ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]

    บทที่ 112 กลับร่างเก้าเงา

    อาจารย์ใช้นิ้วชี้นำวิญญาณของหลี่เสี่ยวหมิ่นเธอค่อยๆ ขยับเหมือนถูกควบคุม ราวกับร่างไร้วิญญาณที่กำลังเดินกลับไปยังร่างของตัวเองทีละก้าว

            ดูเหมือนไม่มีอะไรพิเศษ แต่คนรอบข้างต่างเฝ้าดูด้วยความตึงเครียด

            โดยเฉพาะแพทย์และพยาบาลที่ยืนอยู่ พวกเขาทุ่มทั้งเวลาและแรงกายใจเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยแต่ครั้งนี้พวกเขากำลังเป็นพยานให้กับพลังเหนือธรรมชาติเป็นครั้งแรกจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้น

            ในขณะเดียวกันดวงวิญญาณของผู้ป่วยสูงวัยที่ยืนอยู่ตรงกระจกหน้าต่างก็เริ่มพูดคุยกันเบาๆ “โธ่ นึกว่ายายเด็กคนนี้จะไปพร้อมกับพวกเราเสียอีก”

            “นั่นสิ ไม่คิดเลยว่าเธอจะกลับเข้าร่างได้”

            “ก็เธอยังเด็กนี่ ส่วนพวกเราน่ะอายุปูนนี้แล้วถึงเวลาไปก็ต้องไป”

            “ใช่ ฉันเองก็ไม่อยากอยู่แล้ว ป่วยออดๆ แอดๆต้องให้คนอื่นดูแลทุกอย่าง นอนติดเตียงแบบนี้มันทรมานกว่าตายอีก”

            ท่ามกลางเสียงสนทนาของวิญญาณผู้สูงวัยวิญญาณของหลี่เสี่ยวหมิ่นก็เดินมาถึงร่างของตัวเองแล้ว

            ทันทีที่เธอล้มตัวลงไปบนร่างกาย

            ในสายตาของผมปรากฏเงาสะท้อนเก้าชั้นซ้อนกันราวกับว่ามีวิญญาณเก้าดวงซ้อนทับลงไปทีละชั้น

            ทำไมผมถึงเห็นเงาสะท้อนนี้

            ความรู้ของผมเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังน้อยมาก จึงไม่แน่ใจในสิ่งที่เห็น และอาจารย์กำลังประกอบพิธี ผมไม่อยากขัดจังหวะเขา

            แต่เมื่อผมลองคิดดู มนุษย์มี ‘สามวิญญาณเจ็ดจิต’ถ้าหากรวมกันกลับเข้าร่างก็ต้องมีการทับซ้อนเก้าครั้งพอดี

            อาจารย์ยังคงสงบนิ่ง หลังจากที่เก้าวิญญาณซ้อนกลับเข้าร่างครบถ้วนเขาหันมาพูดกับผม “นี่เรียกว่าภาวะ ‘กลับร่างเก้าเงา’ซึ่งเป็นการนำสามวิญญาณเจ็ดจิตกลับเข้าร่าง ถ้าขาดไปแม้แต่เงาเดียวการกลับร่างจะล้มเหลว หากกายเนื้อไม่มีปัญหาใหญ่อะไร อีกเดี๋ยวเธอก็ตื่นแล้ว”

            เมื่อได้ยินเช่นนี้ ผมพยักหน้าเบาๆไม่คิดเลยว่าสิ่งที่ผมคาดเดาจะถูกต้อง

            หนึ่งดวงวิญญาณหลัก เก้าภาพเงา ตรงกับสามวิญญาณเจ็ดจิตเป๊ะ

            หลี่เชาไห่ที่เฝ้าดูทุกอย่างอยู่ด้านข้างได้ยินอาจารย์พูดเช่นนั้นก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที

            “ปรมาจารย์ซ่ง! ลูก ลูกสาวของผม...เธอจะฟื้นแล้วใช่ไหม”

            อาจารย์พยักหน้า “ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว นายเป็นพ่อของเธอเดินไปข้างเตียงแล้วเรียกชื่อเต็ม เธอก็น่าจะฟื้นแล้ว”

            หลี่เชาไห่ตื่นเต้นจนแทบกลั้นอารมณ์ไม่อยู่เขารีบก้าวเข้าไปใกล้เตียงของลูกสาว ค่อยๆ กุมมือเธอไว้แน่น

            “หลี่เสี่ยวหมิ่น...

            “หลี่เสี่ยวหมิ่น...

            “หลี่เสี่ยวหมิ่น!”

