โม่เฟิงเดินออกมาจากห้องเรียนที่สี่ ตอนนี้เขามีเป้าหมายคือการได้เป็ตัวแทนของสถาบันใบไม้เขียว ดังนั้นเขาจะปล่อยเวลาไปอย่างสูญเปล่าไม่ได้ เขาเตรียมจะไปหาซื้อวัตถุดิบเพื่อนำมาทำเป็โอสถเพื่อใช้สำหรับการฝึกฝน ซึ่งในระหว่างกำลังจะเดินออกจาสถาบันใบไม้เขียว ปิงหยุน ตงห่าวและลู่หานก็ได้เดินตามหลังมา
“โม่เฟิง เ้าจะไปไหน พวกข้าขอไปด้วย”
แม้ปิงหยุนจะไม่มีความมั่นใจซักเท่าไหร่นัก แต่เขาก็พอจะเดาได้ว่า โม่เฟิงย่อมมีวิธีการยกระดับพลังลมปราณ ไม่เช่นนั้นแล้ว โม่เฟิงคงไม่กล้าท้าทายฝูิถึงขนาดเอาเงินหนึ่ง 100 เหรียญทองออกมาเป็ของเดิมพันเช่นนี้แน่
โม่เฟิงตอบกลับอย่างไม่ปิดบัง “ข้าจะไปหาซื้อวัตถุดิบ พวกเ้าพอจะแนะนำร้านให้ข้าได้ไหม?”
ปิงหยุนรีบหยักหน้า “พวกข้ามีร้านประจำอยู่แล้ว ตามข้ามา”
ในระหว่างที่ทั้งสี่กำลังจะเดินออกจากสถาบันใบไม้เขียวเพื่อไปที่ร้านขายโอสถ เสี่ยวฟ่านรีบวิ่งแจ้นตามตูดมาด้วยท่าทีเหนื่อยหอบ “แฮ๊กๆๆๆ พวกเ้าจะไปไหน ข้าขอไปด้วย”
โม่เฟิงมองทั้งสี่ที่เดินตามออกมาจากห้องเรียนด้วยความซาบซึ้ง แม้จะรู้จักกันได้ไม่นาน แต่พวกเขากลับเลือกที่จะเป็ศัตรูกับฝูิอย่างซึ่งๆหน้า ซึ่งการทำเช่นนี้ จะทำให้พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ในสถาบันใบไม้เขียวได้ยากลำบากขึ้น โม่เฟิงจึงได้ปฏิญาณกับตนเองเอาไว้ว่า เขาจะต้องทำให้ทั้งสี่คนนี้ มีอนาคตที่สดใสให้จงได้
โม่เฟิงเดินตามหลังทั้งไปที่ร้านขายโอสถแห่งหนึ่ง “ร้านนี้แหละ ที่พวกข้ามาซื้อโอสถกันเป็ประจำ เ้าของร้านคือ ‘เจิ้งหาน’ พวกข้าเรียกเขาว่าท่านลุงเจิ้ง เป็บิดาของลู่หาน ดังนั้นเ้าไม่ต้องเป็ห่วงเื่ราคา”
ลู่หานเปิดประตูเข้าไป ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังจัดสิ้นค้าอยู่ “ท่านพ่อ! ข้ากลับมาแล้ว”
เสียงของลู่หานทำให้ชายวัยกลางคนต้องหันหน้ามามอง “วันนี้พวกเ้ามีเรียนไม่ใช่รึ! ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่...?”
สีหน้าของเจิ้งหานดูจะไม่ค่อยชอบใจ ที่พวกเขาไม่ไปเข้าเรียน เสี่ยวฟ่านจึงรีบแก้ตัวด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม
“ท่านลุงหาน วันนี้พวกข้ามีเื่นิดหน่อย แฮะๆๆ”
เห็นท่าทีที่ลอยชายของเสี่ยวฟ่าน เจิ้งหานจึงกล่าว่า “เ้ามันไม่ตั้งใจเรียน ข้าจะไปบอกเสี่ยวเหอให้ลงโทษเ้า”
ได้ยินคำพูดของลุงหาน เสี่ยวฟ่านรู้สึกกลัวจนหัวหด ครั้งก่อนที่เขาโดดเรียน เขาโดนบิดาของตน ใช้หวายฟาดไปเจ็ดที หากครั้งนี้ถูกจับได้ เขาจะต้องโดนหวดมากกว่าครั้งก่อนเป็เท่าตัว
ปิงหยุนเห็นเสี่ยวฟ่านถูกดุ เขาจึงเข้าไปพูดแทน “ท่านลุงหาน ่นี้อาจารย์ประจำห้องของพวกเราป่วยอยู่ ฝูิจึงรับหน้าที่มาสอนแทน ท่านคิดหรือ..ว่าคนจากตระกูลเฟิง จะสอนสิ่งที่มีประโยชน์ให้กับพวกเรา..?”
