วนฉีจิงนั้นคอแข็งมาก สีหน้าของเขานั้นยังปกติเหมือนเดิม นั่งตัวตรงเหมือนเดิม รวมทั้งดวงตาเฟิงหวงที่ทำให้คนต้องตะลึงคู่นั้นยังคงเฉียบแหลมภายนอกดูเฉี่ยวและภายในดูล้ำลึกเหมือนเดิม ช่างให้ความรู้สึกที่ไม่เกรงกลัวผู้ใด


    ถังฉือเย่หันหน้าไปมองคนอื่นโดยไม่ได้แสดงสีหน้าหรือกล่าวคำใด ความจริงแล้วนิสัยตรงไปตรงมาเคร่งขรึมนั้นนางเองก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก เพราะคิดว่ามีความเป็นผู้นำและน่าเชื่อถือ ถ้าหากว่าเขามีอายุสักสามสิบ นางคงจะต้องชอบฉีจิงแน่ ๆ เพียงแต่ตอนนี้ชายหนุ่มเพิ่งจะอายุแค่สิบหกปี ถังฉือเย่จึงอดที่จะรู้สึกเคอะเขินไม่ได้ หากคิดทำอะไรก็ต้องระมัดระวังและรอบคอบ รอให้มีสติมากกว่านี้เสียก่อนแล้วค่อยคิด 


    เมื่อดื่มเหล้ากินข้าวกันจนอิ่ม ถังฉือเย่ส่งพวกท่านลุงสี่และคนอื่น ๆ กลับบ้าน ยังไม่ได้เก็บหม้อไหอะไรเลยสองพี่น้องก็พากันหลับไปเสียแล้ว


    เช้าตรู่ท่านลุงสี่ตระกูลถังก็มาเรียกที่หน้าประตู  ถังฉือหรงรีบอาบน้ำแล้วออกไป  ฉีจิงก็ขี่เกวียนออกมา จากนั้นพวกเขาก็ขึ้นไปบนเกวียน เมื่อถังฉือเย่ขึ้นนั่งบนเกวียน นางก็รีบกระซิบที่ข้างหูของเขาว่า


    “กระต่ายตัวที่สาม!” 


    ฉีจิงเอียงศีรษะเล็กน้อย จากนั้นก็มองกลับไป ถังฉือเย่ทำเพียงแค่กะพริบตาปริบ ๆ สื่อความหมายว่าอีกเดี๋ยวเขาก็คงรู้เองว่านางอยากให้ช่วยทำอะไร 


    ถังฉือเย่ต้องการให้เขามารับหน้าให้นางหน่อย เพราะนางเป็นเพียงผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ในหมู่บ้าน เป็นไปไม่ได้ที่จะรู้สูตรเหล้ามากมายขนาดนั้น ตอนแรกคิดว่าหากมีคนถามก็จะบอกว่านางทดลองเองอย่างมั่ว ๆ แต่พอมาทบทวนดูอีกทีคำอ้างนี้อาจจะพอพูดได้ในช่วงแรก แต่หากนานไปใครจะเชื่อ ยิ่งตอนที่บุกเบิกตลาดก็คงยากที่จะชักชวนผู้อื่นให้คล้อยตาม ดังนั้นจึงควรมีใครสักคนเข้ามารับหน้าเรื่องนี้แทน และคนที่หญิงสาวเลือกก็คือฉีจิงนั่นเอง เพราะความเป็นมาของเขานั้นลึกลับ และเขาก็เป็นคนที่น่าเชื่อถือ เหมาะกับการมาเป็นคนรับหน้าให้อย่างมาก


    ขณะที่ถังฉือเย่กำลังคิดอยู่นั้น เมื่อผ่านหน้าประตูบ้านของตระกูลถังก็ได้ยินเสียงดังโหวกแหวกโวยวายจากด้านใน เป็นใครสักคนที่กำลังตะโกนอะไรอยู่สักอย่าง เมื่อฟังได้ไม่นานก็เข้าใจ นางยกมุมปากขึ้น แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร และด้วยความที่เกวียนนั้นเคลื่อนที่เร็วมากทำให้เมื่อมาถึงในเมืองแล้วยังเป็นเวลาเช้าอยู่มาก ฉีจิงจึงเอ่ยปากชวน