            เมื่อเขาเรียกถึงครั้งที่สาม เปลือกตาที่ปิดสนิทมาหลายวันของเธอก็ขยับเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ เปิดออก

            เครื่องตรวจคลื่นหัวใจที่อยู่ข้างเตียงส่งสัญญาณกระเพื่อมขึ้นเล็กน้อยเป็นสัญญาณว่าร่างกายเธอกำลังฟื้นคืนสู่สภาพเดิม

            เมื่อเห็นเช่นนี้ หลี่เชาไห่แทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่เขาสะอื้นพลางลูบศีรษะลูกสาวอย่างอ่อนโยน

            “เสี่ยวหมิ่น...ลูกฟื้นแล้ว ลูกกลับมาแล้วจริงๆ...”

            เสียงของเขาสั่นเครือ ดวงตาแดงก่ำด้วยความตื้นตัน

            ทุกคนในห้อง รวมถึงแพทย์และพยาบาลต่างมองเหตุการณ์นี้ด้วยความตกตะลึง

            หลายคนถึงกับสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็น

            แพทย์หลายคนมองมาที่ผมกับอาจารย์ดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัยและคำถามที่ไม่สามารถเอ่ยออกมาได้

            ดวงตาของหลี่เสี่ยวหมิ่นยังดูอ่อนล้าเต็มที แต่เมื่อเธอเห็นพ่อของตัวเองก็พยายามเปล่งเสียงแผ่วเบา “พ่อ...พ่อคะ...หนู...หนูฝันไปฝันว่ามีคนแขวนหนูไว้ในโพรงต้นไม้...เหมือน...เหมือนเขากำลังย่างเนื้อแห้ง...”

            แม้เสียงของเธอจะแผ่วเบาแทบไม่ได้ยิน แต่ผมกลับได้ยินชัดเจน

            เธอจำเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริงๆ

            หลี่เชาไห่ไม่เข้าใจว่าลูกสาวพูดถึงอะไรแต่เขาไม่ได้สนใจคำพูดเหล่านั้น เขาเพียงแค่ดีใจที่เธอฟื้นขึ้นมาและกอดเธอไว้แน่น “ไม่เป็นไรแล้วเสี่ยวหมิ่น...พ่ออยู่ตรงนี้แล้วพ่อจะไม่มีวันปล่อยให้ลูกต้องเจ็บปวดอีกแล้ว”

            เมื่ออาจารย์เห็นว่าเธอฟื้นแล้ว จึงยกมือขึ้นตบไหล่ผมเบาๆ

            ทันใดนั้น ผมรู้สึกได้ถึงพลังอบอุ่นบางอย่างที่ไหลเข้าสู่ร่างกาย ดวงตาที่เย็นเฉียบของผมรู้สึกอุ่นขึ้น

            ผมกะพริบตาสองสามครั้ง และเมื่อเงยหน้าขึ้นมองกระจกหน้าต่างก็กลับมาเป็นปกติ

            วิญญาณของผู้ป่วยสูงวัยที่ยืนอยู่ข้างนอกหายไปแล้ว

            อาจารย์ปิดเนตรของผม

            “ตอนนี้พลังของนายยังอ่อนแออยู่เบิกเนตรนานเกินไปจะส่งผลกระทบต่อร่างกาย รีบไปจัดการแผลของตัวเองก่อนเถอะ”อาจารย์พูดด้วยน้ำเสียงห่วงใย

            ผมหัวเราะเบาๆ “ครับ อาจารย์!”

            จากนั้นผมกับอาจารย์ก็เดินออกจากห้องพักของหลี่เสี่ยวหมิ่น

            ทันทีที่เราออกมาถึงหน้าประตู หมอเจ้าของไข้ก็รีบเดินตามออกมา “ปะ...ปรมาจารย์...”

            เขาเรียกด้วยน้ำเสียงลังเล

            “มีอะไรเหรอ” อาจารย์หันกลับไปถาม

            “วันนี้...วันนี้ผมได้เปิดหูเปิดตาแล้ว นับถือท่านจริงๆ”แพทย์กล่าวด้วยความเคารพ

            อาจารย์หัวเราะ “ไม่มีอะไรน่านับถือหรอกรักษาอาการป่วยช่วยชีวิตคนก็ยังต้องอาศัยพวกคุณ งานของฉันเป็นแค่ส่วนเสริมเท่านั้นพอดีเลย ดูแลลูกศิษย์ฉันให้หน่อยสิ จัดการแผลให้เขาหน่อย”

            อาจารย์ชี้มาที่ผม

            หมอเจ้าของไข้มองดูสภาพของผมที่เต็มไปด้วยเลือดมีเพียงผ้าพันไว้คร่าวๆ ก่อนจะพยักหน้า “ได้ ไม่มีปัญหา!”