เมื่อปิงหยุนกล่าวขึ้นมา เสี่ยวฟ่านจึงช่วยเสริม “ใช่ๆๆ ท่านลุงหาน ฝูิเอาแต่พูดดูถูก ไม่เคยสอนสิ่งใดที่เป็ประโยชน์ให้กับพวกข้าเลย นอกจากนั้น...ยันต์อารักขาสี่ทิศที่ตระกูลเฟิงบอกว่าเป็ยันต์ป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาอาคมป้องกันระดับหนึ่ง ยังเป็เื่หลอกลวงอีกตะหาก”
“หึม!” เื่ที่คนจากตระกูลเฟิงชอบดูถูกคน นับว่าเป็เื่ที่เห็นได้ทั่วไป แต่เื่ยันต์อารักขาสี่ทิศนี่มัน..?
“ไหนพวกเ้าลองเล่าเื่ยันต์อารักขาสี่ทิศให้ข้าฟังซิ!”
เห็นเจิ้งหานเกิดสนใจขึ้นมา เสี่ยวฟ่านจึงเล่าเื่ทุกอย่าง อีกทั้งยังใส่สีตีไข่ ด้วยท่าทางประกอบที่ใครเห็นเป็ต้องขบขัน “เื่มันก็เป็อย่างนี้แหละ!”
เมื่อได้ฟังทุกอย่าง เจิ้งหานนั้นใมาก เขาไม่คิดเลยว่าตระกูลเฟิงจะถึงขั้น กล้าทำเื่หลอกลวงทุกคนในเมืองเช่นนี้ อีกหน่อย...ข่าวนี้แพร่กระจายออกไป ความน่าเชื่อถือของตระกูลเฟิงคงจะลดลงมาไม่น้อย
เจิ้งหานรู้สึกอารมณ์ดีมาก ที่ตระกูลเฟิงเกิดปัญหา เขาจึงไม่ติดใจเื่ที่ทุกคนโดดเรียนกันในวันนี้
“วันนี้ข้าจะละเว้นให้ แต่ถ้าวันหน้า..พวกเ้ายังเอาแต่โดดเรียนเช่นนี้อีก ข้าจะไม่อยู่เฉยแน่ๆ เข้าใจนะ!”
เมื่อเจิ้งหานจะไม่นำเื่ที่ตนเองโดดเรียนไปฟ้องบิดาของตน เสี่ยวฟ่านหัวเราะออกมาอย่างโล่งอก
“ฮี่ๆๆ ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะไม่โดดเรียนอีกเด็ดขาด”
เจิ้งหานได้หันกลับมาที่โม่เฟิง ผู้ที่ทำการเปิดโปงเื่ยันอารักขาสี่ทิศอย่างอดห่วงไม่ได้ “เ้าทำให้ชื่อเสียงของตระกูลเฟิงต้องมัวหมอง อาจโดนคนของตระกูลเฟิงตามระราญ เ้าต้องระวังตัวให้มาก”
แม้จะพึ่งเคยเจอกัน แต่โม่เฟิงก็ััได้ถึงความห่วงใยผ่านน้ำเสียงของของเจิ้งหานผู้นี้ “ขอบคุณท่านลุงเจิ้งที่เป็ห่วงข้า”
เจิ้งหานพยักหน้า “แล้วที่พวกเ้ามากันวันนี้ อยากจะได้อะไรล่ะ เดี๋ยวข้าจะลดให้เป็พิเศษ”
โม่เฟิงไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบบอกสิ่งของที่ตนเอง้าซื้ออกมา “ข้าอยากได้เมล็ดถั่วเหม็นหมื่นหอม วารีกรุ่นกังวาน และก็ว่านดูดโลหิต ส่วนจำนวนของมัน ข้าอยากได้ทั้งหมดที่ท่านมีอยู่”
“เมล็ดถั่วเหม็นหมื่นหอม!” เจิ้งหานรู้สึกสงสัย ไ่ม่รู้ว่าโม่เฟิง้าเมล็ดถั่วเหม็นหมื่นหอม ที่ใช้เป็อาหารของสัตว์เลี้ยงไปทำไม...?