    “พวกเราไปกินอาหารเช้าตรงนั้นดีกว่า ขนมจีบเนื้อแกะของที่นั่นรสชาติไม่เลวเลย” ว่าแล้วเขาก็เดินนำไปพร้อมกับสั่งโจ๊กคนละถ้วย ถังฉือเย่นั้นแม้จะไม่ได้กินเหล้าอะไรไปมากมาย แต่คงเพราะร่างกายนี้อ่อนแอเกินไป เลยทำให้รู้สึกมึนหัวและไม่ค่อยสบายตัว  นางใช้มือค้ำศีรษะพร้อมดื่มโจ๊กไปด้วย


    ฉีจิงมองดูนางแวบหนึ่ง จากนั้นก็ออกไปซื้อแป้งอบมาอีกจำนวนหนึ่ง เอาห่อกระดาษแล้ววางไว้บนโต๊ะ เป็นแป้งชนิดเดียวกับขนมงาทอด แต่ถังฉือเย่ไม่รู้สึกหิวเลยสักนิด ฉีจิงก็เลื่อนห่อกระดาษมาตรงหน้านางโดยไม่แสดงสีหน้าหรือพูดอะไรออกมา


    ผู้ชายที่นั่งกันอยู่ตรงนั้นก็ไม่ได้สังเกตเห็นอะไรเลย แม้กระทั่งถังจวิ้นเชินก็คีบขนมจีบขึ้นมาลูกหนึ่งและก็ชมอย่างไม่หยุดปาก “ท่านพี่ฉีนี่ช่างรอบคอบเสียจริง”


    คุณนายโจวหันมองไปที่ลูกชายซึ่งดูเหมือนจะฉลาดแต่ความจริงกลับไม่รู้อะไรเสียเลย  นางอดไม่ได้ที่จะขำออกมาแล้วจึงก้มหน้าดื่มโจ๊กต่อไป 


    ถังฉือเย่มองฉีจิงแวบหนึ่ง เห็นเขาเม้มปากเล็กน้อยและไม่รู้ว่าเขาทำอะไรผิดปกติไป เมื่อกินข้าวกันเสร็จแล้วถังฉือเย่จึงหาโอกาสส่งสายตาให้ถังจวิ้นเชิน เมื่อวานไม่ว่านางจะพูดอย่างไร ถังฉือหรงก็ไม่ยอมที่จะรับเงินจากนาง แต่หญิงสาวรู้มาว่าทุก ๆ ต้นเดือนเขาจะต้องจ่ายค่าเล่าเรียน ในเมื่อไม่มีเงินแล้วจะจ่ายได้อย่างไร


    ดังนั้นถังฉือเย่จึงขอให้ถังจวิ้นเชินช่วยนำเงินจำนวนสิบตำลึงนี้ไปให้ถังฉือหรงแทน ถ้าหากไม่กลัวว่าเขาจะตกใจความจริงแล้วนางก็อยากที่จะให้มากกว่านี้เสียหน่อย ในเมื่อตอนนี้นางก็มีเงินอยู่มิใช่น้อย ไม่ได้อัตคัดขัดสนเหมือนเมื่อก่อนแล้ว 


    ทั้งสองคนยืนอยู่ในมุมหนึ่งของร้าน รีบพูดคุยกันอย่างรวดเร็ว จนดูแล้วก็เหมือนกับการคุยกันธรรมดา คนอื่นก็ไม่ได้สังเกตอะไร แม้กระทั่งคุณนายโจวเองที่กำลังจัดการห่อขนมที่กินกันไม่หมดอยู่ก็ไม่ได้สนใจ  มีเพียงฉีจิงเท่านั้นที่เหลือบมองมาทางนี้หลายรอบ จากนั้นก็เห็นหญิงสาวรีบเอาถุงใบเล็กยื่นให้ถังจวิ้นเชิน  ถังจวิ้นเชินยิ้มพลางเอาถุงเงินนั้นเก็บลงในแขนเสื้อ


    จากนั้นฉีจิงก็มองพื้นอย่างเงียบ ๆ รอจนเมื่อส่งนักเรียนทั้งสองคนถึงที่สำนักศึกษาแล้ว  ท่านลุงสี่ก็อดพูดไม่ได้ว่า


    “เย่เอ๋อร์ พวกเราหาที่คุยกันหน่อยดีกว่า”


    “คุยกันตรงนี้ก็ได้เจ้าค่ะ ตรงนี้สงบดี” ถังฉือเย่บอกและตรงนี้ของนางนั้นก็ไม่ไกลจากสำนักศึกษาเท่าใดนัก เด็กนักเรียนที่เพิ่งกลับมาจากการลาพักได้เข้าไปกันหมดแล้ว ไม่มีใครอยู่ละแวกนี้แน่นอน ท่านลุงสี่จึงพยักหน้าก่อนจะพูดอย่างรีบร้อนว่า “เหล้านั่น เจ้าทำออกมาได้อย่างไร?”


    ถังฉือเย่หัวเราะเบา ๆ ก่อนจะตอบว่า “ข้าใช้ผลแอปเปิ้ลป่ากับยาจีนมาต้มเจ้าค่ะ จริง ๆ แล้วมันก็ไม่ได้เป็นสูตรของข้า แต่เป็นสูตรของอาฉี” 


    ชายหนุ่มที่ถูกอ้างถึงกับหันขวับมองนางทันที และตอนนั้นเองที่เขานึกถึงคำพูดของที่นางบอกว่า ‘กระต่ายตัวที่สาม’ ขึ้นมาได้ 


    เมื่อเห็นนางหัวเราะ เขาก็เก็บเอาคำที่เขาอยากจะพูดนั้นกลืนกลับเข้าไป จากนั้นก็พยักหน้าอย่างเงียบ ๆ 


    ท่านลุงสี่ตระกูลถังส่งเสียงออกมาอย่างคาดไม่ถึง จากนั้นก็เหลือบมองฉีจิงแวบหนึ่งเขาไม่ได้อยากที่จะโกงอะไรถังฉือเย่ แต่การค้าขายทำธุรกิจ ก็ต้องมีการต่อรองราคากันเสมอ ถ้าหากสูตรนี้เป็นของฉีจิง 


    ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องรู้สึกเกรงใจอะไรมากมายที่จะพูดแล้ว


    “อาฉี เหล้านี่รสชาติดีมาก ข้ารับประกันได้เลยว่ามันจะต้องขายดีอย่างแน่นอน”


    “ท่านลุงสี่” ถังฉือเย่แทรกเมื่อเห็นฉีจิงเอาแต่พยักหน้า “อย่างแรกที่เราต้องคิดไม่ใช่ปัญหาที่จะขายได้หรือไม่ แต่เป็นพวกเราจะทำเหล้านี้ออกมาเรื่อย ๆ ได้อย่างไร เพราะอย่างแรก ผลแอปเปิ้ลป่าบนภูเขาถึงจะมีอยู่จำนวนหนึ่งแต่มันก็ต้องมีวันที่เก็บจนหมด แน่นอนว่าเมื่อไม่มีผลแอปเปิ้ลป่าแล้ว ใช้ผลอย่างอื่นแทนได้  สูตรก็จะต้องเปลี่ยนไปด้วย แม้ยาจีนนั้นจะสามารถไปซื้อที่ร้านยาได้  แต่ผลไม้นั้นก็ต้องสดใหม่ เรื่องนี้ต้องคิดให้ดีก่อนถึงจะได้


    ท่านลุงสี่ตระกูลถังอึ้งไปชั่วครู่จากนั้นก็พยักหน้าไม่หยุด


    “ดังนั้น” ถังฉือเย่กางนิ้วออก “พวกเราต้องการเหล้า  ผลไม้  เครื่องปรุงยาจีน  ของพวกนี้เป็นต้นทุน  หลังจากนี้ถึงจะเป็นปัญหาว่าขายได้หรือไม่…ท่านลุงสี่ ท่านคิดว่าพวกเราจะร่วมมือกันอย่างไรดี


    “เจ้าหมายความว่าพวกเราสามครอบครัวร่วมมือกันอย่างนั้นหรือ?”


    ถังฉือเย่เกือบหลุดพูดออกไปว่าไม่ใช่  จากนั้นก็รีบเปลี่ยนคำพูดอย่างรวดเร็วว่า “ใช่แล้วเจ้าค่ะ”


    เมื่อพูดจบนางก็รู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง ตระกูลถังมีเหล้า ฉีจิงมีหม้อ ไม่สิ เขามีสูตร แล้วตัวนางล่ะมีอะไร…นางมีอะไรที่คนอื่นจะต้องลากนางเข้ามาร่วมด้วย…หรือนางจะต้องถอนตัวอย่างนั้นหรือ?

    .

    .

    .

    คล้ายกับเรื่อง[จบแล้ว] โชคสะท้านฟ้าของซุปเปอร์สตาร์ชาวไร่ ที่คุณอ่าน