            ทันทีที่พูดจบ เขาก็เรียกพยาบาลสองสามคนมาพาผมไปยังห้องทำแผลข้างๆ

            ด้วยความที่ผมเรียนแพทย์มาอยู่แล้ว ผมรู้ขั้นตอนการรักษาดีจึงอธิบายอาการของตัวเองให้ฟังได้อย่างชัดเจน

            อีกทั้งที่นี่เป็นโซนวีไอพี ทุกอย่างจึงดำเนินไปอย่างรวดเร็ว

            จากการตรวจพบว่าไม่มีอาการร้ายแรงมีเพียงแผลภายนอกและอาการช้ำที่ปอดเล็กน้อยพักฟื้นราวสิบวันถึงหนึ่งเดือนก็จะหายดี

            เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น ท้องฟ้าก็เริ่มสว่างแล้ว

            ผมสวมเสื้อแจ็กเก็ตที่หลี่เชาไห่เตรียมไว้ให้ก่อนจะเดินออกจากห้องทำแผล

            ทันทีที่ออกมา ผมเห็นหลี่เชาไห่วิ่งเข้ามาหา “เสี่ยวเจียง! ขอบใจมากจริงๆ! เสี่ยวหมิ่นบอกว่าอยากพบนาย”

            “อ้อ ได้เลยครับ!” ผมพยักหน้ารับ

            เมื่อผมเดินเข้าไปในห้องพักฟื้นของเธอก็เห็นหลี่เสี่ยวหมิ่นนั่งพิงอยู่บนเตียงสีหน้ายังดูอ่อนล้าอยู่มาก

            “เสี่ยวหมิ่น!” ผมเอ่ยเรียกเธอพร้อมรอยยิ้ม

            “เจียงหนิง!”

            “ไง รู้สึกอย่างไรบ้าง”

            หลี่เสี่ยวหมิ่นส่ายหัว “ไม่ค่อยดีเท่าไหร่เวียนหัว...”

            “ไม่เป็นไร อีกไม่กี่วันก็หาย...” ผมยิ้มปลอบเธอ

            จริงๆ แล้ว ผมเองก็เวียนหัวเพียงแต่คิดว่าจัดการทุกอย่างเสร็จแล้วค่อยกลับไปพักผ่อน

            หลี่เสี่ยวหมิ่นเบิกตากว้าง มองมาที่ผม “เจียงหนิง ฉัน...ฉันไม่ได้ฝันไปใช่ไหม ฉันเห็นนายฉันได้ยินเสียงนายสู้กับใครบางคน นายเป็นคนช่วยฉันใช่ไหม”

            ในวินาทีนั้น เธอดูตื่นเต้นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด อัตราการเต้นของหัวใจในเครื่องวัดก็สูงขึ้น

            ผมรีบยกมือขึ้นเป็นเชิงให้เธอสงบลง

            เรื่องแบบนี้ปิดบังไม่ได้อยู่แล้วและผมก็ไม่คิดจะปิดบังจึงพยักหน้าตอบ

            “ทุกอย่างเป็นความจริง คืนนั้น เพื่อนอีกห้าคนที่ไปตั้งแคมป์กับเธอเสียชีวิตหมดแล้วฉันช่วยกลับมาได้แค่เธอคนเดียว” ผมพูดด้วยน้ำเสียงแฝงความเสียใจ

            เมื่อหลี่เสี่ยวหมิ่นได้ยินเช่นนั้น น้ำตาของเธอก็ไหลลงมาเป็นสายทันที “เป็นความผิดของฉัน เป็นความผิดของฉันเองที่จัดงานวันเกิดทำให้พวกเขาต้องตาย...ทำให้พวกเขาต้องตาย ฮือ...”

            เธอร้องไห้สะอึกสะอื้น

            ผมเองก็ไม่รู้จะปลอบยังไง คิดอยู่นาน สุดท้ายก็หลุดพูดออกไป “ไม่มีใครอยากให้เป็นแบบนี้หรอก แต่เรื่องก็เกิดขึ้นแล้วเดี๋ยวฉันจะส่งพวกเขาไปสู่สุคติเอง เธอพักรักษาตัวให้ดีเถอะ”

            จากนั้นผมก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ

            เมื่อเห็นว่าหลี่เชาไห่ได้ยินเสียงร้องไห้แล้ววิ่งเข้ามาในห้องผมก็ไม่คิดจะอยู่ต่อ

            ผมหันไปบอกหลี่เสี่ยวหมิ่น “เอาละ เสี่ยวหมิ่นฉันไปก่อนนะ พักผ่อนให้ดี”

            พูดจบ ผมก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้อง

            รู้สึกว่าถ้านั่งฟังเธอร้องไห้ต่อไปก็คงไม่มีประโยชน์อะไร ไม่สู้กลับไปนอนพักดีกว่า...


     

    คล้ายกับเรื่องขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน