การประลองของสายกลางจัดที่นอกประตูภูเขาห่างไปสองร้อยเมตรด้านซ้ายมือปกติแล้วศิษย์สายกลางก็จะฝึกฝนประลองกันที่นี่
ตอนนี้ที่แห่งนี้ถูกจัดเป็นลานประลองล้อมเวทีประลองเป็นวงกลมใหญ่ เนื่องจากศิษย์สายกลางไม่ได้มากมายเช่นสายอื่นอีกทั้งยังเป็นแกนกลางสำคัญ ความสามารถไม่เป็นรองกันดังนั้นจึงจัดเป็นการประลองทีละคู่
แม้ยังไม่ถึงเวลาประลองแต่คนก็มารวมตัวกันเยอะพอสมควร
เหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องต่างพากันพูดคุยถึงเรื่องการประลองอย่างเช่น มีพวกม้ามืดหรือพวกอันดับรายชื่อที่เป็นไปได้ ในปีนี้นั้นต่างออกไปหัวข้อที่ทุกคนคุยกันล้วนเกี่ยวข้องกับโหยวเสี่ยวโม่โดยเฉพาะพวกผู้หญิงที่อิจฉาจะเป็นจะตาย
“พวกเจ้าบอกว่าเซียวเกอพักห้องเดียวกับโหยวเสี่ยวโม่จริงงั้นหรือ?”
ทังอวิ๋นฉีในใจอิจฉาจนแทบเป็นบ้ามีแต่สวรรค์ที่รู้ว่าพอฟังเรื่องนี้แล้วนางแทบจะอยากปรี่ไปห้องหลินเซียวแล้วลากตัวโหยวเสี่ยวโม่ออกมาแม้แต่นางเองยังไม่เคยได้อยู่ในห้องนั้นเกินกว่าหนึ่งชั่วยามแต่โหยวเสี่ยวโม่กลับได้พักในห้องนั้น
พรรคพวกของทังอวิ๋นฉีสบตากันพวกเขาเองตอนได้ยินก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกัน
หญิงสาวหน้าตาดูดีหนึ่งในนั้นผงกหัวเอ่ยอย่างมั่นใจ “เหมือนว่าศิษย์พี่ใหญ่จะเป็นคนขอเองว่าอยากพักกับโหยวเสี่ยวโม่”
ทังอวิ๋นฉีกำหมัดแน่นเห็นถึงข้อต่อกระดูกสีขาว มีเสียงกร๊อบแกร๊บดังออกมาดวงตามีไฟลุกท่วมอย่างโกรธเกรี้ยว เริ่มแรกนางนึกว่า ความสนใจของเซียวเกอที่มีกับโหยวเสี่ยวโม่มันแค่ประเดี๋ยวประด๋าวไม่นานแต่ตอนนี้ กลับพักห้องเดียวกันความสัมพันธ์ของทั้งสองคงไม่ง่ายอย่างที่นางคิดแล้วล่ะ
“ไม่ได้จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้ เซียวเกอต้องเป็นของข้าผู้เดียว” ทังอวิ๋นฉีกัดฟันแน่น เอ่ยด้วยใบหน้ามืดมน
“ศิษย์น้องทังตอนนี้เขาพักกับศิษย์พี่ใหญ่ ถ้าจะลงมือมันคงไม่ง่ายเพียงนั้น” ศิษย์พี่คนนึงเอ่ยอย่างลำบากใจ เพราะถ้าลงมือกับโหยวเสี่ยวโม่จริงแล้วเกิดถูกจับได้ขึ้นมา พวกเขาอยู่ไม่สุขแน่ แม้นึกอยากเอาใจทังอวิ๋นฉีแต่ก็แอบกังวลถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา
“งั้นจะทำยังไง จะให้ศิษย์พี่ใหญ่อยู่กับมันตลอดไม่ได้หรอกนะ” หญิงสาวปรายตามองศิษย์พี่คนนั้นด้วยสายตาดูแคลน เป็นผู้ชายเสียเปล่าช่างไม่เอาไหนซะเลย
“ใช่แล้วพวกเขาไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้ตลอด เพราะเซียวเกอยังต้องประลอง ถึงเวลานั้นโหยวเสี่ยวโม่ต้องอยู่คนเดียวแน่ เป็นเวลาเหมาะที่เราจะลงมืออีกอย่างข้ามีความคิดอีกอย่างนึง” สายตาของทังอวิ๋นฉีจากที่กระวนกระวายตอนนี้ถูกแทนที่ด้วยความเหี้ยมโหดนางจะต้องให้โหยวเสี่ยวโม่ได้เห็นดีกัน ไม่งั้นต่อไปคงกินไม่ได้นอนไม่หลับแน่
ศิษย์พี่ผู้นั้นเห็นสายตาเย็นเฉียบของนางพลันหนาวสะท้านขึ้นมา คิดๆ ดู จึงเอ่ยอย่างประหม่า “ศิษย์น้องทังข้าคิดว่าเราแค่ให้บทเรียนมันก็พอ เพราะยังไงมันก็เป็นศิษย์ในอาจารย์ขงเหวินถ้าหากเป็นเรื่องใหญ่โต แล้วสาวถึงพวกเราจะทำยังไง?”
หญิงสาวมองหน้าเขา ยิ้มพร้อมเอ่ย “ศิษย์พี่เหลียงท่านก็ช่างใจเสาะเสียจริง”
ศิษย์พี่เหลียงขมวดคิ้ว เอ่ย “ศิษย์น้องหลิวนี่ไม่เกี่ยวกับว่าใจเสาะหรือเปล่า เพียงแต่ข้าคิดว่า ถ้าจะสั่งสอนมันก็ต้องมีขอบเขตด้วย หากเล่นจนถึงตายขึ้นมา เจ้าจะรับผิดชอบหรือไง?”
หญิงสาวหน้าถอดสีถลึงตาใส่เขาจากนั้นก็เงียบ
ไม่ว่ายังไง ทังอวิ๋นฉีก็ตัดสินใจแล้วต้องใช้จังหวะนี้สั่งสอนโหยวเสี่ยวโม่ แล้วบอกให้เขาอยู่ให้ห่างจากหลิงเซียว
ขณะเดียวกันใต้ต้นไม้ด้านหลังห่างออกไปไม่ไกล มีเงาคนยืนอยู่ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่แต่ที่แน่ใจได้ก็คือ เขาได้ยินทุกคำพูดที่พรรคพวกของทังอวิ๋นฉีพูดกันดวงตาภายใต้ความมืดนั้นเป็นแสงประกายเมื่อได้ยินชื่อใครบางคนที่พวกนั้นเอ่ยขึ้น
ตอนนี้เองโหยวเสี่ยวโม่ก็กำลังถูกหลิงเซียวพาไปชมห้องของหลินเซียว
ห้องของหลินเซียวอันที่จริงไม่ได้มีอะไรน่าดูชมถ้าหลินเซียวเป็นผู้หญิงก็ว่าไปอย่าง คงพอมีอะไรให้น่าดูบ้างอาจทำให้โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกอยากเฝ้ารอคอย เพราะถึงยังไงชาตินี้หรือชาติที่แล้วเขาก็ยังไม่เคยเข้านอนผู้หญิงมาก่อน