“เมล็ดถั่วเหม็นเหมือนหอมพวกนี้ ราคาถุงละ 3 เหรียญทองแดง ข้ามีอยู่หนึ่งร้อยถุง วารีกรุ่นกังวานมีอยู่ 40 ขวด ราคาขวดละ 10 เหรียญเงิน ส่วนว่านดูดโลหิต ราคาก้านละ 40 เหรียญเงิน ข้ามี 21 ก้าน รวมทั้งหมดเป็เงิน 12 เหรียญทองกับอีก 3 เหรียญเงิน แต่ค่าจะคิดเ้าแค่ 10 เหรียญทอง เ้าแน่ใจนะว่าจะเอาทั้งหมดนี่?”
โม่เฟิงพยักหน้าพร้อมกับยื่นเงินจำนวน 10 เหรียญทองให้กับเจิ้งหาน ทั้งยังถามอีกว่า “ข้ายากได้แบบนี้อีกสามชุด ท่านพอจะหาให้ข้าได้หรือไม่?”
“อีกสามชุด?” แม้จะสงสัยว่าโม่เฟิงนำวัตถุดิบเหล่านี้ไปทำอะไร แต่เขาที่เป็พ่อค้าก็ไม่สามารถที่จะเข้าไปก้าวก่ายความเป็ส่วนตัวของลูกค้าได้ เขาจึงรับปากกับโม่เฟิงและไม่ได้ถามสิ่งใดออกมาอีก
“ได้! หากเ้า้า อีกสามวันเ้าก็มารับได้เลย”
โม่เฟิงเดินดูของในร้าน เพื่อหาบางอย่าง แต่ก็หาไม่เจอ เขาจึงถามเจิ้งหานอีกครั้ง “นอกจากวัตถุดิบที่วางขายอยู่ ท่านพอจะมีผงะเิปราณอยู่หรือไม่”
“มี!”
เจิ้งหานเดินไปหยิบกล่องที่บรรจุผงะเิปราณที่เก็บเอาไว้อย่างดี เนื่องจากมันเป็ของที่มีมูลค่ามากที่สุดในร้าน “กล่องละ 5 เหรียญทอง เ้าจะเอากี่กล่อง”
“ข้าเอาสามกล่อง” โม่เฟิงจ่ายเงินให้กับเจิ้งหานไปอีก 15 เหรียญทอง เมื่อออกจากร้าน โม่เฟิงยังได้แวะซื้อของอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็ น้ำมันหมู ผงสลายกระดูก ลูกแก้วปฐีลิขิต ชุดฝังเข็มที่ร้านยา ซื้อจอบ พลั่วตักดิน ถังใส่น้ำขนาดใหญ่ รวมถึงแหดักปลาที่ร้านขายอุปกรณ์การเกษตร ก่อนจะพาทุกคนไปที่ทางเข้าป่าจิตอสูร ซึ่งอยู่ด้านหลังของสถาบันใบไม้เขียว
ป่าจิตอสูรที่อยู่ด้านหลังของสถาบันใบไม้เขียว เคยเป็ส่วนหนึ่งของป่าไพรอสูร ใน่ที่มีการขยายตัวเมือง สถาบันใบไม้เขียวได้ทำเื่ ขอให้ท่านเ้าเมืองในเวลานั้นสร้างกำแพงรุกล้ำเข้าไปยังอาณาเขตของป่าไพรอสูร เพื่อที่จะแบ่งส่วนหนึ่งของป่า มาให้เด็กๆในเมืองได้สั่งสมประสบการณ์ในการต่อสู้กับสัตว์อสูรตัวเป็ๆ
ทั้งกลุ่มเดินมาถึงทางเข้าป่าจิตอสูร เสี่ยวฟ่านที่รู้สึกสงสัยเกี่ยวกับสิ่งของที่เตรียมมา จึงได้ถามกับโม่เฟิงไปว่า
“เ้าซื้อของพวกนี้มาทำไม คงจะไม่ได้ให้พวกข้ามาทำการเกษตรหรอกใช่ไหม?”
โม่เฟิงไม่ได้ตอบคำถามของเสี่ยวฟ่าน เขายิ้มพร้อมกับยื่นจอบ พั่ว และอุปกรณ์ต่างๆให้กับทุกคน “ข้า้าหลุมกว้าง 2 เมตรลึก 3 เมตร พวกเ้าต้องช่วยข้าขุด”
แม้จะไม่รู้ว่าโม่เฟิง้าหลุมไปทำไม แต่เมื่อเห็นโม่เฟิงเริ่มลงมือขุด ปิงหยุนและคนอื่นๆจึงได้เริ่มขุดตาม
หลังจากขุดมาได้สองชั่วโมง เสี่ยวฟ่านก็ทิ้งพั่วที่อยู่ในมือ “อ้า! ข้าไม่ไหวแล้ว เมื่อยสุดๆ”
เห็นเสี่ยวฟ่านนั่งพัก โม่เฟิงจึงนำถุงเมล็ดยื่นให้กับอีกฝ่าย “หากเ้าเหนื่อย เอาวารีกรุ่นกังวาน ชโลมให้ทั่วเมล็ดถั่วเหม็นหมื่นหอม”
เสี่ยวฟ่านรับถุงเมล็ดและวารีกรุ่นกังวานมาจากโม่เฟิง เขานึกว่าตนเองจะได้งานที่สบายขึ้น แต่เมื่อเขาเทวารีกรุ่นกังวานลงบนเมล็ดถั่วเหม็นหมื่นหอม กลิ่นฉุนรุนแรงชวนจะอวกโชยเข้าใส่จมูก กลิ่นของมันเหม็นมาก มันเหม็นซะจนเสี่ยวฟ่านถึงกับอดทนไม่ไหว
“แค๊กๆๆๆ เหม็นเป็บ้าเลย!”
เห็นท่าทีที่ตลกขบขันของเสี่ยวฟ่าน ทุกคนจึงพากันหัวเราะอย่างสนุกสนาน “ฮ่ะๆๆๆๆๆ”
พวกเขาใช้เวลาเกือบสามห้าชั่วโมงในการตระเตรียมทุกอย่าง ตอนนี้ก็เหลือแค่รอให้พระอาทิตย์ตกดินเท่านั้น ซึ่งในระหว่างที่รอ โม่เฟิงอยากจะรู้ระดับพร์ คุณสมบัติลมปราณ รวมถึงระดับพลังของแต่ละคนจึงได้ถามออกมา
“ข้าอยากรู้พร์ สายลมปราณ รวมถึงระดับพลังของพวก ช่วยบอกให้ข้าฟังหน่อย”
ปิงหยุนเป็คนแรกที่แสดงความสามารถของตน เกล็ดน้ำแข็งชิ้ยบางๆปรากฏขึ้นที่ฝ่ามือ “ของข้าคือบัวเหมันต์หนึ่งกลีบ สายแปรสภาพลมปราณ ระดับพลังในตอนนี้อยู่ที่กำเนิดลมปราณระดับที่สาม”
ส่วนตงห่าวเองก็ยื่นแขนขวา ท่อนแขนของเขามีขนสีน้ำตาลโผล่ออกมา ฝ่ามือและเล็บเองก็เปลี่ยนไป “ข้าบัวปฐีสองกลีบ สายสถิติญญา กำเนิดลมปราณระดับที่สี่ ตอนนี้สวมใส่จิติญญาของหมูป่าสองเขี้ยว”
ถัดจากตงห่าวคือเสี่ยวฟ่าน “เปรี้ยะๆๆๆ” รอบกายของเขามีประจุสายฟ้าปะทุขึ้น “ฮี่ๆๆ ของข้าบัวอัสนีสามกลีบ สายแปรสภาพลมปราณ กำเนิดลมปราณระดับที่สี่”
ส่วนลู่หานที่เป็คนสุดท้าย ด้านหน้าของเขาบริเวณกึ่งกลางหน้าอก ลมปราณได้ก่อตัวขึ้นเป็หมอกสีดำ ขดลวดเส้นบางๆได้โผล่ออกมา “บัวทมิฬสามกลีบ สายจิตมหาศาสตรา กำเนิดลมปราณระดับที่สอง ศาสตราของข้าคือเส้นลวด”
“ลวดของข้าเส้นนี้มีชื่อว่า ‘ลวดสลายลมปราณ’ คุณสมบัติพิเศษของมันก็เป็ไปตามชื่อที่ข้าได้ตั้งให้ พลังลมปราณที่ััโดนลวดเส้นนี้จะถูกบังคับให้สลายตัว แต่ความสามารถของลวดเส้นนี้ ใช้ได้ดีกับผู้ที่มีระดับพลังเท่ากันหรือต่ำกว่า ถ้าใช้กับผู้ที่มีระดับพลังสูงกว่า ประสิทธิภาพของมันจะลดลงไปมาก”
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ราคาขึ้นทุกอย่าง ยกเว้นนิยายของเราที่ยังลงฟรีอยู่ 555+ (ช่วยกันติดตามหน่อยน้า ยังลงให้อ่านฟรีอีกยาวครับ)
ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเื่นี้ รวมถึงกดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