ชาติที่แล้วเขามีน้องชายและพี่ชายไม่มีญาติพี่น้องผู้หญิงแม้แต่คนเดียวลูกคนรองเช่นเขาไม่ค่อยได้รับความสนใจมากเท่าไหร่ คนที่บ้านก็ไม่ค่อยใส่ใจดูแลดังนั้นเมื่อถึงช่วงมัธยมปลาย เขาตั้งใจเลือกโรงเรียนที่เลื่อนสอบขึ้นมหาวิทยาลัยโดยตรงได้และห่างจากบ้านเพราะไม่อยากอยู่หอประจำในโรงเรียนจึงออกมาเช่าอยู่ข้างนอกทว่าผลลัพธ์ก็คือยังไม่ทันได้ลิ้มรสรั้วมหาลัยก็ดันมาซี้แหงแก๋ซะก่อน
ปาดเหงื่อปลอมๆ เสร็จโหยวเสี่ยวโม่ก็กลับมาสู่ความเป็นจริง
เมื่อมองไปยังห้องพักของหลิงเซียว โหยวเสี่ยวโม่ก็รู้สึกอิจฉาเบาๆแม้จะเป็นห้องผู้ชายไม่มีอะไรน่าดู แต่เป็นห้องที่มีระดับจริงๆ
เทียบกับห้องของเขาที่เรียบง่ายจนหาความเรียบง่ายกว่านั้นไม่เจอห้องของหลิงเซียวสามารถใช้คำว่า ชนชั้นสูงและฟุ่มเฟือยมาสาธยายได้อย่างไม่ต้องสงสัย ไม้ก็หาใช่ไม้แดงทั่วไป หากแต่เป็นไม้ขาวพันปีมีกลิ่นหอมจางๆ แผ่ออกมาเรื่อยๆนอกจากช่วยให้สงบและมีสมาธิแล้วยังมีพลังป้องกันเยี่ยมยอดกล่าวกันว่ามีเพียงผู้อาวุโสในสำนักเทียนซินเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ใช้ของพวกนี้
ดังนั้นหลิงเซียวได้ใช้สิ่งของพวกนี้เห็นได้ว่าตำแหน่งของเขานั้นเหนือธรรมดาจริงๆ
ตอนนี้โหยวเสี่ยวโม่ที่กำลังอิจฉาไม่ได้รู้เลยว่าพรรคพวกทังอวิ๋นฉีกำลังวางแผนเล่นงานตนเอง
“ทำไมมีแค่เตียงเดียว?” โหยวเสี่ยวโม่ออกจากห้องนอนมา ในที่สุดก็สังเกตได้ว่าอะไรที่มันแปลก
ตอนที่เขาดูเมื่อครู่ ก็รู้สึกได้ว่ามีอะไรแปลกๆในห้องมีโต๊ะ เตียง เก้าอี้ ชุดชา ตู้ชั้นวาง นี่มันล้วนปกติหมดแต่ก็ยังรู้สึกว่ามีอะไรผิดแปลก จนกระทั่งเดินออกมาเห็นหลิงเซียวที่กำลังจิบน้ำชาอยู่บนเก้าอี้ข้างโต๊ะ ทันใดก็รู้สึกตัวในที่สุดก็นึกออก
หลิงเซียววางแก้วชาลง มองๆ เขาแล้วอ้าปากเอ่ย “มีคนนอนเพียงคนเดียวเจ้าคิดว่าต้องมีกี่เตียงถึงจะพอ?”
โหยวเสี่ยวโม่ชี้ยังตัวเองอย่างกังก้าแล้วเอ่ย “แล้วข้าล่ะ ข้าจะนอนตรงไหน?”
หลิงเซียวเผยรอยยิ้มจอมมารชั่วร้ายในความรู้สึกโหยวเสี่ยวโม่เอ่ยเสียงแผ่วเบา “แน่นอน ก็ต้องนอนกับข้าน่ะสิ!” ถ้าตอนนี้ในมือเขาถือพัดไว้ต้องเหมือนกับพวกคนชั่วชอบข่มเหงแย่งเมียชาวบ้านยิ้มกริ่มพลางจ้องมองกระต่ายน้อยที่อยู่ตรงหน้า
โหยวเสี่ยวโม่ถึงกับอึ้งพูดไม่ออก!